
ชี้มูลจำนำข้าวตอกหมุดยิ่งลักษณ์
กลายเป็น “ชนักปักหลัง” อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ลำบากมากยิ่งขึ้นในเวลานี้
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็น “ชนักปักหลัง” อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ลำบากมากยิ่งขึ้นในเวลานี้ เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ 7 ต่อ 0 ชี้มูลความผิดกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว
แม้กระบวนการพิจารณาของ ป.ป.ช.ครั้งนี้ โดยหลักการแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ปฏิเสธ ไม่ได้ว่าผลจากการชี้มูลของ ป.ป.ช.นั้น ส่งผลดีกับทาง คสช.ที่กำลังเร่งเครื่อง “ปฏิรูป” ตามโรดแมปที่ได้ออกมาประกาศถึงความชัดเจน ในแต่ละขั้นตอน
ประการแรก ย่อมทำให้ยิ่งลักษณ์ไม่อาจผลีผลามออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะแกนนำ ผู้สนับสนุน หรือ ผู้อยู่เบื้องหลัง จำเป็นต้องเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ให้ตกเป็นเป้าโดนเพ่งเล็ง ในช่วงเวลานับจากนี้ ไปจนกว่าคดีจะสิ้นสุด ซึ่งคำนวณคร่าวๆ คงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพักใหญ่
เริ่มจากสัปดาห์นี้ที่ ป.ป.ช.จะส่งรายงานเอกสารความเห็นทั้งหมดไปให้อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป และหากทางอัยการเห็นไม่ตรงกับมติ ป.ป.ช. ก็สามารถตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นพิจารณาได้ ก่อนจะไปถึงกระบวนการในศาล
ประการต่อมา ระยะเวลานับจากนี้ไปจน กว่าคดีจะสิ้นสุด “ยิ่งลักษณ์” ย่อมต้องถูก พันธนาการไว้ด้วยคดีให้ทำอะไรลำบากมาก ยิ่งขึ้น แถมยังดึงให้สังคมกลับมาจับจ้อง ยิ่งลักษณ์มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะทำอะไร นับจากนี้ต่อไป
ทั้งการเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่ง คสช.ไฟเขียว ให้บินไปพักผ่อนที่ อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.-10 ส.ค. แต่เดิมทริปยุโรปครั้งนี้ถูกจับจ้องเพียงแค่การไปร่วมงานสุขสันต์วันเกิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น ปารีส ฝรั่งเศส
แต่หลัง ป.ป.ช.ชี้มูล การเดินทางออกนอกประเทศหนแรกของยิ่งลักษณ์ ถูกจับตาว่าจะเป็นช่องทางหลบหนีคดีหรือไม่ หลายคนยังย้อนเปรียบเทียบไปถึงสมัยเมื่อครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องระหกระเหินอยู่ต่างแดนจนถึงทุกวันนี้ สุดท้ายทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องออกมาประกาศยืนยันกลับมาสู้คดีไม่หลบหนีไปไหน
สปอตไลต์ที่ฉายมายังยิ่งลักษณ์เวลานี้ จึงยิ่งทำให้เคลื่อนไหวใดๆ ลำบากมากยิ่งขึ้นไม่ว่า จะทั้งบนดิน ใต้ดิน ส่วนตัว หรือในนามพรรคเพื่อไทย เสื้อแดง หรือในส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ประการต่อมา ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวที่ ป.ป.ช.ระบุ ทั้งในแง่ความเสียหายของงบประมาณ 5 แสนล้านบาท การทุจริตคอร์รัปชั่นในเกือบทุกขั้นตอน ล้วนแต่จะเป็นตราบาปที่จะกัดกร่อนความน่าเชื่อถือของภาวะผู้นำ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไปจนถึงคะแนนนิยมในตัวบุคคลและพรรคเพื่อไทยนับจากนี้เป็นต้นไป เพราะแม้จะเถียงว่าคดีนี้ยังไม่สิ้นสุด ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนแต่ความเสียหายได้ปรากฏชัดเจนยากจะชี้แจงแก้ตัว
ดังจะเห็นว่าการแก้ปัญหาของยิ่งลักษณ์ในการออกมาแถลงหลัง ป.ป.ช.ชี้มูล ไม่ได้อยู่ที่ความพยายามชี้แจงเรื่องความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในกระบวนการดำเนินการรับจำนำข้าว ปัดให้เป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติ ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งนายกฯ ที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนโยบาย แถมยังเบี่ยงประเด็นไปยังความเร่งรีบ รวบรัด ดำเนินการสรุปคดีของ ป.ป.ช.ไม่ได้เป็นไปตามบรรทัดฐานเดียวกับคดีอื่นๆ พร้อมให้น้ำหนักไปเรื่องตัดสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ในการเสนอพยานบุคคลที่เป็นส่วนสาระสำคัญ ไม่รอผลการพิสูจน์เรื่องสต๊อกข้าวให้เป็นที่สิ้นสุด
ประการสำคัญอยู่ที่ สุดท้ายหากผลจากคดีนี้ตัดสินออกมาว่า อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์มี ความผิด ย่อมมีโทษทางอาญาทั้งจำคุกและปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งนั่นย่อมจะเป็นตราบาปทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องเฟดตัวออกจากถนนการเมืองตามรอยพี่ชาย
แน่นอนว่า ตราบาปนี้ย่อมจะติดตัวพรรคเพื่อไทยตลอดไป และย่อมเป็นจุดอ่อนให้ถูกหยิบยกมาโจมตีในช่วงการหาเสียงที่จะเกิดขึ้นหลังจากปฏิรูปเสร็จเรียบร้อย ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่เพื่อไทยต้องมาคิดยุทธศาสตร์ว่าจะเตรียมแผนสำรองปลุกปั้นใครขึ้นมาเป็นตัวแทนชูเป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งหลังปฏิรูปหรือไม่ และจะกล้า ดึงดันนำเสนอนโยบายจำนำข้าวขึ้นมาเป็นธงหลักเหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมาอีกหรือไม่
ยิ่งในวันที่ คสช.กระโดดเข้ามาเอาจริง เอาจังกับการดำเนินการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวอย่าง ต่อเนื่อง ทั้งการไล่ปูพรมตรวจเช็กโกดังข้าว ทั่วประเทศอย่างละเอียด ซึ่งพบทั้งข้าวเสื่อม สภาพและข้าวหายไม่ตรงกับจำนวนที่รับจำนำจริง ซึ่งหากสุดท้ายสรุปผลความเสียหาย ทั้งหมดย่อมสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของทั้งอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย
ที่สำคัญ ในการไต่สวนคดีโครงการรับจำนำข้าวของ ป.ป.ช.ที่ยังเดินหน้าต่อไป ซึ่งมีทั้งอดีตรัฐมนตรี อดีตข้าราชการ ไปจนถึงภาคเอกชน ที่อยู่ในบัญชีรอการพิจารณาเอาผิด ซึ่งหลังจากนี้คงจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับผู้ที่กระทำผิดทยอยออกมาเรื่อยๆ ซึ่งจะยิ่งสั่นคลอนสถานะของพรรคเพื่อไทย
ยังไม่รวมกับคดีอื่นๆ ซึ่งอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ยังต้องเผชิญวิบากกรรมในอนาคต ถึงอีก 35 คดีที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของ ป.ป.ช. และจะทยอยค่อยๆ สรุปผลเร็วๆ นี้ ที่จะยิ่งตรึงให้ทั้งยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย ไม่อาจแอ็กชั่นเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ นับจากนี้ไปได้อีกนาน







