
เดินหน้าต่อ?
วันที่ทั่วโลกจับตามองใกล้เข้ามาทุกที นั่นคือเส้นตายการเจรจาจำกัดศักยภาพการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่านในวันที่ 20 ก.ค. และถ้าหากรัฐบาลเตหะรานยอมตกลงทำตามข้อเสนอ สหรัฐก็ต้องพิจารณาอย่างหนักว่าจะยกเลิกการคว่ำบาตรหรือไม่
วันที่ทั่วโลกจับตามองใกล้เข้ามาทุกที นั่นคือเส้นตายการเจรจาจำกัดศักยภาพการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่านในวันที่ 20 ก.ค. และถ้าหากรัฐบาลเตหะรานยอมตกลงทำตามข้อเสนอ สหรัฐก็ต้องพิจารณาอย่างหนักว่าจะยกเลิกการคว่ำบาตรหรือไม่
โจนาธาน เลสลี่, ทริต้า ปาร์ซี่ และ เรซา มาราชี่ จากสภาอิหร่านอเมริกันแห่งชาติ (เอ็นไอเอซี) แสดงทัศนะผ่านบทวิเคราะห์ของซีเอ็นเอ็นว่า รัฐบาลกรุงวอชิงตันไม่เคยทำการศึกษาถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากนโยบายคว่ำบาตรอิหร่านที่มีมานานกว่า 2 ทศวรรษเลย อย่างไรก็ตามเมื่อเอ็นไอเอซีจัดทำการศึกษาอย่างละเอียดก็พบข้อมูลที่น่าตกใจว่าสหรัฐเป็นชาติที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดจากการคว่ำบาตร
รายงานระบุว่าตั้งแต่ปี 1995-2012 เมืองลุงแซมต้องสูญเสียรายได้จากการส่งออกไปยังอิหร่านเป็นกว่า 1.347-1.753 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเมื่อแปลงตัวเลขดังกล่าวเป็นอัตราการจ้างงาน ทำให้ทราบว่าแต่ละปีสูญเสียตำแหน่งงานเฉลี่ยประมาณ 6 หมื่นตำแหน่ง ส่วนในปี 2008 ปีเดียวมีตำแหน่งงานหายไปสูงเกือบ 3 แสนตำแหน่ง ไม่เพียงเท่านี้ กลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)ก็ต้องเจ็บช้ำจากการสูญเสียรายได้ไม่แพ้กัน
ทั้งสามได้ทิ้งท้ายไว้ว่าการที่รัฐบาลมองเรื่องรายได้เป็นปัจจัยรองไม่ใช่เรื่องที่แปลก แต่การคว่ำบาตรจะสามารถกดดันอิหร่านได้หรือไม่ และถ้าหากตกลงกันไม่ได้ รัฐบาลสหรัฐ จะปล่อยให้เศรษฐกิจของประเทศถูกทำร้ายต่อไปอีกหรือไม่







