
ระดมช่วยชีวิต SME
จำได้ว่าเมื่อช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 นี้เอง มีเสียงร้องเรื่องความย่ำแย่ของเอสเอ็มอี (SMESmall and Medium Enterprise) ซึ่งก็คือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย เสียงร้องนั้นค่อนข้างดังและเซ็งแซ่ไปหมด แต่เนื่องจากรัฐบาลขณะนั้นยังหมกมุ่นอยู่กับปัญหาการเมือง จึงดูเหมือนจะไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องเศรษฐกิจมากนัก ทั้งๆ ที่ SME ของไทยนั้นมี 2 ล้านกว่าถึงเกือบ 3 ล้านราย ผลการดำเนินงานของ SME ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างจีดีพีของประเทศไทย ที่จริงแล้วสัญญาณการประสบปัญหาของ SME มีมาตั้งแต่ช่วงปี 2556 แต่ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก จนมาถึงช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 ที่สัญญาณเริ่มจะชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ เช่น
จำได้ว่าเมื่อช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 นี้เอง มีเสียงร้องเรื่องความย่ำแย่ของเอสเอ็มอี (SMESmall and Medium Enterprise) ซึ่งก็คือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย เสียงร้องนั้นค่อนข้างดังและเซ็งแซ่ไปหมด แต่เนื่องจากรัฐบาลขณะนั้นยังหมกมุ่นอยู่กับปัญหาการเมือง จึงดูเหมือนจะไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องเศรษฐกิจมากนัก ทั้งๆ ที่ SME ของไทยนั้นมี 2 ล้านกว่าถึงเกือบ 3 ล้านราย ผลการดำเนินงานของ SME ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างจีดีพีของประเทศไทย ที่จริงแล้วสัญญาณการประสบปัญหาของ SME มีมาตั้งแต่ช่วงปี 2556 แต่ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก จนมาถึงช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 ที่สัญญาณเริ่มจะชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ เช่น
สัดส่วนหนี้เสียของลูกค้า SME ในแทบจะทุกธนาคารเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้ค้างช่วงระยะเวลาชำระหนี้ 6090 วัน
มีการยืดเวลาการจ่ายหนี้ออกไป สัดส่วนของหนี้ที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษเพิ่มขึ้นจากปี 2556 ถึง 40%
มี SME ปิดตัวลงไปเป็นแสนๆ ราย
นอกจากนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว หนี้ครัวเรือนยังขยับขึ้นมาเป็น 82% ทำให้กำลังซื้อลดลงอย่างมาก และสถานการณ์ดูจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ
จึงเป็นเรื่องที่น่าดีใจที่หัวหน้า คสช.ได้ยกเรื่องการส่งเสริมและพัฒนา SME เป็นวาระแห่งชาติ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ SME ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ สสว. (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) รวมไปถึงธนาคารแห่งประเทศไทยลุกขึ้นมากระตือรือร้นที่จะช่วย SME เช่น เรื่องของการค้ำประกันความเสี่ยงให้กับกลุ่มผู้กู้ที่เป็น SME ทั้งที่มีเสียงพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นปีแล้ว ตอนนี้เพิ่งจะมีข่าวว่าธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารฯ ได้มีการเสนอให้ออกกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อช่วยลดต้นทุนการปล่อยกู้และช่วยให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ภาคเอกชนเองนำโดยสภาอุตสาหกรรมฯ ก็ขยับตัวมองหาแนวทางสนับสนุน SME
ความคึกคักเหล่านี้เกิดขึ้นน่าจะเป็นสัญญาณที่ดี ที่ทำให้เห็นทางรอดของ SME ไทย ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการปิดตัวเองไปแล้วกว่าครึ่ง แต่ผู้เขียนเชื่อว่า SME ไทยยังมีความสามารถและมีศักยภาพ โดยเฉพาะในเรื่องการคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ โดยใช้วัตถุดิบที่ยังมีอยู่ค่อนข้างมากในประเทศ ผสมผสานกับความเป็นท้องถิ่น เมื่อสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่น่าจะเริ่มฟื้นตัวดังที่มีการคาดการณ์โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าเศรษฐกิจไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้ น่าจะโตได้ไตรมาสละ 34% และ คสช.เองก็คาดการณ์ว่าปีนี้ทั้งปีจีดีพีจะโตได้ถึงประมาณ 2.5% ก็เห็นทีว่า SME ของไทยน่าจะพออยู่รอดไปได้ ยิ่งถ้าปีหน้าคือปี 2558 เศรษฐกิจไทยจะโตได้ถึง 5.5% ก็ยิ่งน่าจะเป็นแสงสว่างให้ SME ของไทยมากขึ้น
และเมื่อเขียนถึงตรงนี้ ผู้เขียนก็อดที่จะหยิบเอาเรื่องที่ผู้เขียนพูดถึงเป็นประจำมาผนวกไม่ได้ นั่นก็คือการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วทน.) หาก คสช.ได้มองเห็นความสำคัญของปัจจัยนี้ และใส่งบประมาณลงไปในส่วนนี้ให้เพียงพอ (ไม่ใช่อย่างที่ผ่านมาคือ 0.1% ของจีดีพี) เป็นที่เชื่อได้แน่นอนว่านอกจากจะพลิกฟื้น SME ของไทยได้แล้ว ยังทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ไปได้ด้วย
จีนนั้น SME ของเขาก้าวไปถึงจุดที่มีการไปลงทุนในต่างประเทศกันแล้ว ในปี 2556 SME ของจีนไปลงทุนในต่างประเทศถึง 36% ของยอดการลงทุนในต่างประเทศทั้งหมดของจีน หรือคิดเป็น 2.28 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จนรัฐบาลต้องเตือนให้ระมัดระวังในการวางแผนการร่วมลงทุนหรือการเข้าควบรวมกิจการ ตลอดจนวางแผนด้านกฎหมายอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจกระทบต่ออนาคตของธุรกิจ
ผู้เขียนเชื่อว่าหาก SME ของไทยได้รับการเอาใจใส่และช่วยเหลืออย่างจริงจังทั้งในด้านการเข้าถึงสินเชื่อ และการวิจัยและพัฒนาแล้ว ย่อมจะเป็นการช่วยเพิ่มการสร้างจีดีพีของประเทศ รวมไปถึงการเพิ่มการส่งออก ถึงแม้จะไม่ใช่การออกไปลงทุนอย่างจีนก็ตาม
และต้องยอมรับว่าดีใจมากเมื่อเห็นข่าวคุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ แนะวิธีที่ไทยจะก้าวข้ามกับดักรายได้ต่ำ โดยการลงทุนด้านระบบการศึกษา โดยเฉพาะอาชีวศึกษา การลงทุนเปลี่ยนสัดส่วนการศึกษาโดยเพิ่มด้านวิทยาศาสตร์ ไอที วิศวกรรม ให้มากขึ้น และต้องมีการจัดสรรงบประมาณให้มากขึ้น จึงถือได้ว่าอย่างน้อยก็มีผู้ใหญ่ที่อยู่นอกวงการ วทน.ที่เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ควรให้ความสำคัญด้านนี้ โดยเริ่มจากโครงสร้างพื้นฐานและนำ วทน.มาเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ ไม่ใช่มีไว้เพียงในบริบทของสังคม







