
อสังหาฯจีน อันตรายตลาดซบ ราคาร่วง ฉุดศก.ล่ม
ยังไม่ทันจะได้ฉลองอย่างชื่นมื่นยินดีกับรายงานฉบับล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์จีนที่ออกมาเปิดเผยว่า เม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ยังไม่ทันจะได้ฉลองอย่างชื่นมื่นยินดีกับรายงานฉบับล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์จีนที่ออกมาเปิดเผยว่า เม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ หรือเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ในเดือน มิ.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% หรือเท่ากับ 1.442 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้ช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้จีนมีเอฟดีไอแล้วถึง 6.333 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้าถึง 2.2%
เหตุผลเพราะตัวเลขข้างต้นสามารถแปลความหมายได้ว่าเศรษฐกิจจีนมีวี่แววเติบโตอย่างสดใส ไม่น่าหวาดกลัวตื่นตระหนกกันอย่างที่เคยวิตกกันไว้หลายเดือนก่อนหน้านี้
บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษากลับรีบลุกขึ้นออกโรงเตือนด้วยน้ำเสียงวิตกปนห่วงใยทันทีว่า การขยายตัวเติบโตของพี่เบิ้มแห่งภูมิภาคเอเชียนี้ยังไม่อาจเรียกได้ว่าหายใจได้ทั่วท้อง เนื่องจากยังมีปัจจัยปัญหาน่าหวาดผวาอย่างภาคอสังหาริมทรัพย์เข้ามาเกี่ยวข้อง
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า ต่อให้มีตัวเลขเศรษฐกิจด้านอื่นเป็นบวกอย่างไร ตราบใดที่ปัญหาความเสี่ยงเรื่องฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนยังไม่ได้รับการปฏิรูปแก้ไข ตราบนั้นก็ยังไม่อาจวางใจเชื่อมั่นกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของแดนมังกรได้อย่างแท้จริง
ต้องยอมรับกันเสียก่อนว่า การเติบโตพุ่งพรวดแบบก้าวกระโดดของจีนอย่างน่าอัศจรรย์ในช่วงเกือบทศวรรษที่ผ่านมานี้ ส่วนใหญ่เป็นผลพวงจากการกระตุ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่รัฐบาลหรือบริษัทเอกชน ทุ่มเงินงบประมาณมหาศาลในการสร้างตึกสร้างอาคารทั่วประเทศ จนเป็นกลไกขับเคลื่อนการบริโภควัตถุดิบต่างๆ ตลอดจนการจ้างงานอย่างมหาศาลของแรงงานจีนในตลาด
กระทั่งท้ายที่สุดความบูมของภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ผลักดันให้ราคาบ้านและที่ดิน โดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่ๆ ของประเทศมีราคาแพงลิบลิ่วเกินมูลค่าความเป็นจริงของตลาด จนกลายเป็นสภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์ให้นิยามว่าเป็นฟองสบู่ในตลาด และสภาวะที่ว่านี้กำลังสะท้อนกลับมาบ่อนทำลายรากฐานเศรษฐกิจจีนเอง
ทั้งนี้ ผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์โดยเว็บไซต์ซีเอ็นเอ็น มันนี่ สหรัฐ 8 ใน 10 คน เห็นสอดคล้องตรงกันว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนขณะนี้กำลังกลายเป็นภัยร้ายหลักคุกคามเศรษฐกิจพญามังกร ซึ่งแตกต่างจากการสำรวจเมื่อสามเดือนก่อนหน้านี้ ที่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าภัยเสี่ยงหลักของจีนคือการขยายตัวของปริมาณหนี้และสินเชื่อ
ฉินเว่ยหวัง นักวิเคราะห์จากแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ชี้แจงว่า ปัจจัยที่น่าวิตกในภาคอสังหาริมทรัพย์ก็คือการมีปริมาณบ้าน อาคาร คอนโดมิเนียม หรืออพาร์ตเมนต์ที่มากเกินกว่าความต้องการของตลาด
“การก่อสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโตในอัตราที่รวดเร็วพร้อมๆ กับการพัฒนาสู่ความเป็นเมืองเข้าสู่จุดสูงสุด ทำให้มีปริมาณอสังหาริมทรัพย์ที่ขายไม่ออกในตลาดมากขึ้นทุกที ซึ่งสถานการณ์นี้ถือเป็นปัจจัยที่จะยังคงเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจจีน” ฉินเว่ยหวัง ระบุ
ถามว่าเพราะอะไรภาคอสังหาริมทรัพย์ถึงเป็นภัยคุกคามเศรษฐกิจจีนโดยรวม คำตอบก็คือภาคอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หรือการเติบโตของประเทศในอัตราที่ค่อนข้างสูง โดยข้อมูลจากเจ.พี.มอร์แกนพบว่า การเติบโตในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเหมารวมครอบคลุมภาคบริการที่เกี่ยวข้องคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ต่อจีดีพี ขณะที่ในปีที่ผ่านมา เฉพาะการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียวคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 15% ของการเติบโตของทั้งประเทศ
แน่นอนว่าในกรณีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในช่วงขาขึ้น การทุ่มลงทุนก่อสร้างในโครงการต่างๆ ย่อมไม่ใช่ปัญหา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างอยู่ในภาวะซบเซา ทั้งการชะลอการลงทุน ความต้องการในตลาดที่ลดลง และราคาบ้านและที่ดินที่หล่นฮวบลงค่อนข้างแรง ยืนยันได้จากการที่บรรดานักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามเมืองเล็กๆ ในจีน เริ่มทยอยลดราคาบ้านและที่อยู่อาศัย เพื่อจัดการขายบ้านที่มีอยู่ให้หมด ขณะที่ราคาบ้านตามหัวเมืองใหญ่ๆ เองก็มีการปรับลดลงควบคู่กับตัวเลขปริมาณความต้องการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอย่างมากเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้นสถานการณ์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์จีนมีแนวโน้มจะเลวร้ายมากขึ้น เมื่อยักษ์ใหญ่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับภาคการก่อสร้างของจีนทยอยออกมาประกาศตัดลดคาดการณ์ผลกำไรปีนี้ของบริษัทลง
ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานเมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่า ซูมไลออน ผู้ผลิตอุปกรณ์ก่อสร้างรายใหญ่ของจีนระบุในรายงานถึงนักลงทุนว่าผลกำไรสุทธิในครึ่งปีแรกปีนี้ของบริษัทมีแนวโน้มลดลงถึง 6070% โดยเป็นผลมาจากการการชะลอการลงทุนในสินทรัพย์คงที่ ซึ่งรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐบาล
รายงานคาดการณ์ของซูมไลออน มีขึ้นหลังจากที่สองยักษ์ใหญ่ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของจีนอย่าง บริษัท กรีนแลนด์ ฮ่องกง และบริษัท ไชน่า โอเวอร์ซีส์ แกรนด์ โอเชียนส์ (ซีโอจีโอ) ออกมาปรับการคาดการณ์ผลกำไรสุทธิของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2014 ว่าจะลดลงถึง 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ประเด็นที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่วิตกก็คือ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนฟุบตัวลง เนื่องจากจะกระเทือนต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะภาคการธนาคารของประเทศ ซึ่งถือเป็นแหล่งทุนสนับสนุนหลักของบรรดาบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จีน
นอกจากนี้ การฟุบตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ยังอาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคการผลิต ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ปริมาณความต้องการบริโภคแร่เหล็กและทองแดง ซึ่งผู้ที่จะได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ก็คือประเทศออสเตรเลียที่จีนถือเป็นผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่
กระทั่งอาจสรุปได้ว่า ความซบเซาในภาคอสังหาริมทรัพย์หลังจากโหมกระตุ้นจนเกิดฟองสบู่ก่อนหน้านี้ กำลังพ่นพิษใส่เศรษฐกิจจีนของจีนที่อยู่ท่ามกลางการปฏิรูปโครงสร้างที่อาจส่งผลให้เป้าการเติบโตของรัฐบาลแดนมังกร จากเดิมที่ต่ำอยู่แล้วที่ 7.5% ในปีนี้ พลาดเป้าลดต่ำลงไปอีก
ทั้งนี้ แม้ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์จีนจะยังไม่เกิดเป็นวิกฤตอย่างจริงจังรุนแรง แต่ทว่าแนวโน้มที่เริ่มส่งสัญญาณร้ายที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนทั่วโลกตกอยู่ในอาการหวาดผวาอีกครั้ง







