posttoday
เงินบาทแข็งใกล้2%

เงินบาทแข็งใกล้2%

16 กรกฎาคม 2557

ธปท.ยืนยันยังไม่ก่อปัญหาต่อเศรษฐกิจเอกชนหวั่นหลุด32บาทกระทบส่งออก

ธปท.ยืนยันยังไม่ก่อปัญหาต่อเศรษฐกิจเอกชนหวั่นหลุด32บาทกระทบส่งออก

ครึ่งปีเงินบาทแข็งค่า 1.3% ธปท.ยันยังมีเสถียรภาพไม่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยากให้ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 32 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก ว่า ไม่แน่ใจว่าตามข้อเท็จจริง คสช.พูดตัวเลขหรือไม่ แต่ถ้าติดตามค่าเงินจะทราบดีว่า ธปท.พยายามดูแลค่าเงินให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศอยู่แล้ว

“ในช่วงใดที่มีปัจจัยแวดลอมทำให้ค่าเงินเปลี่ยนแปลงเร็ว ตามหลักเราควรระมัดระวังเรื่องการพูดที่จะมากำหนดอัตี้ราแลกเปลี่ยนว่าควรเป็นเท่านั้นเท่านี้ และเรื่องนี้ส่วนตัวก็ไม่แน่ใจว่าตามข้อเท็จจริงคสช.มีการพูดตัวเลขหรือไม่ แต่ถ้าติดตามค่าเงินจะทราบดีว่าธปท.พยามดูแลค่าเงินให้สอดคล้องกับเศษรฐกิจพื้นฐานของประเทศ และในช่วงใดที่มีปัจจัยแวดลอมทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงไปเร็ว จนอาจจะเป็นปัญหาธปท.จะเข้าไปดูแล เพื่อไม่ให้มีผลกระทบรุนแรง ในครึ่งปีแรกการเคลื่อนไหวของเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐค่อนข้างมีเสถียรภาพ สอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค” นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้เงินบาทเคลื่อนไหวไม่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนของประเทศ แต่ในระยะยาวอยากเห็นภาคส่งออกเติบโตเข้มแข็งด้วยปัจจัยอื่นๆ ไม่ใช่ค่าเงินบาทอย่างเดียว เพราะการนำเข้าน้ำมันหรือสินค้าทุนจะแพง และหากเรายังต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศก็ไม่ควรให้ค่าเงินอ่อนเกินไป และในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเราคงทราบ ส่งออกย่อมอยากได้เงินเหรียญสหรัฐแลกเป็นเงินบาทได้หลายๆบาท แต่ในฝั่งกลับกันผู้นำเข้าต้องนำหลายๆบาทไปซื้อของนำเข้ามา ถ้าต้องนำเข้าสิ่งของสำคัญอย่างพลังงาน และน้ำมัน ต้นทุนนำเข้าก็จะแพง หรือกลุ่มสำคัญอย่างนักลงทุนต่างประเทศ ถ้าเกิดเงินบาทเราอ่อนค่าไม่มีเสถียรภาพ เรายากแต่จะให้เงินบาทอ่อนก็จะเป็นอุปสรรคกับการลงทุนได้ โดยเฉพาะในยามนื้ที่ประเทศไทยต้องการการลงทุน” นายประสารกล่าว

นายประสาร กล่าวว่า ที่สำคัญอีกประการ ถ้าทำให้เงินบาทอ่อน อาจกระทบเรื่องความน่าเชื่อถือ เพราะถ้ามีใครทำให้เงินบาทอ่อนค่ามากกว่าปกติ ก็จะเป็นเซื้อทำให้นักเก็งกำไรนำเงินทุนไหลเข้ามาได้ และถ้าเงินทุนไหลเข้ามามากๆ อาจจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นสวนทางกับสิ่งที่เราอยากเห็นก็ได้ ฉะนั้น ของพวกนี้ต้องทำให้พอดีๆสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจเก็จะดี ซึ่งหลักคิดเหล่านี้ธปท.ก็ได้ใช้เป็นหลักในการดำเนินนโยบาย เพียงแต่หลักการในการดูแลค่าเงินบาท และกลไกการทำงานของเงินบาทนี้ ธปท.ยังไม่เคยรายงานให้ คสช.รับทราบอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ดี ธปท.ขอยืนยันว่าขณะนี้ค่าเงินบาทไม่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและผู้ประกอบการส่งออก แต่อาจจะมีบางครั้งและเกิดชั่วครั้งชั่วคราว เช่น เศรษฐกจการเงินสหรัฐมีอะไรออกมาอาจทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐทอ่อนค่ากว่าปกติก็อาจจจะดึงเงินบาทให้แข็งค่าไปด้วยบ้าง หรือกรณีอินโดนีเซียเลือกตั้งเสร็จ หรืออินเดียที่สามารถจัดการดุลบีเดินสพัดตัวเองดีขึ้นก็มีโอกาสที่ค่าเงินจะโน้มไปในทิศทางแข็งค่าบ้างเป็นครั้งคราว แต่เท่าที่ดูค่าเงินบาทไทยขณะนี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก นโยบายการลงทุนโดยรวม และตลาดการเงินยังมีความเชื่อมั่นในสกุลเงินบาทของไทย

“ธปท.จะพยามดูแลเศรษฐกิจสำคัญให้มีดุลยภาพ ให้เศรษฐกิจรับแรงกระแทกได้ รวมถึงเตรียมเครื่องมือไม้เอาไว้ เผื่อมีอะไรเกิดขึ้นจะได้รับได้ เช่น ดูแลทุนสำรอง เงินทุนเคลื่อน ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันธปท.ค่อนข้างมั่นใจว่าดูแลเศรษฐกิจได้ ส่วนการประชุมร่วมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)และคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน(กนส.)เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมพยามพูดถึงความไม่สมดุลภาคการคลังและอาจเป็นเสี่ยงในอนาคตนั้น เนื่องจากไทยยังจำเป็นต้องใช้งบประมาณอีกจำนวนมากในการปรับปรุงพัฒนาประเทศอีกหลายๆด้าน อาทิ การปรับปรุงด้านสุภาพที่กำลังพูดกันในขณะนี้ การใช้เงินยอกงบประมารที่ใช้กันเยอะ และระดับหนี้ครัวเรือนที่เดินสินเชื่ออุปโภคบริโภคโตสูงถึง 1516% แต่ปัจจุบันก็ชะลอลงแล้วเหลือประมาณ 89% ยังไม่ห่วงแต่ต้องติดตาม” นายประสารกล่าว

ด้าน นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวสรุปภาวะตลาดการเงินไทยในครึ่งแรกปี 2557 ว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทครึ่งปีแรกของปีนี้เทียบกับสิ้นปีก่อนหน้าแข็งค่า 1.3% โดยแข็งค่าสอดคล้องกับภูมิภาค แต่เงินบาทได้ปรับแข็งค่าขึ้นมาอีกใกล้ๆ ระดับ 2% แล้ว เงินบาทมีค่าความผันผวนอยู่ระดับที่ 4.3% ส่วนปัจจัยที่เข้ามากระทบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในครึ่งปีแรกมีทั้งด้านที่ทำให้อ่อนค่าและแข็งค่า

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

“เงินบาทขณะนี้ยังถือว่ามีเสถียรภาพและสอดคล้องกับค่าเงินสกุลในภูมิภาค อย่างไรก็ดีต้องติดตามดูปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลต่อค่าเงินบาทและราคาพันธบัตรในระยะต่อไป คือ ดูปัจจัยภายนอกต้องติดตาม 1.แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศหลัก รวมทั้งจีน 2.ความไม่แน่นอนของทิศทางนโนบายการเงินประเทศหลัก เช่น การปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐที่อาจจะขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดคาด และการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายของยุโรป และ3.ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ยังมีการสู้รบในภูมิภาคต่างๆของโลก นอกจานกี้ปัจจัยภายในประเทศต้องดูความต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทย ทั้งจากอุปสงค์มนประเทศและการส่งออก และความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลอละความสำเร็จในการปฎิรูป” นางจันทวรรณกล่าว

นางจันทวรรณ กล่าวว่า ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอลง ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมแตกต่างกันทำมห้การเคลื่อนไหวเงินสกุลหลักค่อนข้างผันผวน ส่วนสกุลเงินในภูมิภาคมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จากเศรษฐกิจและดุลบัญชีเดิยสะพัดที่ปรับดีขึ้น โดยค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นสอดคล้องกับภูมิภาค ปัจจัยภายนอกลดลง แต่การเมืองในประเทศเกิดความไม่แน่นอนและกดดันเงินบาทเป็นบางช่วง อย่างไรก็ดี เงินทุนเคลื่อนย้ายครึ่งปีแรกไหลออกสุทธิ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ในเดือนมิ.ย.เงินทุนจะกลับมาเป็นเงินทุนไหลเข้าสุทธิ ทั้งนี้ ณสิ้นเดือนมิ.ย.นักลงทุนที่มีถิ่นฐานนอกประเทศ(NR)ถือครองพันธบัตรไทย 6.6 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 9.7% ของมูลค่าพันธบัตรในตลาดรวม ลดลงจาก 7 แสนล้านบาท หรือสัดส่วน 10.34% ของยอดคงค้าง ณ สิ้นปี 2556

ทั้งนี้ นักค้าเงินธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทวันที่ 15 ก.ค.เปิดตลาดที่ระดับ 32.13 บาทต่อเหรียญหสรัฐ เคลื่อนไหวใกล้เคียงกับที่ปิดตลาดวันก่อนที่ 32.11 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ส่งออกหวั่นบาทแข็งหลุด 32 บาท กระทบความสามารถแข่งขันหวังแบงก์ชาติดูแลไม่ให้ผันผวน ชี้ระดับ 3233 บาทหนุนการส่งออก

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผู้ส่งออกกำลังติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้มีการแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าแข็งค่าหลุด 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จะกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย แต่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) คงจะติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทของไทยผันผวนหรือแข็งค่าในระดับที่ผิดปกติ

กลวว กล่าวว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในระยะนี้เป็นผลจากที่มีเงินไหลเข้ามายังภูมิภาคมาก โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย แต่ยังสอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาค อย่างไรก็ดีสิ่งที่เอกชนต้องการเห็นคือไม่อยากให้ค่าเงินผันผวนและแข็งค่าจนเกินไป

“หากเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 3233 บาท/เหรียญสหรัฐ จะเอื้อต่อการส่งออกในครึ่งปีหลังนี้ได้ดี แต่หากหลุด 32 บาท ก็ยอมรับว่าจะกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันการส่งออก” นายวัลลภกล่าว

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ขณะนี้เอกชนกำลังติดตามและมีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทของไทยที่เริ่มแข็งค่าขึ้นโดยยังคงต้องดูว่าจะเป็นการแข็งค่าชั่วคราวหรือไม่ ซึ่งยอมรับว่าหากมีการแข็งค่าถาวรและมีความผันผวนจะกระทบการส่งออกไทยในครึ่งปีหลังได้โดยหากค่าเงินบาทอยู่ระดับปัจจุบันเฉลี่ย 3233 บาทต่อเหรียญสหรัฐ คงไม่มีปัญหาอะไรแต่หากแข็งค่าไปในระดับต่ำกว่า 30 บาทต่อเหรียญฯจุดนี้น่าเป็นห่วงมาก

“เราเองเคยมองว่าค่าเงินบาทของไทยระยะนี้น่าจะอ่อนค่าด้วยซ้ำไปเพราะยังไม่มีปัจจัยใดๆ มาหนุนให้แข็งค่าได้แต่เมื่อแข็งค่าต่อเนื่องมาจากเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าก็ต้องดูว่าเป็นการเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นหรือไม่เรากำลังติดตามใกล้ชิดว่ามันเกิดจากอะไรแน่ซึ่งยอมรับว่าน่าห่วงเพราะการเงินของโลกขณะนี้มีความผันผวนสูง ส่วนการส่งออกนั้นจะขอดูอีกระยะหนึ่งก่อนจึงจะประเมินได้ชัดเจน”นายนพพรกล่าว

นายธนิต โสรัตน์ อดีตรองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า ภาวะเงินบาทที่แข็งค่าขณะนี้เกิดจากภาวะเงินไหลเข้ามามากและมีการเก็งกำไรค่าเงินซึ่งย่อมจะกระทบต่อขีดความสามารถทางการส่งออกของไทยได้เนื่องจากขณะนี้ภาวะส่งออกตลาดหลักๆ ของไทยก็ยังไม่ดีนักแม้กระทั่งตลาดอาเซียนที่กำลังเป็นตลาดเป้าหมาย 5 เดือนแรกก็ติดลบ 5% ขณะที่ส่งออกของไทยโดยรวมติดลบไป 1.2% ซึ่งทั้งปีหากต้องการผลักดันส่งออกให้เป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ที่จะโต 3% จึงเป็นไปได้ค่อนข้างยากเนื่องจาก ทุกเดือนจากนี้ไปไทยจะต้องส่งออกเฉลี่ยให้ได้เดือนละกว่า 2 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้นความเสี่ยงส่งออกไทยจะโตแค่ 1% ก็ยังมีสูง” นายวัลลภ ระบุ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท