
โรดแมป "คสช." กลไกชักใย"ปฏิรูป"
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ก้าวสู่ระยะที่ 2 ตามโรดแมปปฏิรูปฉบับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งจะเริ่มต้นเดินหน้ากระบวนการต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน “กลไก” ที่จะตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ตามกรอบที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ซึ่งน่าจะออกมาบังคับใช้เร็วๆ นี้
กางปฏิทินแล้วรัฐบาลชุดใหม่น่าจะเข้ามาทำหน้าที่ได้ในช่วงเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นการผ่องถ่ายอำนาจจากมือ คสช.มายังรัฐบาลชั่วคราวนี้ และเป็นผู้รับไม้ต่อเดินหน้าขับเคลื่อนการปฏิรูป เพื่อตัดตอนไม่ให้การปฏิรูปครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการดำเนินการของคณะรัฐประหาร จนถูกหยิบยกไปโจมตีต่อต้าน ซ้ำรอยอดีตที่ผ่านมา
แต่แน่นอน “ภาพลักษณ์” ของกองทัพย่อมไม่อาจตัดขาดจากการปฏิรูปได้แบบเบ็ดเสร็จ แม้จะพยายามขยับไปอยู่ “หลังฉาก” ปล่อยให้กลไกที่มีตัวแทนจากแต่ละภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการแล้ว แต่สุดท้ายเลี่ยงไม่ได้ที่ คสช.จะถูกมองว่าเป็นผู้อยู่ “เบื้องหลัง” คอยชักใยให้ทุกอย่างเดินไปตามเส้นทางที่อยากจะให้เป็น
ทั้งนี้ทั้งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. หัวหน้า คสช. ออกตัวชัดเจนผ่านรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ระบุว่า “คสช.” และ “รัฐบาล” มีการตรวจสอบถ่วงดุลกัน การบริหารจะเน้นหนักให้รัฐบาลเป็นผู้บริหารราชการ ด้านความมั่นคงจะเน้นหนักให้ คสช.ดูแลรับผิดชอบ สำหรับความร่วมมือระหว่าง 2 ฝ่าย คือการหารือร่วม ประชุมร่วม แลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลกัน มีการประชุมเมื่อจำเป็น และเสนอแนะข้อพิจารณาต่างๆ ให้รัฐบาลนำไปสู่การปฏิบัติ ในเรื่องอื่นๆ เป็นไปในลักษณะคำแนะนำที่ คสช.จะมีต่อรัฐบาล
คำถามตามมาว่า คำแนะนำของ คสช.นี้มีสภาพเป็น “คำสั่ง” ที่รัฐบาลต้องปฏิบัติตามหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงแค่คำแนะนำเท่านั้น ไม่จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องรับฟังทำตาม เพราะที่มาที่ไปของรัฐบาล สุดท้ายล้วนแต่โยงใยย้อนมาถึง คสช.
ต้องยอมรับว่า คสช.พยายามลดบทบาทของตัวเอง ปล่อยให้กลไกต่างๆ เดินหน้าตามกระบวนการที่กำหนดไว้ไม่ว่าจะเป็น สภาปฏิรูป สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกรอบที่มาที่ไปชัดเจนแล้วเวลานี้
เริ่มตั้งแต่ สภาปฏิรูป 250 คน ส่วนหนึ่งมาจากตัวแทนจากแต่ละจังหวัดเบื้องต้นเลือกมาจังหวัดละ 5 คน รวม 380 คน ก่อนจะเลือกสุดท้ายให้เหลือจังหวัดละ 1 คน คือ 76 คน รวมกับกลุ่มปฏิรูปที่รับสมัครจากทั่วไปอีก 11 กลุ่ม (550 คน) และจะคัดสรรให้เหลือไม่เกิน 250 คน และแบ่งลงกลุ่มต่างๆ ให้ได้ทั้ง 11 กลุ่ม โดยต้องมีส่วนร่วมในทุกๆ กลุ่ม
ในกลุ่มต่างๆ ต้องมีคนทุกภาคส่วนเข้าร่วม กลุ่มที่ 1 กลุ่มการเมือง มีมากไปก็ต้องเฉลี่ยไปยังกลุ่มอื่นๆ ด้วย เพื่อจะได้รับรู้รับทราบโดยทั่วกัน ทั้งหมดจะเป็นผลของการปฏิรูปและนำเสนอสู่ที่ประชุมของสภาปฏิรูป เป็นมติออกมา เสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเสนอไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร
อีกกลไกที่ต้องจับตาคือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 200 คน ซึ่งจะรับหน้าที่กระบวนการเกี่ยวข้องกับกฎหมายทั้งหลายที่ต้องแก้ไข และร่างขึ้นใหม่ ดังนั้นจึงถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการปฏิรูป และแน่นอนว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ทุกอย่างต้องสะดุดลงกลางคัน ย่อมต้องหาหลักประกันสร้างเอกภาพภายในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต้องมีมากพอจะผลักดันกฎหมายไปจนตลอดรอดฝั่ง
สอดรับกับกระแสข่าวว่า มีโควตาสำหรับตัวแทนทหารทั้งที่รับราชการปัจจุบัน รวมไปถึงที่เกษียณอายุไปแล้ว เข้ามานั่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติเกินกว่าครึ่ง เพื่อให้สามารถรวบรวมเสียงข้างมากไม่ให้แตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง
หากส่องดูโรดแมปที่เปิดเผยออกมาบางส่วน จะเห็นว่าบทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือ การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ดังนั้นเมื่อย้อนที่มาที่ไปของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่จะต้องยึดโยงกับ คสช.แล้ว การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่จะมาฟอร์มทีมรัฐบาลในอนาคตย่อมปรากฏเงาของ คสช.ทะมึนครอบงำอยู่เบื้องหลัง
สุดท้ายการที่จะหวังให้ คสช.และรัฐบาล ตรวจสอบถ่วงดุลกันอย่างที่หวังอาจไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อที่มาที่ไปของแต่ละกลไกล้วนยึดโยงผูกไว้ด้วยกัน แม้แต่สภาปฏิรูป 250 คน ที่เหมือนจะเปิดกว้างให้แต่ละภาคส่วนในสังคมคละเคล้ากันมาจากทั่วประเทศ 76 จังหวัด และจากหลากหลายสาขาอาชีพ แต่สุดท้ายก็ต้องส่งประเด็นมติ ข้อเสนอแนวทางการดำเนินการผ่านมายังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
กลไกต่างๆ ที่ คสช.พยายามผลักดันขึ้นมารับหน้าที่กระบวนการปฏิรูป เพื่อสลัดภาพไม่ให้เกี่ยวข้องกับคณะรัฐประหาร จึงไม่อาจทำได้ในทางปฏิบัติ เมื่อสืบสาวไปถึงต้นตอที่มาที่ไป และอำนาจชี้ขาดสุดท้าย ทุกอย่างยังยึดโยงอยู่ภายใต้เงาทะมึนของ คสช.ครอบงำอยู่เบื้องหลัง
กรอบการทำงานระยะที่สองนี้ จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ประเทศชาติและประชาชน จน คสช.ต้องออกมาขอความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ประชาชนทุกพวกทุกฝ่ายต้องรวมใจเป็นหนึ่งเดียวช่วยกันแก้ปัญหาทุกอย่างทุกด้านให้ได้ในช่วงระยะเวลาประมาณ 1 ปี ให้ได้อย่างยั่งยืน
เมื่อทุกอย่างชัดเจนแล้วว่าหากเริ่มต้นเดินหน้าไปท่ามกลางความไม่ยอมรับของคนในสังคม ย่อมเป็นเรื่องยากที่สังคมจะยอมรับผลลัพธ์ที่จะตามมา และอาจทำให้การรัฐประหารต้องสูญเปล่าในที่สุด







