posttoday
จับตาหุ้นโซเชียลเน็ตเวิร์คเก็งกำไรระยะสั้งดันฟองสู่พุ่ง

จับตาหุ้นโซเชียลเน็ตเวิร์คเก็งกำไรระยะสั้งดันฟองสู่พุ่ง

18 กรกฎาคม 2557

ภายหลัง เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ภายหลัง เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวเป็นนัยว่า ราคาหุ้นในกลุ่มโซเชียลมีเดียและกลุ่มไบโอเทคในปัจจุบัน แพงเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง จนอาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่ได้ ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหุ้นแนสแด็กปรับตัวลดลงกันถ้วนหน้า อาทิ ราคาหุ้น เฟซบุ๊ก อิงค์ ย่อตัว 1.7% และราคาหุ้นทวิตเตอร์ปรับลด 0.6% เมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา

“สัดส่วนการเติบโตราคาหุ้นในระยะยาวโดยเฉลี่ยยังคงเติบโตอยู่ในกรอบ แต่สำหรับสัดส่วนการราคาต่อผลตอบแทน (พี/อี) ของหุ้นบริษัทขนาดเล็กในอุตสาหกรรมไบโอเทคและโซเชียลมีเดียนับว่าสูงเกินบรรทัดฐานที่มีมาในประวัติศาสตร์” รายงานเฟด ระบุ

ทั้งนี้ หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐส่อเค้าฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงต้นปี นักลงทุนได้หวนคืนสู่ตลาดหุ้นสหรัฐอีกครั้ง ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นขึ้นไปทำสถิติใหม่บ่อยครั้งในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งหุ้นกลุ่มโซเชียลมีเดียนับเป็นหุ้นกลุ่มที่มีการกลับเข้ามาหากำไรเช่นกัน โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากกองทุนรวมและเฮดจ์ฟันด์

กรณีทุนหวนกลับสู่ตลาดอีกครั้ง ยังนับเป็นการจูงใจให้บรรดาบริษัทเทคโนโลยีเปิดตัวเข้าสู่ตลาดหุ้นในช่วงไตรมาสแรกอีกด้วย

แม้ทุกอย่างจะดูสดใจสำหรับตลาดหุ้นกลุ่มโซเชียลมีเดีย แต่ก็มีนักวิเคราะห์บางส่วนกลับเห็นต่าง และออกโรงเตือนว่าภาวะดังกล่าวคือสัญญาณเตือนการเกิดฟองสบู่

ส่วนเหตุที่จะทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ ต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียล้วนมีรายได้หลักมาจากการขายพื้นที่ในการโฆษณา ซึ่งได้รับความนิยมเสียด้วย เพราะในปัจจุบันมีผู้ใช้บริการโซเชียลมีเดียจำนวนมาก เห็นได้จากในช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมาทางเฟซบุ๊ก อิงค์ อ้างว่ามีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กถึง 350 ล้านคนทั่วโลก

“ธุรกิจสื่อสังคมออนไลน์มีรายได้มาจากการให้พื้นที่โฆษณา ไม่ว่าจะเป็นเสิร์ชเอนจิ้นรายใหญ่อย่าง กูเกิล และยะฮู แม้แต่ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กก็ใช้การขายพื้นที่โฆษณาในการทำกำไรเช่นกัน” เบร็ด โฮลเมส ผู้อำนวยการฝ่ายอีคอมเมิร์ซของ เว็บไซต์ มันนี มอร์นิ่ง กล่าว

สอดรับกับรายงานของ นีลเซ็น บริษัทจัดทำผลสำรวจทางการตลาด ที่ระบุว่า มีธุรกิจกว่า 85% ที่เข้าไปใช้พื้นที่โฆษณาฟรีบนสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่อีกกว่า 75% ยอมจ่ายเงินเพื่อให้ได้พื้นที่โฆษณาบนโซเชียลมีเดียนอกจากนี้ยังมีธุรกิจกว่าอีก 65% ที่มีแผนจะค่าใช้จ่ายในการโฆษณากับโซเชียลมีเดียอีกด้วย

“รายได้จากโฆษณาของโซเชียลมีเดียจะโตจาก 5,100 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2013 เป็น 1.5 หมื่นล้านเหรียญในปี 2018 หรือเท่ากับราว 24% ต่อปี” รายงานจากบีไอเอ บริษัทสำรวจข้อมูลด้านโซเชียลมีเดียในสหรัฐ ระบุ

อย่างไรก็ดี รายได้จากโฆษณาไม่ใช่รายได้ที่แน่นอน โดยส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการพิจารณางบประมาณของบริษัทในแต่ละปี ว่าพอแก่การซื้อที่โฆษณาหรือไม่ ซึ่งงบโฆษณามักเป็นรายการแรกๆ ที่ถูกตัดออก เมื่อธุรกิจกำไรหดเสียด้วย

นักลงทุนส่วนใหญ่ทราบพื้นฐานในข้อนี้ดี จึงเลือกที่จะเข้าไปเก็งกำไรในธุรกิจประเภทนี้ระยะสั้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเท่านั้น มากกว่าการเลือกลงทุนระยะยาว

เห็นได้ชัดจากกรณีราคาหุ้นเฟซบุ๊ก อิงค์ที่เปิดไอพีโอด้วยราคา 38 เหรียญ/สหรัฐ แต่ช่วงเดือน 3 ต่อมา ราคากลับปรับลดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนหวังเข้าไป“เก็งกำไร” กับหุ้นตัวนี้เท่านั้น

ถึงแม้ก่อนหน้านี้การเปิดตัวหุ้นเฟซบุ๊กนับเป็นที่จับตามองอย่างมาก เพราะถือ “ปรากฏการณ์สังคม” ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนหลายร้อยล้านคนบนโลก หลายฝ่ายคาดว่าจะเห็นเฟซบุ๊กทำกำไรมหาศาลเมื่อเข้าสู่ตลาดหุ้น

อย่างไรก็ดี นักลงทุนส่วนใหญ่รีบขายหุ้นหลังจากเปิดไอพีโอได้ไม่นาน เพราะอันที่จริงเฟซบุ๊กไม่มีทิศทางกำไรที่แน่นอน เพราะนอกจากโฆษณาแล้วเฟซบุ๊กก็ไม่น่ามีหนทางอื่นในการทำกำไรได้อีก

ด้าน มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ก่อตั้งยอมรับว่าเจ้าตัวรู้สึก “เจ็บปวด” กับราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลง

กรณีดังกล่าวยังเกิดขึ้นกับ หุ้น ทวิตเตอร์ อิงค์ ที่เปิดขายหุ้น ในช่วงปลายปีแล้ว จากราคาไอพีโอที่ 26 เหรียญสหรัฐ ได้ปรับสูงขึ้นในชั่วข้ามขึ้นจนแตะ 45.10 เหรียญสหรัฐ ก่อนจะย่อตัวลงจนในปัจจุบันอยู่ที่ราว 37 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

พูดอีกนัยหนึ่งคือ หุ้นกลุ่มโซเชียลมีเดียเป็นหุ้นกลุ่มที่นักลงทุนมองว่า เหมาะแก่การเก็งกำไรมากกว่าการลงทุนเน้นคุณค่า (วีไอ)เนื่องจากทิศทางการทำกำไรยังไม่ชัดเจน

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เจ้าของบริษัท เบิร์กไชร์ แฮทธาเวย์ ผู้มีชื่อเสียงในฐานะกูรูด้านการลงทุนแบบวีไอ เปิดเผย ทางบริษัทไม่เคยลงทุนในหุ้นกลุ่มโซเชียลมีเดีย ถึงแม้จะเติบโตขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ตาม โดยให้เหตุผลว่า การประเมิน “มูลค่าที่แท้จริง” ของหุ้นกลุ่มดังกล่าวเป็นเรื่องยาก พร้อมย้ำว่าการประเมินมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงเป็นการพื้นฐานของการลงทุนแบบวีไอ

ทั้งนี้ ภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นสหรัฐครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เคยเกิดมาแล้วในช่วงปี 2000 โดยขณะนั้นเป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังบูมมาก มีบริษัทด้านเทคโนโลยีหลายแห่งเปิดตัวในตลาดหุ้น ส่งผลให้นักลงทุนส่วนใหญ่คาดหวังว่าบริษัทเหล่านี้จะสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลในอนาคต จึงเกิดการเข้าไปเก็งกำไรจนเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีกลับไม่พัฒนาตามที่นักลงทุนคาดหวังไว้ นักลงทุนเห็นแล้วว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีไม่อาจทำกำไร จึงไม่ส่งผลให้เกิดการเทขายหุ้นจนราคาหุ้นลดลงอย่างรุนแรง

ภาวะฟองสบู่ดอทคอม ยังนับเป็นฝันที่หลอกหลอนนักลงทุนจนถึงทุกฝันนี้

ด้าน เดวิด ไอน์โฮม ประธานบริษัทกรีนไลท์ แคปิตอล ผู้บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เคยส่งจดหมายหาลูกค้าเตือนว่าทุกคนจะได้มีโอกาสเป็นผู้เห็นการเกิดฟองสบู่เทคโนโลยีเป็นครั้งที่2 อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางส่วนไม่เชื่อว่า กำลังเกิดภาวะฟองสบู่ขึ้นในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในขณะนี้

“ผมคิดว่ารายงานของเฟดเป็นเพียงการส่งสัญญาณให้นักลงทุนระวังมากกว่า ความตั้งใจจะส่งสัญญาณเตือนถึงวิกฤต” ไมเคิล แมนเดล หันหน้านักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันนโยบายเชิงก้าวหน้า ในสหรัฐกล่าวพร้อมให้เหตุผลว่า สภาพแวดล้อมของตลาดเทคโนโลยีขณะนี้ ไม่เหมือนกันกับเมื่อครั้งเกิดภาวะฟองสบู่ดอทคอม ที่ธุรกิจเทคโนโลยีสามารถเข้าตลาดหุ้นได้อย่างง่ายดาย ทำให้เกิดปัญหาของยุคฟองสบู่ดอทคอมคือภาวะธุรกิจก่อหนี้อย่างรวดเร็วเพื่อขยายกิจการ

กรณีความเสี่ยงการเกิดฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มโซเชียลมีเดียจึงยังต้องเป็นที่จับมองกันต่อไป อย่างไรก็ดีสัญญาณเตือนจากเฟดก็นับเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรเก็บไว้พิจารณาเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท