
หนึ่งเดียวในโลก
อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร น่าจะเป็นหนึ่งในอดีตผู้นำประเทศไม่กี่คนในโลกที่ถูกประเทศบ้านเกิดเมืองนอนออกหมายจับในฐานะผู้สนับสนุนการก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมืองตัวเอง เป็นกรณีที่ไม่มีใครเหมือนในโลก
เป็นทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยที่มีคนชื่นชอบมากที่สุดและมีคนชังมากที่สุด เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ร่ำรวยที่สุด และโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ และในที่สุดก็จบท้ายด้วยการเป็น
“ผู้ก่อการร้าย”นอกจากตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่มีลักษณะเฉพาะหนึ่งเดียวในโลกแล้ว ปัญหาวิกฤตทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้น ก็เป็นปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใครเช่นกัน
การต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่เข้าข่ายการปฏิวัติต่อสู้ทางชนชั้น ไม่ใช่การปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองใดๆ แต่การต่อสู้กลับเริ่มต้นต่อสู้ด้วยการโกหก โดยใช้คำว่า
“ประชาธิปไตย” บังหน้า แต่มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง ก่อนที่จะจบลงด้วยการเผาบ้านเผาเมือง พร้อมกับคำว่า “ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”เป็นการต่อสู้ที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง แต่กลับสร้างความแตกแยกร้าวลึกให้กับสังคมในประเทศได้อย่างรุนแรง
ที่น่าสนใจก็คือ ความแตกแยกที่เกิดขึ้นนั้นกลับไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงไปถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติ หรือความต่างทางศาสนาของชนในชาติแต่อย่างใด ไม่เหมือนกับกรณีความแตกแยกที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ของโลก
อย่างกรณีของอดีตประเทศยูโกสลาเวียแตกเป็นเสี่ยงๆ เป็นประเทศเล็กประเทศน้อยในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และส่วนหนึ่งก็แตกออกเป็นประเทศมอนเตเนโกร ที่อดีตนายกฯ ทักษิณเป็นพลเมืองอยู่ในปัจจุบัน
ความแตกแยกที่เกิดขึ้นในยูโกสลาเวียที่แตกออกเป็นประเทศเล็กประเทศน้อยเกือบ 10 ประเทศนั้น มีสาเหตุมาจากเพราะความต่างของประชากรในประเทศที่มีความแตกต่างทางด้านศาสนา และเชื้อชาติกันอย่างชัดเจนที่อยู่ร่วมกันไม่ได้ มีทั้งประชากรชาวออโทดอกซ์และมุสลิม และคาทอลิก การจะผสมผสานเชื้อชาติศาสนาเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นเรื่องยาก
แต่สำหรับประเทศไทยเป็นความแตกแยกที่เกิดขึ้น เป็นทางความคิดเห็นทางการเมืองล้วนๆ
สำนักข่าวเอบีซีของออสเตรเลียให้ความเห็นไว้น่าสนใจบอกเอาไว้ว่า ประเทศไทยที่แตกแยกกันได้มากขนาดนี้ ก็เพราะว่าพรรคการเมืองต่างๆ ถูกครอบงำด้วยกลุ่มคนทรงอิทธิพล ที่สร้างฐานอำนาจขึ้นในพื้นที่ของตัวเองและสร้างเครือข่ายพวกพ้อง (Cronyism) ขึ้น ซึ่งกรณีของอดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
สื่อต่างประเทศหลายสำนักจึงแทบจะมีความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า วิกฤตเมืองไทยครั้งนี้ยังไม่จบสิ้นลงง่ายๆ
และถือเป็นกรณีเฉพาะที่ทั่วโลกจับตามองอย่างแท้จริง







