
เอเชียเสี่ยงเผชิญวิกฤตหนี้เอกชนท่วม ฉุดภาคธนาคารเป๋
ถือเป็นข่าวเขย่าขวัญสั่นประสาทบรรดา นักลงทุนทั่วโลกส่งท้ายสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่าง แท้จริง
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ถือเป็นข่าวเขย่าขวัญสั่นประสาทบรรดา นักลงทุนทั่วโลกส่งท้ายสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่าง แท้จริง เมื่อ เอสปิริโต ซานโต กรุ๊ป บริษัทแม่ของธนาคารบังโค เอสปิริโต เซนตา ธนาคาร ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศโปรตุเกส ประกาศขอเลื่อนนัดชำระหนี้พันธบัตรระยะสั้น ขณะที่มีรายงานการพบความผิดปกติของสถานะทางบัญชีของธนาคาร ฉุดหุ้นธนาคารในตลาดเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ดิ่ง 17% จนทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของโปรตุเกสต้องสั่งปิดตลาดหยุดการซื้อขายทันที
แม้ความตื่นตระหนกของนักลงทุนที่วิตกกันว่าปัญหาดังกล่าวจะกลายเป็นประเด็นที่จุดชนวนวิกฤตสภาพคล่องของภาคธนาคารในภูมิภาคยุโรปให้กลับมาลุกลามอีกครั้งครานี้จะหวนกลับคืนสู่สภาวะสงบอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากการเปิดตลาดในวันส่งท้ายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ยุโรปจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในแดนบวกเล็กน้อย โดยเป็น ผลจากการ เล็งเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องภายในของแดนฝอยทองโปรตุเกส ไม่ใช่จุด เริ่มต้นของโดมิโนเหมือนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
กระนั้น ประเด็นเสถียรภาพและสภาพคล่องของธนาคารในโปรตุเกสได้กลายเป็นกระจกสะท้อนภาพรวมที่น่าวิตกของสถานะหนี้ในบรรดาบริษัทในภูมิภาคเอเชียที่มีแต่จะพอกพูนมากยิ่งขึ้นจนน่าหวาดกลัวว่าอาจส่งผลกระเทือนต่อภาคธนาคารให้มีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นได้
กระทั่งกลายเป็นคำถามน่าสงสัยว่า หรือเอเชียจะเผชิญหน้ากับความเสี่ยงเรื่องหนี้แบบโปรตุเกสหรือไม่
วิลฟรายด์ เวอร์สเตรเอท ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอูเลอร์ แอร์เมส บริษัทประกันภัยทางการเงิน ซึ่งเป็นสาขาในเครือของอลิอันซ์ ยักษ์ใหญ่ด้านการประกันภัย ชี้แจงว่า ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่น่าวิตกไม่ใช่ระดับหนี้หรือปริมาณหนี้สินที่เพิ่มขึ้นของแต่ละบริษัทสัญชาติเอเชีย แต่ประเด็นน่าห่วงมากกว่าอยู่ตรงที่งบดุลบัญชีของภาคธนาคารที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้กู้หรือเจ้าหนี้
ต้องเข้าใจก่อนว่า งบดุลของธนาคารนี้ จัดได้ว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะเป็นรายงานที่แสดงสถานะทางการเงินของธนาคารนั้นๆ ว่ามีสินทรัพย์และหนี้สินอยู่เท่าไร ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนและผู้ที่มีบัญชีเงินฝากกับธนาคารดังกล่าวทราบว่าทางธนาคารมีสภาพคล่องดี หรือไม่ ตกอยู่ในความเสี่ยงใดๆ หรือเปล่า
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า หากธนาคาร ในภูมิภาคเอเชียมีปัญหาหนี้เสียมากขึ้นเกินไป หรือรัฐบาลอยู่ในช่วงต้องรัดเข็มขัด เช่น กรณีของจีน จะทำให้ธนาคารจำเป็นต้องจำกัดหรือควบคุมการปล่อยสินเชื่อให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะกลายเป็นบ่วงรัดคอภาคเอกชนของเอเชียในทันที
นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งอธิบายเพิ่มเติมว่า ประเด็นสำคัญที่ห้ามลืมเด็ดขาดก็คือเมื่อธนาคารคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อ ย่อมอาจทำให้บริษัทหลายแห่งขาดสภาพคล่องที่จะส่งผลถึงความสามารถในการชำระหนี้ และเมื่อใดก็ตามที่ธนาคารไม่ยอมหรือให้เงินยากขึ้น เมื่อนั้นบรรดาบริษัทจะมีปัญหาในการเสริมสภาพคล่องของตนเองจนมีความเป็นไปได้อย่างมากที่ต้องเผชิญกับวิกฤตล้มละลาย
ทั้งนี้ ในกรณีของภูมิภาคเอเชีย ปริมาณการกู้หนี้ยืมสินของบรรดาบริษัทเอกชนเริ่มพุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) แสดงให้เห็นว่าการออกตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ในรูปเงินตราต่างประเทศช่วงปี 2010 ถึงช่วงครึ่งปีแรกของปี 2013 ของเอกชนจีนพุ่งสูงขึ้นถึง 133% ขณะที่เอกชนของอินเดียเพิ่มขึ้น 39% และเอกชนของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 21% ส่วนประเทศที่เหลือในเอเชียเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่า 54% โดยการออกหุ้นกู้ส่วนใหญ่นี้หมุนเวียนอยู่ภายในภูมิภาคเอเชียด้วยกันเอง จนเป็นตัวสะท้อนได้ว่าเอเชียมีการซื้อขายระหว่างกันมากขึ้น
ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าปัญหาหนี้สินของโปรตุเกสไม่น่าจะลุกลามไปยังธนาคารประเทศอื่นๆ แต่สำหรับสภาพการณ์ของเอเชีย น่ากลัวว่าภูมิภาคแห่งนี้จะไม่ได้โชคดีเช่นเดียวกับโปรตุเกส
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการธนาคารแสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์ซีเอ็นบีซีระบุว่า ภาคเอกชนของเอเชียมีแนวโน้มจะต้องเผชิญกับ ผลกระทบโดยไม่ได้ตั้งใจจากการปล่อยหุ้นกู้ของประเทศเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียง
ยกตัวอย่างเช่น กรณีท่าเรือชิงเต่าของจีน ที่กำลังดำเนินการสืบสวนอยู่ในขณะนี้ว่ามีการนำเหล็กในโกดังสินค้ามาหมุนเวียนเป็นหลักทรัพย์ประกันเพื่อขอกู้เงินจากธนาคารและสถาบันการค้าต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียหรือไม่ ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำดังกล่าวจริง จะส่งผลให้ธนาคารและองค์กรเหล่านี้ต้องแบกรับภาระการขาดทุนก้อนโตจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เหล่านี้ทันที
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงหลักจากสถานการณ์ข้างต้นไม่ใช่การที่บริษัทผิดนัดชำระหนี้จากการละเมิดกฎด้านหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่เป็นผลกระทบจาก “ปรากฏการณ์โดมิโน” ที่จะส่งผลต่อบรรดาผู้รับเหมารายย่อยและซัพพลายเออร์ ทำให้ไม่ได้รับเงินไปด้วย
ทั้งนี้ แม้ว่าข้อมูลจากอูเลอร์ แอร์เมส จะแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มการล้มละลายของบริษัทสัญชาติเอเชียจะอยู่ในระดับต่ำ โดย ลดต่ำลงจากปี 2007 ถึง 19% ทำให้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับต่ำไปด้วย แต่ทว่าความเสี่ยงในการจ่ายเงินค่าตอบแทน ยังคงถือว่าอยู่ในระดับสูง
นักวิเคราะห์หลายสำนัก รวมถึงเวอร์ส เตรเอท ระบุตรงกันว่า การค้าระหว่างเอเชียด้วยกันเองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมหาศาล ซึ่งหมายความว่าบริษัทส่วนใหญ่กำลังทำการค้ากับพันธมิตรที่ไม่เคยค้าขายด้วยกันมาก่อน เนื่องจากส่วนใหญ่ทำการค้ากับบริษัทตะวันตก ดังนั้นความไม่แน่นอนในการได้รับเงินตอบแทนตรงตามเวลาจึงมีอยู่
สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ต่อให้โอกาสในการเบี้ยวหนี้มีน้อย แต่ความเป็นไปได้ที่จะไม่จ่ายเงินตรงตามกำหนดที่ตกลงกันไว้นั้นมีค่อนข้างมาก ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องของบริษัทที่เกี่ยวข้องนั่นเอง
นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าวิตกจนทำให้เกิดความกังขาว่าภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญความเสี่ยงกับภาวะหนี้สินแบบเดียวกับโปรตุเกสก็คือระดับความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลของบรรดาบริษัทที่จัดทำเป็นรายงานออกมา หรืออาจพูดได้ว่า ข้อมูลการเงินของบริษัทอาจ ไม่ได้รายงานสถานะหนี้ที่แท้จริง
เฟรเดอริก นิวแมนน์ นักเศรษฐศาสตร์จากเอชเอสบีซี ประจำกรุงลอนดอน ระบุว่า ขณะที่บริษัทจดทะเบียนในเอเชียมีอัตราส่วนหนี้สินต่อหลักทรัพย์อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงวิกฤตปี 1997 แต่บรรดาบริษัทขนาดเล็กที่พึ่งพาการกู้เงินจากธนาคารมากกว่าการระดมทุนจากตลาดกลับมีปริมาณหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังไม่สามารถตรวจสอบสถานะหนี้ของบริษัทเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน จนทำให้ยากต่อการประเมินความเสี่ยงหนี้สินที่แท้จริงของบริษัทเหล่านี้
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ทั้งหมดข้างต้น ปัญหาหนี้สินของเอกชนและภาคการเงินการธนาคารในเอเชียจึงมีปัจจัยเป็นไปได้ที่ทำให้นักวิเคราะห์อดวิตกหวาดกลัวไม่ได้ว่าอาจจะกลายเป็นปัญหาเหมือนโปรตุเกส
ทั้งนี้ แม้ว่าความเสี่ยงด้านตลาดสินเชื่อและการกู้ยืมของเอเชียจะยังไม่มีคำตอบที่แน่นอนแน่ชัด แต่ข้อเท็จจริงบริษัทเอกชนและกิจกรรมทางธุรกิจเกือบทั้งหมดของเอเชียยังคงพึ่งพาเงินทุนสภาพคล่องจากการกู้ยืมและธนาคารเพื่อขยายตัวเติบโต ก็ทำให้ความเสี่ยงเรื่องหนี้ของเอเชียยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและจับตาดูอีกยาว







