posttoday
คสช.ลงมือเองยก เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ

คสช.ลงมือเองยก เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติ

15 กรกฎาคม 2557

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยการชูเรื่องการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นวาระแห่งชาติ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มานั่งเป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริมเอสเอ็มอี โดยมีผู้แทนจากทุกส่วนราชการเข้ามาเป็นกรรมการ ถือเป็นการจุดพลุการฟื้นเอสเอ็มอีในช่วงขาลง หลังเจอการเมืองและเศรษฐกิจซบเซาเข้ามากระทบอย่างจังในช่วง 78 เดือนที่ผ่านมา

จากรายงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เรื่องสถานการณ์การดำเนินกิจการของเอสเอ็มอี 4 เดือนแรก ระหว่างเดือนม.ค.เม.ย. พบว่ามียอดเลิกกิจการ 3,731 ราย เพิ่มขึ้น 9.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจที่ยกเลิกสูงสุด คือ กิจการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล รองลงมาคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อพักอาศัย ที่ผู้รับเหมารายเล็กเจ๊งเป็นแถบ เพราะขาดทั้งทุน ขาดทั้งแรงงาน

เป้าหมายของ คสช. ที่ต้องการกู้ชีพเอสเอ็มอีครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เอสเอ็มอีคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีผู้ประกอบการมากกว่า 2.7 ล้านราย กระจายอยู่ทั่วประเทศ คิดเป็น 98.5% ของจำนวนวิสาหกิจรวมทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มภาคการขายส่ง ขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ ภาคบริการ มีจำนวนรวมกันกว่า 2 ล้านราย ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 11.7 ล้านคน คิดเป็น 80.4% ของการจ้างงานรวมทั้งหมด สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 4.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 37% ของอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ (จีดีพี)

ที่ผ่านมารัฐบาลทุกยุคชูยุทธศาสตร์การพัฒนาเอสเอ็มอี เป็นวาระแห่งชาติมาตลอด แต่ยังไม่มีใครทำสำเร็จ เพราะมาตรการที่เสนอมีแต่นามธรรม ทั้งเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเข้าถึงแหล่งเงิน แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถทำได้

ท่าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมเอสเอ็มอี ที่ผ่านมา ยังอยู่ระหว่างการหารือโรดแมปการพัฒนาเอสเอ็มอี ที่ยังไม่ได้ข้อยุติเพราะต้องรอฟังข้อเสนอจากภาคเอกชน โดยเฉพาะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ( กกร. ) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย มีวาระหารือกรอบการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่มีหัวหน้า คสช. เป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรก ในวันที่ 16 ก.ค.นี้ จากการฟังเสียงข้อเสนอภาคเอกชนเบื้องต้นยังคงเป็นมาตรการเดิมๆ การร้องขอในเรื่องเดิมๆ วนเวียนอยู่ในอ่าง

แต่หากครั้งนี้ คสช.ต้องการทำงานให้สำเร็จบรรลุเป้าหมาย คสช.ต้องหาคนมาขับเคลื่อนนโยบายนามธรรมที่ว่านี้ให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นงานช้าง เพราะต้องทำกันแบบรอบด้าน ทั้งปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การลดต้นทุนการผลิต การเข้าถึงสินเชื่อ การพัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพผู้ประกอบการ ที่ต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพใหญ่ เพื่อประชาชนมีความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลต่อกำลังซื้อในกลุ่มเอสเอ็มอีด้วย

จะเห็นว่าการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวที่เป็นปัญหาใหญ่ของแรงงานภาคก่อสร้าง ภาคเกษตร อุตสาหกรรม ยังทำแบบครึ่งๆ กลางๆ แม้จะมีการเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวถึงสิ้นเดือน ก.ค.นี้ แต่ก็จะได้ใบอนุญาตทำงานชั่วคราว 2 เดือนเท่านั้น หลังจากนี้แล้วยังต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติอีกครั้ง เพื่อที่จะได้รับใบอนุญาตทำงาน 1 ปีต่อไปซึ่งหลังจากนี้หากนายจ้างยังไม่พาลูกจ้างมาขึ้นทะเบียนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จึงอาจถูกมองว่าจะเปิดช่องว่างให้คนมีสีหาผลประโยชน์จากธุรกิจออกใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวได้ต่อไป

ส่วนเรื่องการขาดสภาพคล่องของเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งจัดการ เพราะกว่าครึ่งปีที่ผ่านมามีเอสเอ็มอีที่ถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อทั้งจากธนาคารของรัฐและธนาคารพาณิชย์ และจะเห็นมาตลอดในมาตรการของกระทรวงการคลัง จะเขียนไว้สวยหรูเกี่ยวกับธนาคารของรัฐในการช่วยให้คนเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี แต่ในทางปฏิบัติพบว่าทำไม่ได้จริงๆ และกระทรวงการคลังก็ขาดคนมีฝีมือในการกำกับดูแลธนาคารของรัฐ ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังสะสมมานาน

ทำให้เอสเอ็มอีเกือบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์หน้าหงายเมื่อเข้าไปขอสินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) สะท้อนจากยอดสินเชื่อคงค้างไตรมาสแรกอยู่ที่ 9.12 หมื่นล้านบาท หดตัวจากสิ้นปีก่อน 2,200 ล้านบาท เพราะเอสเอ็มอีแบงก์เองก็มีปัญหาหนัก ทั้งเรื่องหนี้เสียกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท ไม่มีกรรมการผู้จัดการมานานเกือบครึ่งปี หากไม่นับเอ็มดีเก่าที่ทำงานได้ไม่ถึงเดือนแล้วก็ถูกปลดออกไป จะถือว่าเอสเอ็มอีแบงก์ขาดหัวเรือใหญ่มานานกว่า 1 ปี ล่าสุดคณะกรรมการธนาคารขอลาออกยกชุด ทำให้ปล่อยสินเชื่อใหม่ไม่ได้ และไม่มีคนเซ็นอนุมัติปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้มีหนี้เสียทยอยตกชั้นเดือนละเป็นพันล้านบาท พนักงานไม่กล้าปล่อยสินเชื่อเพราะกลัวเป็นหนี้เสีย

ทางกระทรวงการคลังเองก็ไม่กล้าใส่เงินเพิ่มทุนอีก 2,000 ล้านบาทให้ แม้จะมีการของบปี 2557 ไว้แล้วก็ตาม ประกอบกับธนาคารเองก็มีปัญหาขาดสภาพคล่อง เพราะไม่สามารถเปิดรับเงินฝากจากรายย่อยได้

ขณะนี้ถือว่าสถานการณ์ของเอสเอ็มอีแบงก์เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ คสช.และกระทรวงการคลังต้องเข้าแก้ไขโดยด่วน และตัดสินใจว่าจะหาประโยชน์อะไรจากธนาคารรัฐแห่งนี้ เพราะหากทิ้งปัญหาไว้นานวันอาจนำไปสู่ความมั่นคงของฐานะทางการเงินได้

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังต้องกำหนดทิศทางการทำงานของธนาคารรัฐให้ชัดเจนว่าภารกิจคืออะไร เพราะการกำหนดยุทธศาสตร์ให้ธนาคารรัฐเติมเต็มช่องว่างทางการเงิน โดยเน้นการให้บริการประชาชนที่เข้าไม่ถึงการบริการทางการเงินเป็นหลักและการใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวด เช่น การตั้งสำรองตามมาตรฐานสากล อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เอสเอ็มอีถูกปฏิเสธการปล่อยกู้จากแบงก์รัฐได้ เพราะธนาคารรัฐที่ฐานะไม่ได้จะกลัวการเป็นหนี้เสีย เพราะไม่ต้องการตั้งสำรองเพิ่ม ทำให้ธนาคารรัฐจะเข้มงวดเรื่องหลักประกันในการขอสินเชื่อมาก เช่น จะขอหลักประกันเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ขณะที่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ไม่มีที่ดิน ใช้วิธีการเช่าที่เป็นสถานประกอบการ ทำให้การขอสินเชื่อก็ไม่ผ่านด่านแรกเสียแล้ว เพราะหลักประกันไม่พอ แม้จะมีหน่วยงานที่เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่ออย่างบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) แต่หากสถาบันการเงินไม่อนุมัติในยกแรกก็ถือว่าหมดสิทธิ

การให้ความช่วยเหลือของ บสย.ก็ยังมีข้อจำกัด เพราะล่าสุดทางสมาคมธนาคารไทยต้องการให้ บสย.เพิ่มการรับภาระการค้ำประกันจาก 15% เป็น 50% โดยร้องให้ภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุนโครงการนี้ แต่ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ขณะที่ค่าธรรมเนียมที่ 1.5% ของ บสย. เมื่อรวมกับภาระดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินคิด ถือว่าเป็นภาระต้นทุนที่สูงเมื่อเทียบกับความสามารถของเอสเอ็มอีที่เพิ่งเริ่มหัดเดินใหม่

ดังนั้นกระทรวงการคลัง ควรปรับบทบาทธนาคารรัฐในการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอี ต้องให้แบงก์รัฐคือที่บ่มเพาะผู้ประกอบการระยะแรกทั้งหมดก่อนที่จะส่งต่อไปยังธนาคารพาณิชย์ และควรแก้เกณฑ์ในการกำกับใหม่เพื่อให้ธนาคารรัฐกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังหนุนการออกกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ หากทำได้ในยุคนี้ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่จะช่วยเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้นแน่นอน

สำหรับเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพให้เอสเอ็มอี เห็นว่าทาง คสช.เห็นชอบเรื่องการเพิ่มบทบาทหน้าที่ของ สสว.ให้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถการันตีได้ว่าจะช่วยเอสเอ็มอีกลุ่มรากหญ้า พวกที่มีอาชีพค้าขาย ซ่อมมอเตอร์ไซค์ ก่อสร้างที่เป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศได้อย่างไร เพราะกลุ่มเป้าหมายการให้ความช่วยของ สสว.ถูกตีกรอบไว้ที่พวกที่มีนวัตกรรมมีไอเดีย ที่สามารถส่งเสริมเป็นเอสเอ็มอีผู้ส่งออกได้

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของการทำโรดแมปฟื้นเอสเอ็มอีฉบับท็อปบู๊ต คือจะทำอย่างไรที่ให้กลุ่มเอสเอ็มอีรากหญ้าทั่วไปเข้าถึงสินเชื่อภายใต้หลักประกันและอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรน และทำอย่างไรในการฟื้นฟูธนาคารของรัฐ คือเอสเอ็มอีแบงก์ให้กลับมาทำหน้าที่ในการปล่อยสินเชื่อเป็นหลักให้เอสเอ็มอีที่ยังไม่แข็งแรงไม่ถูกปฏิเสธปล่อยกู้ และที่สำคัญต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเพื่อเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนให้กลับคืนมาโดยเร็ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท