
เอ็มเอช 17 จี้รัสเซียจนมุมส่อเจอคว่ำบาตรหนัก-สูญมิตรทั่วโลก
สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก สำหรับโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน “เอ็มเอช 17”
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก สำหรับโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน “เอ็มเอช 17” ที่ถูกขีปนาวุธยิงตกบริเวณเขตยึดครองของกลุ่มกบฏฝักใฝ่รัสเซียในยูเครน ที่ส่งผลให้ผู้โดยสารบนเครื่อง 298 คนเสียชีวิตทั้งหมด
หลายฝ่ายเชื่อกันว่า กลุ่มกบฏในยูเครนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว จึงร้อนถึงรัสเซีย ในฐานะผู้สนับสนุนกลุ่มกบฏ ซึ่งยังรวมถึงเครื่องยิงขีปนาวุธบัค ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นยุทโธปกรณ์ในการพิฆาตเครื่องบินลำดังกล่าว ส่งผลให้นานาชาติต่างแสดงท่าทีอย่างแข็งกร้าวต่อรัสเซียเห็นได้ชัด ซึ่งนับว่าเสี่ยงอย่างยิ่งที่รัสเซียจะถูกทั้งโลกโดดเดี่ยว
ก่อนหน้านี้ สหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ได้รวมหัวกันคว่ำบาตรรัสเซีย ต่อกรณีที่พญาหมีขาวควบรวมดินแดนไครเมียของยูเครนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ถึงแม้รัสเซียจะอ้างผลการลงประชามติของชาวไครเมียที่ขอเข้ามารวมกับรัสเซียเองก็ตาม
อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงแล้วบรรดาชาติยุโรปไม่ต้องการจะคว่ำบาตรพญาหมีขาวเท่าไรนัก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ยึดโยงกันอย่างแนบแน่น โดยเฉพาะกรณีที่กลุ่มประเทศอียูบริโภคก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย เห็นได้จากความพยายามของรัฐบาลเยอรมนีในฐานะผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียอันดับหนึ่ง เป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเคลื่อนไหวเพื่อจำกัดการคว่ำบาตรรัสเซีย
กระนั้น กรณีเครื่องเอ็มเอช 17 ถูกยิงตกถูกมองว่ารัสเซียได้ทำร้ายชาวยุโรปเลยทีเดียว ส่งผลให้อียูหลายชาติยกระดับท่าทีที่แข็งกร้าวต่อรัสเซียมากขึ้น
โดยเนเธอร์แลนด์เปลี่ยนท่าทีที่มีต่อรัสเซียอย่างเห็นได้ชัด หลังจากมีพลเมืองเสียชีวิตมากถึง 192 คนจากเหตุการณ์ดังกล่าว ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เนเธอร์แลนด์จะมีทิศทางนโยบายที่ไม่ต้องการคว่ำบาตรรัสเซียก็ตาม สะท้อนได้จากนายกรัฐมนตรี มาร์ก รูต ขู่รัฐบาลเครมลินว่า เวลาที่รัสเซียจะแสดงความช่วยเหลือต่อกรณีเครื่องบินตกใกล้หมดลงเต็มที
ทั้งนี้ ท่าทีของเนเธอร์แลนด์ต่อรัสเซียครั้งล่าสุดเป็นที่น่าหวาดหวั่นของรัสเซียเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเนเธอร์แลนด์ถือเป็นผู้มีอิทธิพลในอียู ซึ่งมักใช้องค์กรดังกล่าวเป็นช่องทางในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ ก่อนหน้านี้เนเธอร์แลนด์เคยมีบทบาทอย่างมากในการขัดขวางไม่ให้เซอร์เบียเข้าเป็นสมาชิกอียู จนกว่าเซอร์เบียจะยอมส่งตัวนายพล รัตโกเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก ในปี 2011 โดยนายพลคนดังกล่าวเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการสังหารกองกำลังรักษาสันติภาพของเนเธอร์แลนด์ระหว่างการสังหารหมู่ที่เซรเบรนิกา ในปี 1995
จากกรณีที่เนเธอร์แลนด์ดำเนินการต่อเซอร์เบีย เดวิด คลาร์ก ประธานมูลนิธิรัสเซียในสหรัฐ แสดงความเห็นว่า มีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จะเป็นหัวหอกหลักในการประสานกลุ่มประเทศซีกโลกตะวันตกให้ร่วมมือกันคว่ำบาตรให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น
ซึ่งความเป็นไปได้มีสูงทีเดียว เพราะท่าทีดังกล่าวยังสอดรับกับอังกฤษ ที่ออกโรงขู่จะให้อียูเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย หากรัสเซียไม่ช่วยกดดันให้กลุ่มกบฏเปิดทางให้ทีมสืบสวนข้อมูลนานาชาติสามารถเข้าสู่พื้นที่เกิดเหตุได้อย่างเต็มที่
เอียน บราซซินสกี รองผู้ช่วยเลขาธิการด้านนโยบายการป้องกันยุโรปขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) แสดงความเห็นว่า กรณีเครื่องบินตกนับเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ามือของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เปื้อนเลือด รัฐบาลซีกโลกตะวันตกจึงควรตอบโต้ด้วยการเพิ่มศักยภาพให้กองทัพยูเครนด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันรถถัง รวมถึงเครื่องยิงจรวด การข่าวกรอง และดำเนินการตอบโต้ด้านเศรษฐกิจต่อแดนหมีขาว
ท่าทีของรัสเซียต่อกรณีเครื่องบินตก จึงนับเป็นการช่วยให้สหรัฐและอียูมีมุมมองการคว่ำบาตรรัสเซียที่สอดคล้องกันมากขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการคว่ำบาตรในทุกด้านต่อรัสเซียได้
ขณะเดียวกัน กรณีดังกล่าวยังนับเป็นครั้งแรกที่รัสเซียมีปัญหากับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศในเอเชีย เพราะมีผู้เสียชีวิตเป็นชาวมาเลเซีย 29 คน ชาวอินโดนีเซีย 12 คน และชาวฟิลิปปินส์อีก 3 คน
นอกจากนี้ เครื่องบินลำดังกล่าวยังเป็นทรัพย์สินของสายการบินแห่งชาติมาเลเซีย หากรัสเซียเกี่ยวข้องกับกรณีเครื่องบินถูกยิงตกจริง ก็เป็นการทำลายเกียรติภูมิแห่งชาติของชาวมาเลเซีย ซึ่งจะนำมาซึ่งความบาดหมางระหว่างทั้งสองประเทศอย่างแน่นอน
ด้านประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ผู้นำอินโดนีเซีย ได้ประกาศผ่านทางสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่ากรณีดังกล่าวเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่อินโดนีเซียจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด พร้อมย้ำว่าจะให้การสนับสนุนการสืบสวนนานาชาติในกรณีเอ็มเอช 17 ถูกยิงตกอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ แม้ว่ากลุ่มประเทศซีกโลกตะวันตกจะมีท่าทีในเชิงลบต่อรัสเซีย แต่สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หลายชาติกลับเห็นต่างจากชาติตะวันตกในกรณีไครเมีย และมีท่าทีที่เป็นมิตรต่อรัสเซีย
ซึ่งประธานาธิบดีปูตินหวังจะกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เพื่อลดความเสียหายจากการถูกโดดเดี่ยวจากชาติตะวันตก และเพื่อลดการพึ่งพาตลาดส่งออกในอียู
อย่างไรก็ดี กรณีโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารชาวอินโดนีเซียและชาวมาเลเซียย่อมจะเป็นตัวจุดชนวนให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กลับกลายมีท่าทีเชิงลบต่อรัสเซีย โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่มีความสำคัญในฐานะพี่ใหญ่ในสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และยังเป็นชาติที่มีบทบาทสำคัญในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จี20
อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า แผนการที่จะลดการโดดเดี่ยวของรัสเซียจากตะวันตกด้วยการหันมาคบกับประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังเสี่ยงที่จะล้มเหลว จากความไม่พอใจที่เกิดขึ้นกับกรณีเที่ยวบินเอ็มเอช 17
โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับเที่ยวบินดังกล่าวที่ทำให้คนหลากหลายสัญชาติตกเป็นเหยื่อจึงเปรียบได้กับ “ชนักติดหลัง” ที่นับจากนี้ประธานาธิบดีปูตินต้องรักษาสมดุลบนเวทีโลกอย่างระมัดระวังอย่างที่สุด เพราะในขณะที่ถ้าหากปูตินเลือกที่จะลดการสนับสนุนกลุ่มกบฏในยูเครนก็อาจจะทำให้คะแนนนิยมของคนในชาติลดลง แต่การแสดงตัวอย่างชัดเจนว่ารัสเซียให้การสนับสนุนกลุ่มกบฏ ก็จะกลายเป็นหลักฐานมัดตัวรัสเซียเองว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีเที่ยวบินเอ็มเอช 17 อย่างไม่ต้องสงสัย และจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อรัสเซียอย่างใหญ่หลวง







