
คุมกำเนิดท้องถิ่นเสี่ยงเผชิญแรงต้าน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ ถือว่าเป็นช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเกมรุกในมิติด้านการปฏิรูปค่อนข้างหนัก ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการตั้งรัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาปฏิรูปแห่งชาติ อย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลายเป็นองค์กรแรกที่โดนผ่าตัดก่อนใครเพื่อน หลังจาก คสช.มีประกาศจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ” (ก.ต.ช.) ภายใต้โครงสร้างใหม่ โดยให้ปลัดกระทรวงกลาโหมและผู้ทรงคุณวุฒิที่วุฒิสภาเป็นผู้สรรหาอีก 2 คนเข้ามาร่วมเป็นกรรมการ ก.ต.ช.
ตามมาด้วยการประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” (ผบ.ตร.) ใหม่ที่ให้ ผบ.ตร.คนเก่าเป็นผู้เสนอชื่อนายตำรวจที่จะมาเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ให้ ก.ต.ช.พิจารณา และจะต้องพิจารณาจากนายตำรวจที่ดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ และรอง ผบ.ตร.เท่านั้น จากเดิมที่นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เสนอชื่อ ซึ่งนายกรัฐมนตรีสามารถเสนอชื่อนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ได้ตามความเหมาะสม
ล่าสุดเป็นคิวของ “การบริหารส่วนท้องถิ่น”
คสช.เริ่มทำจากหัวใจสำคัญที่สุดอย่าง “งบประมาณ” โดยได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ซึ่งให้เสนาธิการทหารเป็นประธาน มีอำนาจพิจารณาความเหมาะสมในการจัดสรรงบประมาณของท้องถิ่น
ตามมาด้วยการมีคำสั่งให้ระงับการเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นทั้งส่วนภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เอาไว้ก่อน โดยประกาศฉบับนี้จะบังคับใช้เฉพาะกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นหมดวาระไปแล้วเท่านั้น
สำหรับกระบวนการในการได้มาซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นคนใหม่ในพื้นที่ที่ว่างลงนั้น คสช.เลือกใช้วิธีการสรรหาแทน โดยกรณีของการสรรหาผู้บริหารท้องถิ่นจะให้มีคณะกรรมการสรรหาที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละจังหวัดเป็นประธาน เช่นเดียวกับกรณีของการสรรหาผู้บริหาร กทม. คือ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และสมาชิกสภาเขต (สข.) ก็ใช้ระบบคณะกรรมการสรรหาไม่ต่างกัน แต่กรณีของ กทม.จะมีปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน
สิ่งที่ คสช.ทำทั้งหมดมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากป้องกันคลื่นใต้น้ำ
ต้องไม่ลืมว่าผู้บริหารท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคล้วนอยู่ภายใต้ปีกการเมืองของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นเรื่องที่ คสช.มองด้วยความไม่ไว้วางใจว่า หากปล่อยให้เกิดการเลือกตั้งตามกลไกปกติ ย่อมจะเป็นเหตุให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้โอกาสนี้เคลื่อนไหวทางการเมืองได้ โดยเฉพาะการนำประเด็นการเมืองเกี่ยวกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยมาเป็นเครื่องมือในการหาเสียง
แม้ปัจจุบันจะมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีอำนาจเต็มที่สามารถออกข้อห้ามต่างๆ เกี่ยวกับหาเสียงเลือกตั้งได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า กกต.จะสามารถควบคุมคลื่นใต้น้ำได้ เพราะ กกต.เคยมีปัญหาในการควบคุมการเลือกตั้งมาแล้ว
ขณะเดียวกัน การปล่อยให้มีการเลือกตั้งและให้ผู้บริหารท้องถิ่นของฝ่ายการเมืองเข้ามาทำงานต่อย่อมจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นในระยะยาวด้วย เช่น ถ้าเกิดกรณีที่ สนช.เห็นชอบกับการแก้ไขกฎหมายบางฉบับที่กระทบถึงผลประโยชน์ของฝ่ายการเมืองตามท้องถิ่น ย่อมเป็นเหตุให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่อยู่ใต้ปีกพรรคการเมืองใช้เป็นเงื่อนไขเพื่อเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาลและ สนช.ได้
ดังนั้น คสช.จำเป็นต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพราะมิเช่นนั้นอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและกระทบต่อบรรยากาศคืนความสุขของ คสช. แต่ถึงกระนั้นใช่ว่า คสช.จะล้างบางการเมืองท้องถิ่นด้วยระบบสรรหาแบบ 100% เพราะอย่างน้อยการที่ คสช.ให้ “ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่า คสช.ไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่าเสียทีเดียว
โดยปกติแล้วปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีธรรมชาติของการทำงานที่ต้องคอยประสานประโยชน์ของแต่ละฝ่ายในพื้นที่มาตลอด จึงย่อมเป็นจุดสำคัญที่ไม่ทำให้สมาชิกสภาท้องถิ่นจากระบบสรรหาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่แสดงออกถึงการล้างบางฝ่ายใดจนกลายเป็นความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ คสช.ย่อมต้องเผชิญกับคำถามใหญ่อยู่ไม่น้อย เช่น คสช.จะให้คนที่ผ่านการสรรหาอยู่ในตำแหน่งนานเท่าไหร่ หลังจากประกาศดังกล่าวไม่ได้กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งเอาไว้
แต่โจทย์ใหญ่ที่สุดอยู่ที่กระบวนการสรรหาที่ คสช.กำหนดดังกล่าวจะทำให้คนที่มีคุณภาพมีโอกาสเข้ามาบริหารงานท้องถิ่นได้หรือไม่ ภายหลัง คสช.กำหนดว่าจะต้องให้มีข้าราชการหรืออดีตข้าราชการระดับสูงเข้ามาทำหน้าที่สมาชิกสภาท้องถิ่นในสัดส่วน 2 ใน 3 ของสมาชิกสภาทั้งหมด
นอกจากนี้ คณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาท้องถิ่น สก. และ สข. จะมีหลักประกันอะไรที่จะเป็นการแสดงว่าอดีตข้าราชการและข้าราชการเหล่านี้ หรือคนที่ผ่านการสรรหาตามประกาศดังกล่าวจะมี “ความเป็นกลางทางการเมืองเป็นที่ประจักษ์” ตามประกาศของ คสช.
ด้านหนึ่งต้องยอมรับว่าระบบการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของไทยมีปัญหาอยู่พอสมควร และไม่สามารถสรรหาบุคคลที่มีความเป็นกลางทางการเมืองได้อย่างแท้จริงสมกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย แม้จะมีบางคนที่มาด้วยระบบสรรหาจะสามารถทำได้เป็นที่ยอมรับก็ตาม
ที่สุดแล้ว หากกระบวนสรรหาสามารถทำให้คนดีและมีคุณภาพเข้ามาทำงานในสภาท้องถิ่นได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ในทางกลับกัน ถ้าคนที่เข้ามาทำงานท้องถิ่นเป็นคนที่มือไม่ถึง ย่อมไม่ต่างอะไรกับการหนีเสือปะจระเข้ ประชาชนในพื้นที่ก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรกับการได้ผู้บริหารท้องถิ่นคนใหม่
เท่านั้นยังไม่พอ ผลที่ตามมาจะทำให้นักการเมืองท้องถิ่นไม่พอใจ คสช.ที่ทำให้พวกเขาตกงานและสูญเสียผลประโยชน์ ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคให้ คสช.ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างความปรองดองและสร้างความสุขให้กับประเทศก็เป็นได้







