
ธปท.หนุนไทยใช้เงินหยวน
ใช้เป็นช่องทางเข้าหาเอสเอ็มอีจีนแต่หาซื้อป้องกันความเสี่ยงยากธปท.หนุนไทยใช้หยวน เข้าถึงเอสเอ็มอีจีน
ใช้เป็นช่องทางเข้าหาเอสเอ็มอีจีนแต่หาซื้อป้องกันความเสี่ยงยากธปท.หนุนไทยใช้หยวน เข้าถึงเอสเอ็มอีจีน
นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการสัมมนา “เงินหยวนผงาด เพิ่มโอกาสธุรกิจไทย” ว่า ธปท.พยายามทำความเข้าใจและให้ข้อมูลกับภาคเอกชนไทย เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้เงินหยวนในการทำการค้าระหว่างกันมากขึ้น หลังจากในช่วงที่ผ่านมาเงินหยวนมีบทบาทและมีการขยายตัวในอัตราที่รวดเร็ว ท่ามกลางการผ่อนคลายระเบียบกฎเกณฑ์ของทางการจีน อีกทั้งจีนยังมีนโยบายสนับสนุนให้มีการใช้เงินหยวนมากขึ้นด้วย
“ปัจจุบันการใช้เงินหยวนยังมีปริมาณไม่มาก จากมูลค่าการค้าระหว่างไทยจีนทั้งหมดที่สัดส่วนประมาณ 14% จะแบ่งเป็นการค้าที่ชำระด้วยเงินหยวนเพียง 1% แต่มีอัตราการเพิ่มเร็ว ถ้านักธุรกิจไทยเรียนรู้วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับเงินหยวนก็น่าจะมีโอกาสและช่องทางการค้ามากขึ้น เพราะหยวนน่าจะมีบทบาทและความนิยมน่าจะมากขึ้นในอนาคต แม้ขณะนี้ยังไม่ถูกยอมรับแบบเสรีเท่าที่ควร” นางจันทวรรณ กล่าว
ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวระหว่างค่าเงินบาทกับเงินหยวนยังมีค่าความผันผวนเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ หรือยูโร ที่มีถึง 3% เนื่องจากจีนทยอยเปิดเสรีเงินหยวนแบบค่อยเป็นค่อยไป และเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสกุลภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม การใช้เงินหยวนยังมีข้อจำกัดในการซื้อป้องกันความเสี่ยง ในภูมิภาคทำได้เฉพาะในตลาดฮ่องกงและ ธปท.ยังไม่มีนโยบายถือเงินหยวนไว้ในทุนสำรองระหว่างประเทศ
ด้าน นายเมธี พรรณเชษฐ์ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า โอกาสของการใช้เงินหยวนกับผู้ประกอบการไทยคือ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของจีนไม่นิยมใช้เงินเหรียญสหรัฐ เพราะมีส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนและมีค่าใช้จ่ายในการแปลงค่าค่อนข้างมาก ฉะนั้นหากผู้ประกอบการไทยหันมาใช้หยวนก็จะขยายโอกาสเข้าถึงเอสเอ็มอีจีนในการขยายธุรกิจการค้าได้มากขึ้น
สำหรับ นายจื้อกัง หลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) กล่าวว่า หลังเงินหยวนขยายเร็วขึ้นมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารจะเปิดการซื้อป้องกันความเสี่ยงภายในปีนี้หรือปีหน้า หาก ธปท.และธนาคารกลางจีนมีการจัดตั้งธนาคารเพื่อการชำระเงิน เพื่อรองรับการขยายตัวของการใช้เงินหยวนในไทยที่เพิ่มขึ้น
ด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ปรับลดประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของกลุ่ม 5 ประเทศเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดในอาเซียนลงเหลือ 4.7% ในปีนี้ จากประมาณการเดิมที่ 5% เนื่องจากปัญหาการเมืองของประเทศไทยและเวียดนาม รวมถึงการห้ามส่งออกแร่ในอินโดนีเซียในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา







