
ผ่าตัดใหญ่ตั้งตร.สกัดเด็กเส้นทางการเมือง
นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์สะเทือนแวดวงสีกากีอยู่ไม่น้อย ที่มีการเพิ่มปลัดกระทรวงกลาโหมตัวแทนฝ่ายทหารเข้ามามีบทบาท
โดย...ทีมข่าวทั่วไปโพสต์ทูเดย์
หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ออกประกาศ 3 ฉบับ คือฉบับที่ 87/2557, 88/2557 และ 89/2557 คงต้องโฟกัสไปประกาศฉบับที่ 88/2557 คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. โดยเป็นการย้ายอำนาจจากฝ่ายการเมืองไปอยู่ที่ข้าราชการประจำ เนื่องจากมีการเพิ่มปลัดกระทรวงกลาโหมเข้าไปเป็นกรรมการ ก.ต.ช. ซึ่งจากเดิมไม่มีปลัดกระทรวงกลาโหม และตัดตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม และ รมว.มหาดไทย ออกไป ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ต.ช. จากเดิม 4 คน คำสั่ง คสช.ให้ตัดออกเหลือ 2 คน ซึ่งต้องผ่านการคัดเลือกโดยวุฒิสภา และเสนอให้ ก.ต.ช.พิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผบ.ตร.คนใหม่ ตามที่ ผบ.ตร.เสนอมา
นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์สะเทือนแวดวงสีกากีอยู่ไม่น้อย ที่มีการเพิ่มปลัดกระทรวงกลาโหมตัวแทนฝ่ายทหารเข้ามามีบทบาท สามารถชี้นิ้วเลือก ผบ.ตร.คนที่ 10 ในช่วงเดือน ก.ย.นี้ แน่นอนว่าการเข้ามาสวมหมวกใบใหม่ในฐานะกรรมการ ก.ต.ช. ย่อมมีนัยสำคัญทางการเมือง
ย้อนกลับไปในอดีต ตำแหน่ง ผบ.ตร.มักมาจากฟากนักการเมืองส่งมาแทบทั้งสิ้น เช่น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีต ผบ.ตร. ซึ่งมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยการเมืองได้จัดสรรเก้าอี้ให้ในยุคเรืองอำนาจสมัยนั้น
จึงไม่แปลกอะไรหาก คสช.ต้องการส่งปลัดกระทรวงกลาโหมเข้ามานั่งเป็นกรรมการสักคน ดูเชิงตามความเหมาะสม ออกเสียงเตะสกัดตำรวจซีกนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายที่มีการรื้อกฎเกณฑ์แต่งตั้งตำรวจใหม่ แต่นี่คือจุดเริ่มต้น “การปฏิรูปวงการตำรวจใหม่” ตามวัตถุประสงค์ของ คสช.
ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เดิมทีเป็นตำรวจผู้สรรหาเอง ทว่ากฎเกณฑ์ใหม่วุฒิสภาจะเป็นผู้คัดเลือกแต่งตั้งเอง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นก็หนีไม่พ้นการเฟ้นส่งคนจากฝั่งทหารเข้ามามีบทบาทคัดเลือกตำรวจที่ไว้วางใจเช่นกัน
เมื่อยุค คสช.ยิ่งใหญ่อำนาจล้นมือ การออกประกาศ 3 ฉบับเมื่อช่วงวานที่ผ่านมา จึงเป็นเสมือนการรุกคืบเข้าคุมอำนาจตำรวจอย่างเบ็ดเสร็จ เพียงแต่ไม่ได้สวมเครื่องแบบสีกากีเท่านั้น เพราะทุกขั้นตอนการคัดเลือกตำรวจฝ่ายบริหารต้องผ่านคนของ คสช.แทบทั้งสิ้น
การเข้ามาก้าวก่ายงานบริหารล้วงลูกการแต่งตั้งตำรวจ แม้จะเป็นเจตนาว่าต้องการปฏิรูปวงการตำรวจที่มีปัญหาผูกขาดอำนาจสนองแต่ฝ่ายการเมือง แต่ก็ย่อมสร้างความเคลือบแคลงใจเช่นกัน เหนืออื่นใดถ้า คสช.ทำหน้าที่ไม่โปร่งใส คลื่นใต้น้ำอาจระเบิดขึ้นมากลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างสีกากีกับสีเขียวก็เป็นได้
ส่วนคุณสมบัติผู้ที่จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้น ตามกฎหมายเดิมนั้นเขียนไว้อย่างกว้างๆ ว่ามาจากข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.อ.เท่านั้น แต่คำสั่ง คสช.ฉบับแก้ไขใหม่นี้ ระบุให้แคบลงชัดเจนมากยิ่งขึ้น หวังเพื่อสกัดตำรวจนักวิ่งเต้นเส้นสายจากฟากฝั่งการเมือง ให้เหลือแค่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) เท่านั้น โดยส่วนที่ถูกตัดออกไปประกอบด้วย ตำแหน่งที่ปรึกษาสัญญาบัตร 10 (สบ 10) จำนวน 5 คน และตำแหน่งหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ (นรป.)
ทั้งนี้ จากเดิมกฎหมายกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เลือกข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.อ.คนใดก็ได้ รอง ผบ.ตร. จเรตำรวจแห่งชาติ ที่ปรึกษา สบ 10 และตำแหน่งเฉพาะตัวอื่นๆ เทียบเท่ารอง ผบ.ตร.
ส่วนระดับรอง ผบช. และ ผบก. การให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ให้เสนอชื่อเฉพาะคนในหน่วยเท่านั้น ไม่มีการขึ้นข้ามหน่วยข้ามห้วยเหมือนในอดีต สมมติเช่น เดิมต้นสังกัดอยู่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) จะไปขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ถือว่านอกหน่วย ทำไม่ได้ ฯลฯ นอกจากนี้การแต่งตั้งระดับ ผกก.ขึ้นไป ต้องให้ ก.ตร.เห็นชอบก่อน แล้ว ผบ.ตร. กับ ผบช. ค่อยไปออกคำสั่ง
นี่เป็นการเล่นบทหมอของ คสช.เข้าผ่าตัดระบบการบริหารงานบุคคลว่าด้วยเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจที่ต้องผ่านคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ด้วยการแต่งตั้งมาใหม่ แบบนี้จะทำให้ทุกกองบัญชาการ (บช.) ต้องไปวิ่งเต้นกับทหารแทนนายใหญ่และนักการเมืองอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ประกาศ คสช. ฉบับที่ 89/2557 เป็นการประกาศหลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจว่าด้วยการจัดลำดับอาวุโส เพื่อประโยชน์ในการแต่งตั้งโยกย้าย โดยกำหนดให้ผู้ที่มียศสูงกว่าเป็นผู้ที่มีอาวุโสมากกว่า ถ้ายศเท่ากัน ให้ดูอายุงานในตำแหน่งนั้นๆ ว่าใครสูงกว่า คนนั้นก็จะถือว่ามีอาวุโสสูงกว่า หากมองอีกมุม อนาคตเราอาจเห็นตำรวจทำงานน้อยลง เพราะตอนนี้ สตช.เอาลำดับอาวุโสมากางดูกันแล้ว ซึ่งแบบนี้ใครจะเสี่ยงทำงาน ไปอุ้มผู้ต้องหามาแล้วได้อะไร นายตำรวจน้อยใหญ่อาจอยู่เฉยๆ รออาวุโสไม่ดีกว่าหรือ!!!
เดิมทีสำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดหลักเกณฑ์นับอาวุโสด้วยการพิจารณาว่าข้าราชการตำรวจคนใดขึ้นดำรงตำแหน่งในระดับก่อน ก็จะถือว่ามีอาวุโสสูงกว่า จนทำให้เกิดการวิ่งเต้นกับฝ่ายการเมืองเพื่อให้มีการแต่งตั้งนอกฤดู หรือแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ ช่วงชิงความได้เปรียบในการนับอาวุโส
จากลำดับอาวุโสของระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและจเรตำรวจแห่งชาติ ที่จะมีสิทธิขึ้นเป็น ผบ.ตร.ตามกฎเกณฑ์ใหม่นั้น มีผู้ที่อาวุโสสูงสุด 3 นายตำรวจใหญ่
“บิ๊กเอก” พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. และ “บิ๊กจูดี้” พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ซึ่งทั้งคู่ได้ครองยศ พล.ต.อ.พร้อมกันเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2553 โดยกำหนดเกษียณอายุราชการปี 2559 หากย้อนไปจะพบว่า พล.ต.อ.พงศพัศ ได้ติดยศ พล.ต.ท.ก่อน เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2547
ด้าน พล.ต.อ.เอก ได้ติดยศ พล.ต.ท.ช้ากว่า 1 ปี คือเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2548 พลิกตำราดูจำได้ว่า พล.ต.อ.พงศพัศ ได้ลาออกไปลงสมัครเป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ในตัวแทนซีกพรรคเพื่อไทย นั่นอาจเป็นปัญหาและต้องจับตาว่าช่วงที่เว้นวรรคราชการไปลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ทางคณะกรรมการ ก.ต.ช.จะนับอายุราชการต่อหรือไม่ อาจปรับระบบอาวุโสใหม่หรือยกเครื่องทั้งระบบ
อีกหนึ่งนายตำรวจมาแรง “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. ติดยศ พล.ต.ท.ช้าสุด คือเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2549 และถ้าหาก พล.ต.อ.เอก ได้ขึ้นเป็น ผบ.ตร. จะทำให้ พล.ต.อ.สมยศ หมดสิทธิทันที เพราะจะเกษียณอายุราชการในปี 2558
ต้องติดตามเจตนารมณ์การปฏิรูปวงการตำรวจครั้งนี้เพื่อล้างบางเปลี่ยนขั้วหรือสร้างความยุติธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย







