posttoday
ช่วยกันซ่อมประชาธิปไตย

ช่วยกันซ่อมประชาธิปไตย

26 พฤษภาคม 2553

จรัส สุวรรณมาลา

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในช่วงปิดล้อมกดดันกลุ่มเสื้อแดงให้สลายการชุมนุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นความผิดของฝ่ายรัฐอย่างหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ แต่ไม่ใช่เรื่องของคนตายและบาดเจ็บ เพราะทหารทำดีที่สุดแล้วในการลดความสูญเสียที่เกิดขึ้น อีกทั้งการสูญเสียชีวิตที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของกองกำลังติดอาวุธเถื่อน หรือ “ทหารรับจ้าง” มากกว่า

ที่ว่าเป็นความผิดของฝ่ายรัฐ ก็เพราะรัฐไม่ยอมบ่งหนองตั้งแต่แรก แต่ปล่อยกันมาตั้งแต่สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จนถึงคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยท่องแต่คาถาที่ว่าไม่อยากทำอะไร เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน เพื่อความปรองดองสมานฉันท์ ฯลฯ จนกระทั่งกลุ่มเสื้อแดงหรือ นปช. เติบใหญ่กล้าแข็งสร้างเครือข่ายเจาะลึกคนรากหญ้าทั่วประเทศ จนหยั่งรากลึกซึ่งจะถอนให้หมดไปนั้นยากและต้องใช้เวลา นี่คือความผิดพลาดของฝ่ายรัฐ

รัฐบาลอภิสิทธิ์มัวแต่อ้างว่า คนเสื้อแดงทำตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ แล้วคนอื่นเล่าเขาก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญเหมือนกัน สิทธิเสรีภาพของพวกเขาถูกละเมิด รัฐบาลไม่คิดถึงพวกเขาบ้างหรือ ภาครัฐแคร์ความรู้สึกของผู้กระทำผิดกฎหมาย แต่ไม่แคร์ความรู้สึกของคนที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ต้องรอให้ฝ่ายหลังออกมาเรียกร้องสิทธิบ้างถึงจะฟัง นี่เป็นการสนับสนุนให้คนนิยมใช้ความรุนแรง

ไม่มีการการกระทำใดที่ไม่มีต้นทุน ทุกอย่างต้องมีต้นทุน ทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีของฟรี อย่าไปหาของฟรีให้เสียเวลาเลย เพียงแต่จะต้องลงทุนมากน้อยเพียงใด ถ้าเข้าจัดการเร็ว ต้นทุนก็น้อย แต่ถ้าปล่อยเนิ่นนานจนแผลกลายเป็นหนอง กลายเป็นมะเร็ง ต้องผ่าตัด ต้นทุนก็สูง ไม่มีการผ่าตัดใดที่ไม่เสียเลือด แม้คุณหมอพยายามให้เสียเลือดน้อยที่สุด แต่ก็ต้องเสียเลือด

ต้นทุนครั้งนี้ นอกจากความเสียหายทางเศรษฐกิจที่คิดเป็นตัวเงินได้ และความเสียหายที่คิดเป็นตัวเงินไม่ได้ เช่น ภาพลักษณ์ของประเทศที่สูญเสียไปแล้ว ต้นทุนยังหมายถึงความแตกแยกของคนไทยที่ถูกกลุ่มเสื้อแดงปลุกระดมให้เกิดการเกลียดชังกันอย่างกว้างขวาง ลึก รุนแรง ต้นทุนรวมถึงการเสียหายทางกายภาพ การเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ การเสียเวลา เสียใจ ทรมานใจ เสียอารมณ์ ฯลฯ ซึ่งเราต้องคิดหมด รัฐบาลซึ่งต้องดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและความมั่นคงของประเทศ แต่กลับเดินทางผิดประเทศเสียหายทั้งประเทศ

เพราะรัฐไม่ยอมเสียเหงื่อจึงต้องเสียเลือด รัฐไม่ยอมเสียเลือดเพียงสองสามหยดจึงเกิดการนองเลือด

แม้รัฐบาลชนะในยกแรก แต่การต่อสู้นี้ยังมีอีกหลายยก แม้รัฐบาลแก้ไขไม่ให้คนป่วยตาย แต่เชื้อโรคก็ยังไม่หมดไปจากร่างกายของคนป่วย ผู้บงการ และ นปช. ได้ปล่อยเชื้อโรคจนแทรกซึมเข้าไปสู่กระแสโลหิตแล้ว รัฐบาลจะทำเป็นเล่นไม่ได้ แต่ต้องให้ยาแรงต่อเนื่องเพื่อทำลายเชื้อในกระแสโลหิตนี้ให้ได้ เชื้อที่ว่าเป็นเชื้อของความเกลียดชัง ความโกรธแค้น ความมุ่งมั่นที่จะทำลายสถาบันของชาติที่เป็นอยู่ปัจจุบันที่ถูกปลูกฝังหรือฝังชิปไว้ในสมองของคน

คุณทักษิณถูกมองว่า เป็นผู้เดียวที่สามารถบันดาลที่จะให้ปัญหาของชาติขยายตัวต่อหรือยุติลง ซึ่งเป็นเชื้อในกระแสโลหิตที่ภาครัฐต้องขจัดให้ได้ เขามีจุดแข็งที่สุดอย่างน้อยใน 2 เรื่อง คือ เงิน และสื่อ ที่ใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อเปลี่ยนความคิดของประชาชน ให้หลงเชื่อและนิยมชมชอบคุณทักษิณอย่างไม่ลืมหูลืมตา

คุณทักษิณเห็นความสำคัญและเข้าใจบทบาทของสังคมข่าวสาร เขาเข้าใจคำว่า “ความรู้คืออำนาจ” ใครสามารถแปลงข้อมูลข่าวสารให้เป็นความรู้ได้ ใครสามารถดัดแปลง ควบคุมและบังคับข้อมูลให้เป็นไปในสิ่งที่เขาต้องการก่อนส่งผ่านไปให้ประชาชน ใครครอบครองเครื่องมือข่าวสาร ใครคุมพื้นที่ข่าวสารได้มากกว่า ใครใช้ข่าวสารได้ก่อนและถูกจังหวะเวลา คนนั้นชนะ

คุณทักษิณมีเงินจ่ายให้ สส. แกนนำม็อบ กลุ่มม็อบ ฯลฯ จ้างบริษัทต่างประเทศมืออาชีพจากทุกวงการ แม้แต่อดีตรัฐมนตรีของสหรัฐมาเป็นที่ปรึกษา สำคัญกว่านั้นคือ เขาลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาลในการสร้างกลไก เครื่องมือด้านข่าวสาร เพื่อส่งผ่านข้อมูลที่ถูกดัดแปลง ถูกควบคุมไปยังประชาชน จนสามารถทำให้ประชาชนเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตาในข้อมูลที่เขาสื่อให้

การที่รัฐบาลได้ตัด “ท่อน้ำเลี้ยง” ที่มายังกลุ่มเสื้อแดงและ สส.พรรคฝ่ายค้าน เพื่อให้ก่อความวุ่นวายนั้น นับว่าถูกต้องแล้ว แต่อย่าลืมจับตาดูธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งซึ่งได้รับอนุญาตล่าสุด ก่อนคุณทักษิณพ้นอำนาจและพัวพันกับวัดใหญ่แห่งหนึ่งด้วย

สำคัญกว่าการตัดท่อน้ำเลี้ยง คือต้องสกัดการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อจัดตั้งของฝ่ายตรงข้ามให้ได้โดยเฉพาะเร่งทำลายกลไก เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุโดยเฉพาะวิทยุชุมชน สื่อสิ่งพิมพ์รวมทั้งสติกเกอร์ ใบปลิว สื่อวีดิทัศน์ เช่นแผ่นวีซีดี สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เว็บไซต์ที่จาบจ้วงดูหมิ่นสถาบันสูงสุด รัฐต้องใช้กฎหมายเข้าดำเนินการอย่างจริงจัง

เมื่อตัดกลไกด้านสื่อที่จะมอมเมาประชาชนให้เชื่อในสิ่งผิดๆ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมแล้ว รัฐต้องระดมกลไกสื่อของรัฐทุกแขนงที่มีอยู่ รวมทั้งขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการชี้แจง “ความจริง” ให้กับประชาชนได้รับทราบ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเร่งด่วนที่คนรากหญ้าในภาคเหนือและภาคอีสาน รวมทั้งคนจนในเมือง ทั้งนี้รัฐไม่ต้องให้ข้อมูลบิดเบือน เพียงแต่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา เพราะ “ความจริง” เท่านั้นที่จะเอาชนะ “ความเท็จ”

อ่านต่อตอน 2 พรุ่งนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท