
คสช.วอนคนทางไกลกลับบ้านคสช.ให้ความเป็นธรรม
ประยุทธ์ วอนต่างชาติร่วมเข้าใจปฏิรูปประเทศ สร้างประชาธิปไตยยั่งยืน ขอเวลาแก้ปัญหา อย่าด่วนโจมตี
ประยุทธ์ วอนต่างชาติร่วมเข้าใจปฏิรูปประเทศ สร้างประชาธิปไตยยั่งยืน ขอเวลาแก้ปัญหา อย่าด่วนโจมตี
เวลา 20.26 น. วันที่ 19 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แถลงในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ โดยช่วงท้ายของรายการ มีประเด็นน่าสนใจ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำว่า คสช. ทราบดีถึงความห่วงใย ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ทั้งสนับสนุนและไม่สนับสนุน การปฏิบัติของ คสช. แต่อยากจะพูดให้ทุกคนได้เข้าใจ และขอให้ทุกคนได้ร่วมมือกัน ในการแก้ปัญหาของประเทศชาติให้ลุล่วงในระยะเวลาอันรวดเร็ว ย่อมจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ถ้าเราปล่อยปะละเลยกัน ไม่ร่วมมือกัน หรือปล่อยให้ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม ก็จะแก้ไขอะไรไม่ได้อีก ก็ทำให้ทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งกันไปอีก
เพราะฉะนั้นหากใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วย อย่าพึ่งคัดค้าน บางคนก็ไม่รู้ข้อมูลอย่างแท้จริงทั้งหมด บางอย่างก็โต้แย้งในทุกประเด็นที่ คสช. ทำอยู่ หรือทุกประเด็นที่ผมพูดออกไป บางทีก็ไม่ได้ฟังว่าพูดอะไรเลย บางทีก็ฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง แล้วก็เอาความคิดของตนเองเป็นหลัก
“ ผมคิดว่าสิ่งที่ทำวันนี้ ผมกลั่นกรองมาจากหลายภาค หลายส่วนด้วยกัน ฉะนั้นประชาชนทั้งประเทศ ส่วนใหญ่เป็นกำลังใจให้กับเราในการทำหน้าที่ในขณะนี้ ลองไปตัดสินใจดูอีกครั้ง ผู้ที่ยังอยู่ต่างประเทศก็กลับมาเถิด คสช. จะให้ความเป็นธรรม เราจะต่อสู้กันไปทำไม ถ้าเรากลับมาร่วมมือกัน ผมคิดว่าคนไทยต้องให้อภัยกันอยู่แล้ว กรุณากลับมา เราจะขัดแย้งกันต่อไปไม่ได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน นำพาประเทศชาติไปสู่อนาคตที่ดีในวันข้างหน้า ขอบพระคุณอีกครั้งในการตั้งใจ ในการรับฟังผม ผมอาจจะรบกวนเวลาท่านพอสมควร แต่ก็ต้องการพูดให้พวกเราได้เข้าใจซึ่งกันและกัน และแก้ปัญหาให้ได้โดยเร็ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วงแรก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงประเด็นการปฏิรูปประเทศ ว่า สถานการณ์ต่างประเทศ อยากให้มิตรประเทศทั้งหลาย ได้ร่วมกับเราในการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นหนทางนำไปสู่อนาคต เพื่อความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนตลอดไป
สำหรับในเรื่องของการชี้แจงเหตุผล และความชอบธรรม ในการควบคุมอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในครั้งนี้ ผมทราบดีไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมาตรฐานนานาชาติ ได้ถือเรื่องสิทธิมนุษยชนและระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งใช้อยู่ในโลกตะวันตก และอื่น ๆ ตลอดห้วงศตวรรษที่ผ่านมา ถือเป็นเรื่องปกติของการอยู่ร่วมกัน และระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ทุกคนคิดว่าเป็นระบอบที่ดีที่สุด
ขณะนี้จะเห็นว่า เป็นช่วงเวลาที่ไทยจะพยายามกลับมาสร้างพื้นฐานความเป็นประชาธิปไตยที่มั่นคง ซึ่งน่าจะทำให้ความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนแนวร่วมกับนานาชาติให้ยั่งยืน และเป็นประโยชน์ร่วมกันมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมาในอดีต อาจถือได้ว่า เป็นความบกพร่องของประชาธิปไตยในไทย คือ สภาพการไม่เคารพต่อหลักพื้นฐานประชาธิปไตย อันได้แก่ การเคารพกฎหมาย ความเสมอภาค ธรรมาภิบาล การรักษาระบบดุลและคานอำนาจซึ่งกันและกัน ทั้งอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ
สิ่งที่เป็นปัญหา ก่อนวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ได้แก่ การติดค้างการจ่ายเงินจำนำค่าข้าว การบาดเจ็บล้มตายของประชาชนผู้บริสุทธิ์ จากอาวุธสงคราม การบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลรักษาการ ซึ่งไม่มีอำนาจเต็ม ทำให้การใช้จ่ายงบประมาณปี 2557 และการจัดทำงบประมาณปี 2558 กระทำได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเป็นปัญหาใหญ่หลวงในระยะต่อไป
เรื่องของการเจรจาเพื่อสร้างความปรองดอง และการเลือกตั้งในห้วงที่ผ่านมานั้น ไม่สามารถกระทำได้ ต่างฝ่ายต่างไม่ยินยอมลดข้อเรียกร้องซึ่งกันและกัน โดยเชื่อว่าฝ่ายตัวเองนั้นถูก หรืออีกฝ่ายหนึ่งนั้นผิด ทั้งภาคธุรกิจ นักวิชาการ และบุคคลที่เกี่ยวข้องมากมาย ก็พยายามที่จะหาทางออก โดยการประนีประนอมมาอย่างต่อเนื่อง ใช้วิธีการอันสันติวิธี แต่ก็ติดขัด ถูกล็อคด้วยข้อกฎหมายต่าง ๆ ทำให้อาจจะเกิดการจราจลและสงครามการเมืองมีแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ในส่วนของกองทัพได้ติดตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง มีความจำเป็นต้องเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวให้ได้โดยเร็ว สิ่งแรกที่กระทำได้คือยุติการใช้ความรุนแรงต่อกัน ยุติการประท้วงที่มีมาอยู่อย่างยาวนานได้ทันท่วงที หลีกเลี่ยงสถานการณ์นองเลือด สงครามกลางเมืองไว้ได้ ปัญหาต่าง ๆ ได้รับการคลี่คลายลงได้โดยเร็ว และลดความเดือดร้อนของประชาชนลงได้
“คสช. ไม่ต้องการคำชมเชย เราทำเพื่อปลดล็อคออกจากหนทางตีบตัน ไร้สภาพการบริหารประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพเป็นมาอย่างยาวนานกว่า 6 เดือน ทั้งนี้สิ่งที่เรากระทำไปนั้นไม่สูญเสียชีวิตคนไทยอีกเลย นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องการ”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า บัดนี้ คิดว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่คนไทยและมิตรประเทศทุกประเทศ จะช่วยกันมองไปสู่อนาคตและหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่เคยเกิดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาในอดีต ในการเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทย มิตรประเทศเหล่านั้นคงไม่ปฏิเสธว่า ไทยมีสถานะเป็นหุ้นส่วนสำคัญของมหาอำนาจต่าง ๆ ในโลก เป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอีกหลายประเทศในชาติตะวันตก กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของสำนักงานสหประชาชาติประจำเอเซียแปซิฟิค ที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาคขององค์กรระหว่างประเทศ และมี จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นสมาชิก
นอกจากนั้นยังเป็นหุ้นส่วนความร่วมมืออีกมากมาย ทั้งในระดับภูมิภาค และนานาชาติ ในหลายมิติ ใน 3 เสาหลัก คือ ด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา ตลอดจนความร่วมมือช่วยเหลือป้องกันและเยียวยาภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ร่วมปฏิบัติการสันติภาพโลกมาอย่างยาวนาน และต่อเนื่อง
ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับแรก ๆ ของอาเซียน ไทยมีส่วนสร้างให้เกิดฐานการผลิต และการบริการ การลงทุนร่วมหลายต่อหลายแห่ง ไทยมีบทบาทหลักในการก่อตั้งอาเซียน และการประชุมความร่วมมือแห่งเอเชียหรือที่เรียกว่า ACD ซึ่งมีประเทศในเอเชียกว่า 30 ประเทศเป็นสมาชิก และไทยมีบทบาทเป็นสมาชิกที่ แข็งขันของ APEC และ ASEM ของเอเชีย ยุโรป และในการประชุมเชิงบวกของ EAS (สุดยอดเอเชียตะวันออก) ที่ทั้งสหรัฐฯ และออสเตรเลียเป็นสมาชิก เราได้เข้าสู่การเจรจาตามที่สหรัฐฯ ได้เชื้อเชิญในเวที TPP (หุ้นส่วนความร่วมมือแห่งแปซิฟิค) เป็นสมาชิกแข็งขันของ RCEP (ความร่วมมือเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียน) และกำลังจะเป็นเวที AEC ในภูมิภาค 10 ชาติอาเซียนในอนาคต ดังนั้น เราควรจะต้องร่วมมือกันดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง ในอนาคต
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การที่ คสช. เข้ามาจัดระเบียบต่าง ๆ เหล่านั้น เพื่อให้เกิดความยั่งยืน เพราะฉะนั้นไม่น่าที่จะทำให้ความจริงแห่งพื้นฐานทางเศรษฐกิจต้องเปลี่ยนแปลงไป หรือมีผลกระทบต่อโอกาสของประเทศไทยที่มีต่ออาเซียนและประชาคมโลก ในการที่จะก้าวต่อไปเพื่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างยั่งยืน เราไม่อยากให้มิตรประเทศจำกัดบทบาท เชิงสร้างสรรค์ของทหารหรือ คสช. ในเวลานี้โดยขอให้ไทยยังคงมีส่วนร่วมในเวทีนานาชาติต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อมิตรประเทศมากกว่าเดิม







