
คสช.คงแวตดันเศรษฐกิจให้ถึงฝัน
ในที่สุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็มีคำสั่งให้กรมสรรพากรขยายเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% เป็น 7%
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ในที่สุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็มีคำสั่งให้กรมสรรพากรขยายเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% เป็น 7%ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2557 ออกไปอีก 1 ปี โดยให้มีผลไปถึงวันที่ 30 ก.ย. 2558 ซึ่งเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เพราะเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว การปล่อยให้แวตกลับไปเก็บที่ 10% จะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจ
จากการประเมินของหน่วยงานเศรษฐกิจที่รายงานข้อมูลตรงถึง คสช. พบว่าเศรษฐกิจทั้งปี 2557 อาจจะขยายตัวเฉลี่ยทั้งปีได้ 1.5% เนื่องจากเศรษฐกิจครึ่งปีแรกก่อนที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองอย่างหนัก
แม้ว่าหลัง คสช.เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 จะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและประชาชนมาได้อย่างรวดเร็ว แต่ในทางปฏิบัติกว่าประชาชนจับจ่ายใช้สอยและนักลงทุนเริ่มลงทุนอย่างจริงจังยังต้องใช้เวลาจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี ที่จะเห็นผลทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เป็นน้ำเป็นเนื้อ
ดังนั้น หากไม่ขยายเวลาการคงแวตออกไปก็จะทำให้กระทบการบริโภค การลงทุน หดตัวเพิ่มมากขึ้น และเศรษฐกิจไทยจะทรุดหนัก ทำให้ คสช.ขยายเวลาการคงแวตออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ผู้บริโภคและนักลงทุนมีความมั่นใจ สามารถวางแผนการใช้จ่ายและลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม คสช.ไม่ได้มองว่าการคงแวตจะพยุงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่หวังไกลไปถึงทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวทะลุเป้า โดยมีการประเมินกันว่าการคงแวตจะทำให้ประชาชนนักลงทุนบริโภคและลงทุนเพิ่มขึ้น เมื่อไปผสมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนหน้า ทั้งการจ่ายเงินชาวนา 9.2 หมื่นล้านบาท การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนของปีงบประมาณ 2557 การทำงบประมาณปี 2558 ให้ใช้ได้ทันวันที่ 1 ต.ค.นี้ จะทำให้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 3.5% ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวได้มากกว่า 2% แม้ว่าไม่ถึง 3% ตามที่ คสช.คาดหวังไว้ แต่ในแง่ผลงานการบริหารเศรษฐกิจของ คสช.ต้องถือว่าไม่ธรรมดา
นอกจากนี้ เป้าหมายทางเศรษฐกิจของ คสช.ก็ถือว่าไม่ได้ไกลเกินเอื้อม หรือเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ออกมาประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 1.5% ก็ยังยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้เกิน 2% หากเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังโตได้ 3.5.4.5%
ขณะที่กระทรวงการคลังมีคิวสิ้นเดือนนี้ จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.6% ต่อปี ก็ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับ ธปท.ที่ประเมินเศรษฐกิจปีนี้ต่ำเกินไป
ด้านสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็มาสอดรับว่าจะปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ใหม่ในเดือน ส.ค. 2557 ซึ่งประเมินว่าจะขยายตัวได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2.5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.52.5% เนื่องจากการส่งออกขยายตัวได้กว่าที่คาดจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า
แม้แต่กรมสรรพากรยังออกมาขานรับว่าการตัดสินใจคงแวตของ คสช.ออกไปอีก1 ปี มาถูกทาง จะทำให้การบริโภคฟื้นตัวต่อเนื่องจากที่มีสัญญาณฟื้นตัวหลัง คสช. เข้ามาบริหารประเทศ โดยการเก็บแวตจากการบริโภคภายในประเทศครึ่งเดือนแรกก.ค. 2557 สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 1.31.4%จากเดิมที่เก็บได้ต่ำกว่ามาทุกเดือน
ทั้งหมดประเมินว่า การคงแวตนอกจาก คสช.จะได้ผลงานบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้บริโภคแล้ว ยังได้ผลงานทำให้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังและทั้งปีขยายตัวได้สูงเกินเป้า และยังทำให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ยังมีโจทย์ที่ คสช.หรือรัฐบาลของ คสช.ต้องคิดว่า เมื่อถึงวันที่ 1 ต.ค. 2558 จะกลับไปเก็บแวต 10% หรือคงแวตไว้ 7% ต่อไป ซึ่งมีปัจจัยต่างๆ ต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค ความเชื่อมั่นของนักลงทุน การนำเข้าส่งออก การขยายตัวเศรษฐกิจ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งต้องมาพิจารณาแวตที่ระดับ 7% จะเป็นจุดแข็งหรือเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่จะดำเนินการจะใช้แหล่งเงินจากการเก็บภาษี หรือว่าจากเงินกู้ ซึ่งมีผลต่อการขึ้นหรือไม่ขึ้นแวตทั้งนั้น
ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้า คสช. ออกมาระบุว่า คสช.อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ โดยจะมีความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษี ทั้งบุคคลธรรมดาและผู้ประกอบการต้องเป็นการปรับโครงสร้างภาษีที่ทำให้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น และรัฐบาลมีรายได้เพียงพอที่จะดูแลสวัสดิการของคนในประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ตอนนี้การปรับโครงสร้างภาษียังไม่ได้ดำเนินการเป็นรูปธรรม ทำให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่ได้ตามเป้า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
การออกมาระบุของ พล.อ.ประยุทธ์สอดคล้องกับโรดแมปการปฏิรูปภาษีของกระทรวงการคลัง ที่เสนอให้ คสช.พิจารณาโดยมีประเด็นสำคัญ คือ การไปเก็บแวตเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2559 เพื่อให้ประเทศมีรายได้ที่เพียงพอกับการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งค่าใช้จ่ายประจำและการลงทุนพัฒนาประเทศที่ยังต้องใช้เงินอีกมาก
จากการประเมินกระทรวงการคลัง พบว่า การกลับไปเก็บแวต 10% จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าปีละ 1.5 แสนล้านบาท ชดเชยจากการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% ทำให้รายได้ของประเทศหายไปกว่า 1 แสนล้านบาท เนื่องจากการลดภาษีนิติบุคคลไม่สามารถขยายฐานภาษีใหม่ได้ตามเป้า
นอกจากนี้ การลดภาษีบุคคลธรรมดาที่ผ่านมาจาก 5 อัตรา เป็น 7 อัตรา ทำให้กรมสรรพากรเก็บภาษีบุคคลธรรมดาลดลงถึง 4 หมื่นล้านบาท สูงกว่าที่ประเมินไว้เดิมถึงเท่าตัว
ดังนั้น การที่ คสช.ขยายเวลาคงแวต 7% ออกไป 1 ปี ส่วนหนึ่งก็มองถึงความจำเป็นในการปฏิรูปภาษีทั้งระบบ โดยเฉพาะการกลับไปเก็บภาษีแวตในอัตราเดิม 10%
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มภาษีแวตไม่ใช่เรื่องง่าย ตั้งแต่เริ่มมีการเก็บแวตมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2535 แม้กฎหมายให้เก็บในอัตรา 10% แต่ที่ผ่านมาเก็บในอัตรา 7% มาโดยตลอด ไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไหนกล้าปรับภาษีเพิ่มขึ้น แม้แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี เพราะกลัวเสียคะแนนทางการเมือง
ส่งผลให้การปรับเพิ่มขึ้นแวตเป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาล คสช.ว่าจะกล้าปรับขึ้นตามข้อเสนอการปฏิรูปภาษีของกระทรวงการคลังหรือไม่ หากรัฐบาล คสช.ไม่กล้าปรับเพิ่มขึ้นก็ไม่ต้องนึกถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่จะมารับไม้ต่อจากรัฐบาล คสช.คงไม่กล้าเสี่ยงปรับเพิ่มแวตเหมือนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้ของประเทศอ่อนแอชักหน้าไม่ถึงหลังต่อไป







