
ตัวฉุดเศรษฐกิจโลก
เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในสภาพลูกผีลูกคนมา 7 ปีเต็ม ตั้งแต่เกิดวิกฤตซับไพรม์กับวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐ แล้วต่อมาก็เกิดวิกฤตหนี้สินในยุโรป เริ่มจากกรีซ แพร่ไปยังไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน และอิตาลี หลังจากนั้นก็ยังมีสโลวีเนีย และเมื่อปีที่แล้วมีเรื่องของไซปรัส
เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในสภาพลูกผีลูกคนมา 7 ปีเต็ม ตั้งแต่เกิดวิกฤตซับไพรม์กับวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐ แล้วต่อมาก็เกิดวิกฤตหนี้สินในยุโรป เริ่มจากกรีซ แพร่ไปยังไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน และอิตาลี หลังจากนั้นก็ยังมีสโลวีเนีย และเมื่อปีที่แล้วมีเรื่องของไซปรัส
แต่การที่อัตราดอกเบี้ยของ 3 สกุลหลัก คือ เงินเหรียญสหรัฐ เงินยูโร และเงินเยน อยู่ในระดับใกล้ศูนย์ ช่วยให้วิกฤตคลายตัว และสถานการณ์เศรษฐกิจสงบลง ดัชนีตลาดหุ้นซึ่งเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจในหลายตลาดอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐซึ่งเป็นที่จับตามองของนักลงทุนและนักวิชาการทั่วโลก
มีปัจจัยสำคัญ 2 ประการที่เสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุน คือ ความร่วมมือร่วมใจของกลุ่มธนาคารกลางขนาดใหญ่ในการอัดฉีดสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจประการหนึ่ง และอุปทานพลังงานโลกที่มีหลากหลายและเหลือเฟือ ต่างจากสถานการณ์เมื่อหลายปีก่อนอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ อีกประการหนึ่ง
มาถึงวันนี้ปัญหาภายในของสหรัฐได้รับการเยียวยาแก้ไข จนอาจกล่าวได้ว่าหายเป็นปกติแล้ว ร่างกายสมบูรณ์พร้อมจะโลดแล่นไปข้างหน้า
เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ย่ำอยู่กับที่มา 20 ปี ก็ส่งสัญญาณฟื้นตัวแล้วเช่นกัน โดยมีแรงขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลังจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชินโสะ อาเบะ
ส่วนจีนซึ่งได้กลายเป็นเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ แม้จะชะลอตัวลงมาจากระดับที่เคยเติบโตเป็นเลข 2 หลัก แต่ก็ยังสามารถรักษาระดับประมาณ 7% ได้ และยังมีกำลังผลิตเหลือพอ พร้อมที่จะส่งออกไปสนองความต้องการของตลาดโลกในทันทีที่อุปสงค์เพิ่มขึ้น
เหลือแต่เพียงยุโรปที่ภายนอกดูเหมือนจะสงบมาพักใหญ่ จนหลายคนเข้าใจผิดว่าปัญหาพื้นฐานได้รับการแก้ไขลุล่วงแล้ว แต่ในความเป็นจริงโรคร้ายยังไม่หายไปไหน การอัดฉีดแบบไม่จำกัดปริมาณของธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี รวมทั้งการทำให้ดอกเบี้ยติดลบ เริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นเพียงการฉีดยาระงับปวดเท่านั้น
สิ่งที่อีซีบีและยุโรปคาดหวัง คือ ยาระงับปวดจะช่วยซื้อเวลาให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาสู้กับโรคร้าย และค่อยๆ กำจัดเชื้อร้ายจนหายขาดในที่สุด
ก่อนจะอธิบายความต่อไป ผมขอชี้ให้เห็นสัญญาณของความล้มเหลวล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อบริษัทในเครือเดียวกับธนาคารเอสปิริโต ซานโต ของโปรตุเกส ประสบปัญหาในการชำระหนี้
แม้ว่าเอสปิริโต ซานโต จะเป็นธนาคารขนาดใหญ่ในโปรตุเกส แต่ก็ยังเล็กเมื่อเปรียบกับธนาคารในเยอรมนีหรือฝรั่งเศส ลำพังตัวของมันเองไม่น่าจะส่งผลกระทบได้มากมาย
แต่เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่เกิดกับบริษัทในเครือ ไม่ใช่ตัวธนาคารเอง กลับส่งผลกระทบค่อนข้างไกล หนักที่สุดคือตลาดพันธบัตร ทั้งของโปรตุเกสเอง และของอีกบางประเทศ เช่น กรีซ สเปน และอิตาลี
สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นในช่วง 23 วันแรก ดัชนีของหลายตลาดในยุโรปหันหัวกลับ ส่วนนอกยุโรปเพียงเกิดอาการหยุดชะงัก และเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ไม่มีเหตุรุนแรง เปิดตลาดมาวันจันทร์ก็ค่อนข้างกลับเป็นปกติ
นักเลงหุ้นบางคนบ่นว่าตลาดกำลังไปได้สวย ไม่น่ามีเรื่องโปรตุเกสมาทำให้เสียบรรยากาศ
ในความเป็นจริง ผมเชื่อว่าปัญหาภายในยูโรโซนถึงจะไม่ปะทุที่โปรตุเกส ไม่ช้าก็เร็วก็หนีไม่พ้นต้องปะทุที่อื่น
ประจักษ์พยานว่าโรคร้ายภายในยูโรโซนยังคงอยู่ มีให้เห็นหลายจุดดังนี้
หนึ่ง ภาระหนี้ของประเทศที่มีปัญหา ไม่เพียงแต่จะไม่กระเตื้องขึ้นเท่าที่ควร ในหลายประเทศแม้แต่จุดต่ำสุดก็ยังไปไม่ถึง ยกตัวอย่างโปรตุเกส 3 ปีก่อนภาระหนี้คิดเป็น 94% ของจีดีพี มาวันนี้เพิ่มขึ้นเป็น 129%
สาเหตุหลักเป็นเพราะไม่สามารถเปลี่ยนดุลการคลังจากขาดดุลมากๆ ให้เป็นเกินดุลได้ อย่างเก่งก็แค่จำกัดให้ขาดดุลน้อยลง
ผลต่อเนื่องในระยะสั้นอีกด้านหนึ่ง คือ เมื่อภาครัฐต้องจำกัดการใช้จ่าย แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ลดลงด้วย ทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าหรือถดถอย สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจึงไม่ลด และแทบมองไม่เห็นทางจะลดลงได้ในอนาคตอันใกล้ เว้นเสียแต่เศรษฐกิจโลกจะฟื้นแรง และเศรษฐกิจประเทศฟื้นตาม
มีผู้เชี่ยวชาญที่ฟันธงไว้ล่วงหน้าว่า ในที่สุดกรณีของโปรตุเกสคงหนีไม่พ้นต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
สอง เศรษฐกิจโดยรวมของยุโรปยังอ่อนแอ ยากที่จะหลุดจากภาวะถดถอย เห็นได้ชัดจากอัตราเงินเฟ้อภายในยูโรโซนที่เฉลี่ยอยู่ในระดับเพียง 0.5% ในขณะที่อีซีบีตั้งเป้าไว้ที่ 2% และค่าแรงเฉลี่ยในรอบปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5%
ตัวเลขข้างต้นดูผิวเผินไม่ได้เลวร้าย แต่มันหลอกตา เพราะหากดูเป็นรายประเทศจะเห็นความแตกต่างที่น่าเป็นห่วง เช่น ปีนี้ค่าจ้างแรงงานในไซปรัสลดลงจากปีก่อนเกือบ 8% ในอิตาลีกับไอร์แลนด์ก็ลดลงเช่นกัน โดยมีเยอรมนีที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 2.3%
ผมไม่แน่ใจว่าตลาดแรงงานในประเทศที่มีปัญหาจะทนอยู่ในสภาพนี้ต่อไปได้อีกนานเท่าไร กว่ากระบวนการปรับตัวจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ กว่าเศรษฐกิจจะกลับมาแข่งขันได้ และกว่าอัตราว่างงานที่สูงลิ่วในขณะนี้จะลดลงได้อย่างเป็นรูปธรรม
สาม เลือดยังไหลไม่หยุดจากประเทศที่มีปัญหา กล่าวคือ ยังมีเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่องจากประเทศที่อ่อนแอกว่าไปสู่ประเทศที่แข็งแรงกว่า ซึ่งมาตรการที่ใช้แก้ปัญหาของอีซีบีก็คือ การให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างเต็มที่
ลำพังหากเป็นปัญหาชั่วคราวก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่อีซีบีจะช่วยได้ เพราะวงเงินที่เตรียมไว้มีจำนวนมหาศาล
แต่ที่ผมเป็นห่วงคือเงินทุนไหลออกเรื้อรัง ซึ่งไม่ได้เกิดจากเงินทุนของต่างชาติที่เข้ามาลงทุน แต่เกิดจากเงินออมของประชาชนที่เป็นก้อนเล็กกว่า แต่มีจำนวนรายมากกว่า เพื่อแสวงหาแหล่งพักพิงที่ปลอดภัยมากขึ้น
เงินเหล่านี้นอกจากจะปิดกั้นได้ยากแล้ว เทคโนโลยีสมัยใหม่ยังช่วยให้เคลื่อนย้ายได้โดยสะดวก และเมื่อออกไปแล้วโอกาสที่จะกลับมาคงไม่ง่ายนัก
ผมเชื่อว่าปัญหาของเอสปิริโต ซานโต อย่างน้อยส่วนหนึ่งก็ต้องมาจากเรื่องนี้ และคงมีธนาคารอีกเป็นจำนวนมากที่มีปัญหาในทำนองเดียวกัน เพียงแต่ยังไม่ถึงจุดระเบิด
เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่อีซีบีและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องพยายามไม่พูดถึง เพื่อไม่ให้กระทบความมั่นใจของระบบ แต่ยิ่งหลีกเลี่ยงไม่เปิดเผย ปัญหาก็ยิ่งมีแนวโน้มจะยืดเยื้อมากขึ้น
ปัญหาพื้นฐานของยูโรโซน เป็นปัญหาที่เกิดจากการใช้สกุลเงินร่วมกัน ทำให้ระบบขาดความยืดหยุ่น เมื่อมีปัญหาประเทศที่อ่อนแอต้องใช้เวลายาวนานเกินไปในการปรับตัว เพื่อทวงคืนความสามารถในการแข่งขัน
ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อว่า สังคมส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านั้นจะยอมเสียสละและมีความอดทนต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เพื่อให้กระบวนการปรับตัวประสบความสำเร็จ
ปัญหาของยุโรปมีแนวโน้มจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่เสร็จ และคงจะต้องถูลู่ถูกังกันไปอีกนาน อาจจะจนกว่ายูโรโซนล่มสลาย
หากไม่มียุโรปเป็นตัวฉุด เศรษฐกิจโลกน่าจะไปโลดแล้ว







