
ทุนเก่ากระจายทุนทักษิณกระเจิง
...ทีมข่าวการเงิน
แม้เหตุการณ์เผาเมืองวันที่ 19 พ.ค. จะ
“ลดโทน” หลอกหลอนจิตใจคนไทยไประดับหนึ่งแต่ร่องรอยความเสียหายที่ยัง
“ค้างคา” สายตาสาธารณชนนั่นคือซากปรักหักพังของห้างสรรพสินค้าหลายแห่งกลางใจเมือง
รวมถึงร้านเซเว่นอีเลฟเว่นและธนาคารกรุงเทพหลายสิบแห่งที่เกิดการปล้นสะดมผสมโรง
ซากปลายแหลมของกระจกที่ถูกพังทลาย ไม่ใช่แค่บาดความรู้สึกของคน
...แต่ยังทิ่มแทงไหล่ของ
“กลุ่มทุนเก่า” ที่ถูกเหมารวมว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้ชุมนุมเสื้อแดงในระหว่างที่ผู้ชุมนุมซึ่งอยู่ในอารมณ์คั่งแค้น ในช่วงเที่ยงของวันที่ 19 พ.ค. มีการเคลื่อนพลเข้าทำลายทรัพย์สิน
พบว่ามีการเล็งเป้าเข้า
“ทุบ” ทำลายแบบมีนัย เริ่มจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่นริมถนนและปากทางหลายแห่งมีการใช้ชะแลงงัดประตูเหล็กและใช้ของแข็งทำลายกระจกแตกเพล้ง! ก่อนรุมเข้าไปข้างใน
มีการดื่ม กิน แกะ งัด ของในร้านกระจุยกระจาย บางคนถึงขนาดเอาถุงมาใส่ทรัพย์สิน
ท่ามกลางเสียงของผู้ชุมนุมรอบนอกที่ตะโกนบอกว่า
“ลุยไปเลยเพราะเป็นของเจ้าสัว”...
เจ้าสัว ที่ผู้ชุมนุมกล่าวถึงคือนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพีในฐานะกลุ่มทุนเก่าที่แกนนำเสื้อแดงได้ปราศรัยปลุกระดมมาตลอดว่าเป็นสปอนเซอร์หนึ่งในการสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์
รวมทั้งส่งตัวแทนเข้าไปอยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ก็คือ นายวีระชัย วีระเมธีกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งที่จริงๆ แล้วในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เจ้าสัวธนินท์ถือว่าเป็นหนึ่งในคนที่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มาก
ขณะที่ซีพีเองก็มีตัวแทนเข้าไปเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่แตกต่างกับรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ขณะที่เป้าหมายใหญ่อีกจุดหนึ่งก็คือ แบงก์กรุงเทพ ของเจ้าสัว
“ชาตรี โสภณพนิช” ประธานกรรมการแบงก์บัวหลวงไม่เพียงสาขารอบๆ ถูกทุบกระจกจนเละ แต่เครื่องเอทีเอ็มหลายแห่งก็มีร่องรอยถูกปล้นเงินอีกต่างหาก
ก่อนหน้านั้นในช่วง 12 เดือน แบงก์กรุงเทพก็ถูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่นับไม่ถ้วน
เจ้าสัวชาตรี คือผู้ใกล้ชิดกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เจ้าของวลีสาปแช่งผู้คิดร้ายทำลายบ้านเมืองจะต้อง
“เดือดร้อนแสนสาหัส”ความเข้มขลังของวลีดังกล่าว สะท้อนจากสถานะของ พ.ต.ท.ทักษิณ เวลานี้ที่มีเงินก่ายกอง แต่จิตใจร้อนรุ่มอยู่นอกประเทศ
และหากยังไม่ลืม พล.อ.เปรมก็คือเจ้าของวลีที่เตือนไปถึงบทบาทของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ว่า
“อย่าทรยศชาติ”หลังจากนั้น พล.อ.ชวลิต ก็มีบทบาทในพรรคเพื่อไทยมาก หลังสุดคือขึ้นเวทีคนเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ
กระทั่งเหตุการณ์ชุมนุมเลยเถิดเกิดระเบิดป่วนเมืองหลายจุดและกลุ่มชายชุดดำที่ซุ่มยิงทหารและประชาชนในเหตุการณ์ 10 เม.ย. และการเผาเมืองวันที่ 19 พ.ค.
แม้ช่วงหลังๆ จะไม่เห็น พล.อ.เปรมแวะเวียนไปกินอาหารกลางวันที่สำนักงานใหญ่แบงก์กรุงเทพที่ถนนสีลม
แต่ชื่อของ พล.อ.เปรมก็ไม่ได้ถูกลบไปจากการเป็นที่ปรึกษาสูงสุดของธนาคารแห่งนี้ตามกระแสการเมืองที่รุมซัด
สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มทุนเก่าแก่ยังแนบแน่นกับ พล.อ.เปรมแบบแยกกันไม่ชัด ตัดกันไม่ขาด
ขณะที่กลุ่มทุนใหม่ในนามเครือข่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่างลุ้นที่จะให้การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
“เตะตัดขา” กลุ่มทุนเก่าไม่มากก็น้อยเพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ศักยภาพที่โดดเด่นของกลุ่มทุนคลื่นลูกที่สามนั้นรุนแรงและโหมซัด แต่ยังไม่สามารถเสียดแทงยอดขึ้นมาสู้กับกลุ่มทุนเจ้าสัวได้อย่างเต็มที่
โดยเฉพาะเรื่องการสะสมทุน ที่กลุ่มทุนเก่ามี
“คอนเนกชัน” ใกล้ชิดกับรัฐบาลทุกชุดและมีกำลังภายในกับบรรดาขุนทหารและขุนนางทรงอิทธิพลเหมือนกำแพงเหล็กที่ใช้ปืนเอ็ม 16 เจาะไม่เข้า ต้องใช้จรวดอาร์พีจีเจาะเกราะเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนายณรงค์ เพชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับเห็นต่างไปว่า
“
การต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ไม่ใช่มีเป้าหมายเพื่อทำลายกลุ่มทุนเก่าอย่างชัดเจน”นายณรงค์ให้สังเกตเรื่องของการเผาอาคารรอบๆ แยกราชประสงค์ ว่าถ้าผู้ชุมนุมต้องการทำลายกลุ่มทุนเก่าจริง เหตุใดอาคารบางแห่งจึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งที่เป็นของกลุ่มทุนที่สืบเชื้อสายกันมายาวนานไม่แพ้ตระกูล
“จิราธิวัฒน์” เจ้าของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์อย่างกรณีของโรงแรมเพรซิเดนท์ และอาคารศูนย์การค้าเกษร ของตระกูล
“ศรีวิกรม์” ที่ถูกแค่เขม่าดำๆ และร่องรอยประกายไฟเพียงเล็กน้อยหรืออาคารรีเจนท์ เฮาส์ แยกสารสิน ของตระกูล
“เตชะไพบูลย์” อีกกลุ่มทุนเก่า ที่ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ กลางสมรภูมิรบขณะที่อาคารอัมรินทร์พลาซ่าและอาคารโรงแรมเอราวัณ ที่เชื่อมโยงกับตระกูล
“วัธนเวคิน” ซึ่งมีคอนเนกชันกับเจ้าสัวหลายคนก็แทบไม่ระคายผิว“
งานนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องของพรรคพวกมากกว่า หรือรู้จักการ์ดเสื้อแดงก็จะไม่ได้รับผลกระทบ” นายณรงค์ ระบุขณะที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เองก็ทราบดีว่า กลุ่มทุนเสื้อแดงมีฤทธิ์เดชร้ายกาจเกินกว่าที่คิดไว้
จึงให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ออกประกาศอายัดธุรกรรมการเงินเครือข่ายแดง 170 รายทันที
งานนี้นายทุนเศรษฐีใหม่หลายคนโดน
“สึนามิ” การเมืองเที่ยวนี้แบบเต็มๆไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม
“ไทยซัมมิต” ของตระกูล“จึงรุ่งเรืองกิจ”กลุ่มเนสท์เล่และไทยน๊อคซ์สตีล ของตระกูล
“มหากิจศิริ”กลุ่มทุนท้องถิ่นอย่างเจ๊เกียว
“สุจินดา เชิดชัย” เป็นต้นส่วนอีกกลุ่มที่ ศอฉ. จับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด คือกลุ่มของนายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
ที่ ศอฉ. สแกนความเคลื่อนไหวว่า อาจจะเชื่อมโยงกับกลุ่มวัดพระธรรมกาย ที่สนับสนุนคนเสื้อแดงแบบไม่เปิดตัวต่อสาธารณชน
ขณะที่ธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ เองก็ถูกตรวจสอบพบความเคลื่อนไหวทางการเงินที่ผิดปกติ
เช่น กรณีของนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ มีการเบิกเงินไปมโหฬารถึง 1,200 ล้านบาท
ศอฉ.ยังจำกัดธุรกรรมของบริษัท เอสซี แอสเสท ซึ่งเป็นฐานทุนที่สำคัญของตระกูลชินวัตร เนื่องจากยังอยู่ในความดูแลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรน้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ
โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ถือเป็นมือไม้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการดูแลพรรคเพื่อไทยอยู่ด้วย ก็เหมือนการโยงธุรกิจและการเมืองกระชับเข้าด้วยกัน
ชัยชนะชั่วคราวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ครั้งนี้จึงดูเหมือนทำให้ทุนทักษิณกระเจิดกระเจิงไปได้ระดับหนึ่ง
ขณะที่ทุนดั้งเดิมที่ถูกเสื้อแดงทุบทำลาย อาจมีแรงฮึดขึ้นมาต่อกรกับฝ่ายตรงข้ามที่ใช้ทุนก้อนใหญ่โจมตีเข้าใส่ แบบไร้รูปแบบมากขึ้น
หนังเรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ ทุนเก่ากำลังถูกลูบคม ขณะที่ทุนใหม่ก็ยังไปไม่ถึงความสำเร็จ
คำตอบอยู่ที่ว่าสังคมไทยจะทนกับอาการขมึงเกลียวนี้ได้เพียงใด!!!







