
พร้อมช่วยคนไทยในอิสราเอล-ลิเบีย-อิรัก-เคนยา
แรงงาน-กงสุลยันเตรียมพร้อมแผนช่วยเหลือแรงงานไทยกลับบ้านหากเกิดเหตุรุนแรงในอิสราเอล-ลิเบีย-อิรัก-เคนยา
แรงงาน-กงสุลยันเตรียมพร้อมแผนช่วยเหลือแรงงานไทยกลับบ้านหากเกิดเหตุรุนแรงในอิสราเอล-ลิเบีย-อิรัก-เคนยา
นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน และนายประสิทธิพร เวทย์ประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุมร่วมเพื่อเตรียมการช่วยเหลือแรงงานไทยในต่างประเทศ สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศอิสราเอล ลิเบีย อิรัก และเคนยา
โดยนายสุเมธ กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือถึงสถานการณ์ที่อาจมีความสุ่มเสี่ยง ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานได้เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือคนไทย ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ต้องอพยพคนไทยออกจากประเทศอิสราเอล ลิเบีย อิรัก และเคนยา ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้แจ้งไปยังญาติของแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศให้ทราบแล้ว
"เราเตรียมแผนการช่วยเหลือคนไทยไว้เป็นอย่างดี สำหรับแผนการเตรียมอพยพนั้น สถานเอกอัครราชทูตไทยที่ประจำการใน 4 ประเทศดังกล่าวได้ติดตามสถานการณ์ พร้อมรวมข้อมูลความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและความปลอดภัยของแรงงานไทย แล้วรายงานเข้ามายังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ใช้ในการหารือกับกระทรวงแรงงาน โดยมีการประเมินสถานการณ์เป็นรายวัน"นายสุเมธ กล่าว
สำหรับจำนวนแรงงานไทยใน 4 ประเทศนี้ แบ่งเป็นอิสราเอล 27,000 คน ลิเบีย 1,500 คน อิรัก 40 คน และในเคนยา 30 คน หากต้องรอพยพคนไทยออกมาจริงๆ กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นหน่วยงานหลักในการตัดสินใจ ขณะที่กระทรวงแรงงานเป็นฝ่ายสนับสนุนข้อมูลและเตรียมรับแรงงานไทยที่จะกลับเข้ามาในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่่ผ่านมา ส่วนตัวได้พบกับอัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายกงสุล ของสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย ซึ่งได้รับการยืนยันว่าทางการอิสราเอลจะดูแลแรงงานไทยอย่างเท่าเทียมกับพลเมืองของตัวเอง ส่วนสถานการณ์ในอิรักและเคนยานั้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของคนไทย แต่ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนืื่อง
ขณะที่ นายประสิทธิพร กล่าวว่า สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในตอนนี้คือประเทศลิเบีย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุง ตริโปลี ประเทศลิเบีย ได้ขอให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งเตือนประชาชนและแรงงานไทยทุกราย ทั้งใหม่และเก่า โดยไม่แนะนำให้เดินทางไปยังประเทศดังกล่าวในทุกกรณี รวมถึงให้แรงงานไทยในประเทศนี้เดินทางออกมาโดยสมัครใจ
ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องอพยพ จะใช้ 2 เส้นทางคือ 1.ทางบกเป็นการข้ามชายแดนไปยังประเทศตูนิเซียและอียิปต์ และ 2.ทางเรือจะเดินทางออกท่าเรือในกรุงตริโปลี ไปพักรออยู่ตูนิเซียเพื่อรอดูสถานการณ์ ถ้าพบว่าสถานการณ์สงบลง ก็สามารถกลับไปยังลิเบียได้ แต่ถ้ารุนแรงมากขึ้นก็สามารถเดินทางต่อมายังประเทศไทยได้
ส่วนกรณีของอิสราเอลนั้น สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้จัดระดับความรุนแรงของสถานการณ์อยู่ในระดับกลางคือสีเหลือง หมายถึงมีความรุนแรงเล็กน้อยและอยู่ในพื้นที่จำกัด ไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่ในอิสราเอล ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทยได้แจ้งเตือนคนไทยให้ติดตามคำประกาศของทางการอิสราเอลและสถานเอกอัครราชทูตไทยอย่างใกล้ชิด และหากเกิดเหตุการณ์ยิงจรวดเข้ามาในอิสราเอล สัญญาณแจ้งเตือนจะดังขึ้นภายใน 45 วินาที เพื่อให้ประชาชนรีบเข้าหลุมหลบภัย
นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทยฯ มีหมายเลขโทรศัพท์สำหรับการติดต่อในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงผู้ช่วยทูตแรงงานพร้อมรับการติดต่อขอความช่วยเหลือได้ตลอด ขณะเดียวกัน ญาติของคนไทยที่ต้องการสอบถามสถานการณ์ในประเทศเหล่านี้ สามารถติดต่อได้ที่กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล หมายเลขโทรศัพท์ 02-575-1047 และโทรศัพท์สายด่วนของกรมการจัดหางาน 1694
ส่วนกรณีที่จะต้องอพยพคนไทยออกจากอิสราเอล สามารถทำได้ 3 ทาง คือ 1.ทางบกเป็นการเดินทางข้ามแดนมายังประเทศอียิปต์และจอร์แดน 2.ทางเรือไปยังกรีซและไซปรัส และ 3.ทางอากาศเป็นการเช่าเหมาลำเครื่องบินเพื่อบินไปยังประเทศใกล้เคียงก่อน ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทยมีการศึกษาเส้นทางการบินที่ปลอดภัยเพื่ออพยพคนไทย โดยจะบินผ่านประเทศที่อิสราเอลที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นอย่างดี เพื่อนำคนไทยกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยและความรวดเร็ว จะใช้วิธีทยอยเดินทางออกทางบกไปยังประเทศใกล้เคียงก่อนเพื่อไปโดยสารเครื่องบินที่ประเทศนั้น ทั้งนี้ยังไม่มีคนไทยร้องขอการเดินทางกลับประเทศไทย







