
ปฏิรูป"นิติเวช"คืนความเป็นธรรมให้เหยื่อ
ทั้งหมดเป็นเรื่องดีแต่ทำยาก เพราะตำรวจจะเสียอำนาจ ควบคุมนิติเวช และควบคุมคดีไม่ได้
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
เชื่อเถอะตำรวจไม่ยอมปล่อยนิติเวชไปแน่ ข้อเสนอของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่จะปฏิรูป “สถาบันนิติเวช” ด้วยการแยกออกจากต้นสังกัดเดิม คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) นั้น
แม้เป็นเรื่องดี แต่คงเป็นไปได้ยาก
คุณหมอพรทิพย์ได้เสนอ 3 โมเดลในการปฏิรูปต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว โดย 2 ใน 3 เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต้นสังกัดใหม่ของ “สถาบันนิติเวช” ประกอบด้วย 1.ให้สถาบันนิติเวชร่วมกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จัดตั้งเป็นกรมในกระทรวงสาธารณสุข 2.ร่วมกันแล้วจัดตั้งเป็นกรมในกระทรวงยุติธรรม
แม้ว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะรับฟังข้อเสนอปฏิรูปข้างต้น แต่ก็ส่งสัญญาณชัดผ่านการให้สัมภาษณ์
“มาตรฐานของสถาบันนิติเวชในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจก็เป็นไปตามมาตรฐานสากล...โครงสร้างใหม่ของ สตช.นั้น สถาบันนิติเวชก็ยังอยู่ในสังกัดโรงพยาบาลตำรวจ เพราะยังไม่มีปัญหาใดๆ”
ทว่าซีกของ “เจ้าหน้าที่-ผู้ปฏิบัติงาน” ในสถาบันนิติเวชกลับเห็นตรงกันข้าม โดยยืนกรานในทิศทางเดียวกันว่าควรย้าย เพราะมีปัญหามานานแล้ว
เท่าที่โพสต์ทูเดย์รวบรวมข้อมูล พบความอึดอัดใจของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันนิติเวช 3 ประเด็นสำคัญ
1.คดีถูกรวบรัด-ตัดตอน โดยเฉพาะคดีใหญ่เรียกได้ว่าเกือบ 100% ซึ่งในอดีตระบบนิติเวชจะแบ่งพื้นที่รับผิดชอบเป็นโซนๆ ให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ช่วง 3-5 ปีให้หลังมานี้ มีการสั่งเจ้าหน้าที่นิติเวชไปทำคดีใหญ่ๆ ในทุกพื้นที่ แน่นอนว่าสามารถ “ควบคุม” หลักฐาน-ผลการผ่าชันสูตรได้ทั้งหมด
2.เงินอุดหนุนไม่เพียงพอ โดยระดับแพทย์ชันสูตรจะมีเบี้ยเลี้ยงค่าผ่าเฉลี่ยศพละ 3,000 บาท ส่วนเจ้าหน้าที่เย็บศพ เจ้าหน้าที่ขนส่งวัตถุพยานก็จะได้ลดหลั่นกันไป อาจดูเหมือนมากแต่เงินจำนวน 3,000 บาทของแพทย์ เหมารวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ จนสิ้นสุดคดีความ เช่น ค่าเดินทางไปให้ปากคำที่ศาลซึ่งบางคดีอาจต้องไป 4-5 ครั้ง สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น คือ เงินเบี้ยเลี้ยงของ สตช. มีจ่ายไม่เกิน 4 เดือนแรกของปีก็หมด ในขณะที่ภาระงานก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
3.ข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีหน่วยปฏิบัติการพิเศษ “เฉลิมเผ่า” ทำงานร่วมกับ “มูลนิธิ”
หน่วยนี้มีหน้าที่แบ่งพื้นที่การรับผิดชอบของเหล่ามูลนิธิไม่แตกต่างกับการจัดสรรไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ นั่นเพราะญาติมักจะร้องเรียนว่าถูกมูลนิธิเจ้าของพื้นที่เรียกเก็บค่าดำเนินการจากญาติศพ ตั้งแต่ 1,000-3,000 บาท และส่วนหนึ่งของเงินเหล่านั้นก็จะถูกส่งทอนกลับคืนสู่ตำรวจ ทั้งในรูปแบบการจ่ายเป็นครั้งคราว การจ่ายรายเดือน งานเลี้ยง ของกำนัล
“ยังไม่นับการรับผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ แต่สร้างความเสียหายให้กับผู้เสียหายอย่างมาก เช่น มีการอ้างว่าสามารถดีลกับแพทย์ผู้ผ่าชันสูตรเพื่อกำหนดรูปคดีได้” เจ้าหน้าที่นิติเวชเล่าตรงไปตรงมา
อย่างไรก็ดี หากสามารถ “ปฏิรูป” เปลี่ยนโครงสร้างสถาบันนิติเวชให้หลุดออกไปจาก “ระบบตำรวจ” ได้จริง เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหลายรายเชื่อตรงกันว่า สภาพปัญหาทั้งหมดจะดีขึ้น
“ความโปร่งใสของคดีจะมีมากขึ้น นั่นเพราะไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีเรื่องตำแหน่ง ไม่มีการวิ่งเต้น ไม่มีนายสั่ง ส่วนการทำงานก็จะตรวจสอบได้มากขึ้น การรีดไถก็จะลดลง และมีโอกาสได้รับการจัดสรรงบประมาณเบี้ยเลี้ยงอย่างเพียงพอ” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งระบุ
“ทั้งหมดเป็นเรื่องดีแต่ทำยาก เพราะตำรวจจะเสียอำนาจ ควบคุมนิติเวช และควบคุมคดีไม่ได้ ยิ่งถ้าเป็นไปตามที่คุณหมอพรทิพย์เสนอ คือ ทำระบบของสหรัฐอเมริกาคือนิติเวชอยู่เหนือตำรวจ แน่นอนว่าตำรวจยิ่งต้องขัดขวางทุกรูปแบบ นั่นเพราะสหรัฐเมื่อนิติเวชบอกว่าคดีต้องเป็นแบบนี้ๆ ตำรวจต้องไปเก็บพยานเพิ่มเติมตามที่นิติเวชบอก แต่ในประเทศไทยมันกลับกัน คือ ตำรวจบอกว่าคดีเป็นแบบนี้ นิติเวชก็ต้องทำตามให้เป็นแบบนี้ ทุกวันนี้แค่ตำรวจรวมหัวกับนักการเมืองท้องถิ่นก็เปลี่ยนคดีฆาตกรรมให้กลายเป็นฆ่าตัวตายได้แล้ว”
จากนี้ต้องวัดใจ คสช. โดยมี “ความยุติธรรม” เป็นเดิมพัน







