
ก.ตร.ถอนมติโยก"บิ๊กแจ๊ด"ชี้หมดความจำเป็น
ก.ตร.ชุด คสช.ประชุมนัดแรก โละอนุก.ตร.ชุดเก่า ให้ รองผบ.ตร.–จเร คุมแทน พร้อมถอนมติบอร์ดโยก"แจ๊ด" สลับ "สุเทพ" ชี้หมดความจำเป็น
ก.ตร.ชุด คสช.ประชุมนัดแรก โละอนุก.ตร.ชุดเก่า ให้ รองผบ.ตร.–จเร คุมแทน พร้อมถอนมติบอร์ดโยก"แจ๊ด" สลับ "สุเทพ" ชี้หมดความจำเป็น
เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ห้องศรียานนท์ อาคาร 1สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) มีประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)ครั้งที่7/2557 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)มีประกาศปรับโครงสร้างของก.ตร.ใหม่ ให้เหลือเพียงก.ตร.ในตำแหน่ง และตัดผู้ทรงคุณวุฒิออกเหลือเพียง2คนเท่านั้น โดยการประชุมวันนี้มีพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) รักษาราชการแทนผบ.ตร. ในฐานะรองประธานกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ทำหน้าที่เป็นประธานก.ตร. มี พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา พล.ต.อ.รชต เย็นทรวง รองผบ.ตร. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน จเรตำรวจแห่งชาติ(จตช.)และนายนนทิกร กาญจนจิตรา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ในฐานะก.ตร.โดยตำแหน่งร่วมประชุม โดยที่ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ยังไม่มีการแต่งตั้ง โดยใช้เวลาประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง
พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรก หลังจากคสช. มีการออกประกาศให้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบก.ตร. จึงมีการประชุมทำความเข้าใจ โดยพล.ต.ท.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ได้ชี้แจงถึงประกาศคสช.ว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจบ้าง โดยประเด็นสำคัญในวันนี้ หลังประกาศคสช.ยกเลิกก.ตร.ชุดเดิม ทำให้ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ พ้นจากตำแหน่ง รวมทั้งอนุก.ตร.ชุด 7 ชุด อาทิ อนุก.ตร.ร้องทุกข์ อนุก.ตร.วินัย อนุก.ตร.บริหารงานบุคคล ฯลฯ ซึ่งมีเหล่าก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิเดิมเป็นประธานอนุฯ ก็ต้องสิ้นสภาพไปด้วย
"วันนี้ก.ตร.จึงหารือกันว่าจะมีการกำหนดองค์ประกอบและตั้งประธานอนุก.ตร.ใหม่ โดยให้ รองผบ.ตร.และจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานอนุก.ตร.ชุดต่างๆ มีแต่ละอนุฯมีกรรมการรวม 15 คน ซึ่งวันนี้ได้พูดคุยกันว่ารองผบ.ตร.และจตช.มีความถนัดในอนุฯด้านใด จากนั้นจะมีการออกคำสั่งแต่งตั้งอนุฯ ชุดต่างๆต่อไป"พล.ต.อ.วัชรพลกล่าว
พล.ต.อ.วัชรพลกล่าว ก.ตร.วันนี้ ได้พิจารณาวาระ ถอนมติการแต่งตั้งโยกย้าย ที่เคยมีมติไปก่อนหน้านี้ ที่ให้พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.)ย้ายเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค5(ผบช.ภ.5) และให้ พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผบช.ภ.5เป็นผบช.น. อย่างไรก็ปัจจุบันทั้งพล.ต.ท.คำรณวิทย์ และ พล.ต.ท.สุเทพ ช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) จึงไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาโยกย้ายแล้ว
นอกจากนี้ยังมีมติเปลี่ยนแปลงการมีผลคำสั่งแต่งตั้ง พล.ต.ท.นพ.จงเจน์ อาวเจนพงษ์ แพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ เป็นผู้ช่วยผบ.ตร.และพล.ต.ต.นพ.ณรงค์ศักดิ์ เสาวคนธ์ รองแพทย์ใหญ่ ขึ้นเป็นแพทย์ใหญ่ จากเดิมให้มีผลในวันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ตนมีคำสั่งให้ พล.ต.ท.นพ.จงเจตน์ รรท.ในตำแหน่งผู้ช่วยผบ.ตร.และ พล.ต.ท.นพ.ณรวงค์ศักดิ์ รรท.ในตำแหน่ง แพทย์ใหญ่แล้ว ก.ตร.วันนี้จึงมีมติให้การการดำรงตำแหน่งมีผลนับแต่วันที่มีคำสั่งให้รักษาราชการในตำแหน่ง
พล.ต.อ.วัชรพล ยังกล่าวถึง การพิจารณาแต่งตั้ง ผบ.ตร.ว่า ประกาศคสช.เพิ่งออกมา จึงยังไม่มีการคุยกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ ในก.ตร.วันนี้ มีการอภิปรายกันว่า การแต่งตั้งระดับรองผบ.ตร.ลงไป ซึ่งเป็นอำนาจก.ตร.ควรทำตามกำหนดเวลาที่ กฎก.ตร.ว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตํารวจ ระดับ สารวัตร ถึง จเรตํารวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ พ.ศ.2549 ระบุไว้ เพื่อนำความให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มีผลในวันที่ 1 ตุลาคม ดังนั้นควรแต่งตั้งผบ.ตร.ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม หรือต้นเดือนสิงหาคม
เมื่อถามถึงผบ.ตร.ที่อยู่ในใจ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า เมื่อถามว่าผบ.ตร.ในใจเป็นใคร จึงพูดเล่นไปว่าอยู่ในใจ ตอนนี้ยังไม่พิจารณา รองผบ.ตร.และจเรตำรวจแห่งชาติทั้ง 5 คน ที่ยังไม่เกษียณอายุราชการมีสิทธิทุกคน ต้องเป็น 1ใน 5 คนนี้แน่นอน
ถามว่ามีกระแสข่าว พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบ.ตร. เป็นแคนดิเดตที่มาแรง รรท.ผบ.ตร.กล่าวว่า อย่างที่บอกเป็นกระแสข่าว ตอนนี้ยังอภิปรายว่าใครเหมาะสมอย่างไรไม่ได้ ตอนนี้รองผบ.ตร.และจเรตำรวจ ทั้ง5 คนมีคุณสมบัติครบ ต้องใช้ระยะเวลาที่เหลืออยู่พิจารณา ตามองค์ประกอบกฎหมาย โดยต้องเอาเรื่องอาวุโสเข้ามามีบทบาท เรื่องความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ผลงาน ต้องอามาประกอบ ทุกเงื่อนไข
ถามว่าเมื่อพูดถึงหลักอาวุโส ทำให้พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. ที่อาวุโสอันดับ 1ถูกจับตามองว่าอาจถูกเลือกเป็นผบ.ตร.คนต่อไป พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่าความอาวุโสเป็นองค์ประกอบหนึ่ง บวกกับความรู้ความสามารถ
“ผบ.ตร.คนต่อไปจะต้องมีคุณสมบัติเด่นอย่างไรต้องถามประชาชน ว่าคาดหวังอย่างไร ในฐานะประชาชน อย่างเห็นผู้นำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซื่อสัตย์สุจริต มีวิสัยทัศน์ผู้นำ ต้องมองไปข้างหน้า เรื่องการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน สามารถนำตำรวจเตรียมความพร้อมตรงนี้ได้ คนจะเป็นผู้นำตำรวจคนต่อไปต้องมีความพร้อมในหลายมิติ ต้องมีวิสัยทัศน์ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ที่พี่น้องประชาชนยอมรับ” พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว
อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังไม่กำหนดกติกาที่ จะใช้พิจารณาเลือกผบ.ตร. เพราะประกาศคสช.ที่ให้ ผบ.ตร.เลือก ผบ.ตร. เพิ่มออกมา กำลังหารือกันอยู่ว่าในการพิจารณาเลือกจะต้องมีกติกาอย่างไร โดยต้องตอบคำถามสังคมได้ด้วยว่าเหตุใดจึงมีกติกาเช่นนั้น หากจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ก็ควรต้องแสดงต่อคนจำนวนมาก จึงจะมีประโยชน์ แต่หากแสดงวิสัยทัศน์ต่อตนพียงคนเดียวเพื่อให้ตัดสินใจอาจไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง ซึ่งหลักการที่จะให้แสดงวิสัยทัศน์เพื่อคัดเลือกเป็นหลักการที่ดี แต่ขึ้นอยู่กับว่าแสดงต่อใคร อย่างไรก็ตามรองผบ.ตร.แต่ละคนมีประสบการณ์ผ่านงานมาทุกด้านอย่างน้อย 35 ปี เหมาะสมทุกคน
"ผมไม่หนักใจที่ต้องเป็นคนเลือกผบ.ตร. เพราะเป็นหน้าที่ หากตัดสินใจอย่างไรก็ต้องรับผิดชอบ"พล.ต.อ.วัชรพลกล่าว







