
ปฏิรูประบบสภา ถึงเวลารื้อ "ข้าราชการ-สส."
ใกล้นับหนึ่งอย่างเป็นทางการเข้าไปทุกทีสำหรับการปฏิรูปประเทศ หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ใกล้นับหนึ่งอย่างเป็นทางการเข้าไปทุกทีสำหรับการปฏิรูปประเทศ หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้าคณะรักษาความ สงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศถึงแนวทางการได้มาซึ่งสภาปฏิรูปจำนวน 250 คน ในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา
หนึ่งในประเด็นที่จะต้องถูกปฏิรูปและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คือ “สภาผู้แทนราษฎร” ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ในเรื่องนี้ “จเร พันธุ์เปรื่อง” เลขาธิการสภาคนใหม่ ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. ได้ให้มุมมองเอาไว้อย่างน่าสนใจ
“จเร” ยืนยันว่าข้าราชการสภาไม่มีการแบ่งสีเสื้อ แต่ก็อาจมีบางคนอินเข้าไป ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ความเป็นข้าราชการจะเชียร์ใครเป็นเรื่องธรรมดา แต่การปฏิบัติราชการมีกฎกติกาที่ต้องทำตาม
“สมัยที่ผมดูแลฝ่ายวิชาการพบว่ามีเจ้าหน้าที่ทำเอกสารประกอบการพิจารณาเสนอขึ้นมาที่ผม บางทีผมก็ดูและก็เรียกเขามาอธิบายว่าจะเขียนอย่างนี้ไม่ได้ ไม่เป็นกลาง มันจะกระเทือน แต่ถ้าคุณเขียนวิเคราะห์ว่าฝ่ายนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร และอีกฝ่ายดีหรือไม่ดีอย่างไร อย่างนี้โอเค แต่ถ้าจะเขียนเข้าข้างฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ถือว่าใช้ไม่ได้”
แสดงว่าปัญหาอาจมาจากที่เจ้าหน้าที่สภาฝ่ายหนึ่งทำงานกับฝ่ายรัฐบาลนานเกินไป และอีกฝ่ายก็ทำงานกับฝ่ายค้านนานเกินไป? จเร อธิบายทันทีว่า “อาจจะใช่ นั่นสิเราถึงต้องพยายามจับมาฝึกอบรมบ่อยๆ คือ ต้องให้ทั้งสองฝ่ายเจอกันบ่อยๆ และทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันแต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ก็มีผลให้แต่ละฝ่ายรับรู้ข้อมูลฝ่ายเดียว ต้องคุยกันบ่อยๆ”
ถึงขั้นต้องมีการสลับตำแหน่งกันหรือไม่? เลขาธิการสภาออกตัวว่า “ก็อาจมีบ้างบางทีอยู่นานๆ มันก็เซ็งเหมือนกัน คนส่วนใหญ่กลัวความเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อหรือไม่ว่าคนที่มีความเจริญก้าวหน้าในทุกสาขาอาชีพเขาไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่คนที่กลัวการเปลี่ยนแปลง คือคนอยู่เฉยๆ ไม่อยากจะขยับเขยื้อนอะไร ข้าราชการเราต้องรับและทันต่อการเปลี่ยนแปลง”
นอกจากไปเรื่องเจ้าหน้าที่และข้าราชการสภาที่ต้องปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงแล้ว เลขาธิการสภาคนใหม่ยังมองอีกว่าระบบอื่นๆ ภายในของสภาก็ควรต้องได้รับการปฏิรูปเช่นกัน โดยเฉพาะระบบการจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่ายงบประมาณภายในหลายเรื่อง ซึ่งที่ผ่านมาถูกเพ่งเล็งอย่างหนัก
“จะว่าเป็นโจทย์ใหญ่ก็ได้ แต่จริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้มีกฎกติกาอยู่แล้ว อย่างการจัดซื้อจัดจ้างก็มีระเบียบขั้นตอนทั้งหมด สำหรับปัญหาที่มีการกล่าวหากันอยู่ในเวลานี้ก็ตรวจสอบกันไปแต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่ามีความผิดจริงก็ต้องดำเนินการตามกติกา”
“อย่างสถานีวิทยุจะต้องมีการพัฒนารายการและจัดทำรายการซึ่งจะต้อง มีการจัดซื้อจ้าง ผมก็ให้นโยบายไปว่า เราต้องนึกอยู่ตลอดเวลาถ้าเกิดเป็น เงินของคุณเองคุณจ้างไหม ถ้าเป็น เงินของคุณเองคุณจะซื้อไหม ถ้า เกิดเรารู้สึกเสียดายเมื่อไหร่ก็อย่าไปทำมัน เพราะอย่างน้อยๆ มันก็เป็นเงินของบ้านเมืองของชาติ อะไรที่ไม่จำเป็นก็ต้องชะลอไว้ก่อน”
สำหรับการปฏิบัติราชการจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศ ข้าราชการต้องอุทิศเวลาพอสมควรในเวลาราชการ การที่จะประชุมอะไรต่ออะไร ที่เป็นกรรมการข้างใน ก็ขอให้ตัดเบี้ยประชุมทั้งหมดและงดการเบิกจ่าย โดยจะเบิกจ่ายให้เฉพาะบุคคลและผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่เชิญเข้ามาเป็นกรรมการ และจะเบิกจ่ายให้เฉพาะกรรมการที่ถูกแต่งตั้งขึ้นตามคำสั่งของรัฐสภา
“ให้ทบทวนโครงการทั้งหมดไม่ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ โดยต้องมาดูว่าจำเป็นต้องทำต่อหรือไม่ ถ้าใครเห็นว่าควรทำต่อก็ขอให้เสนอเข้ามาก็จะอนุมัติเป็นเรื่องๆ ไป ซึ่งการดำเนินการจะไม่ใช่ลักษณะที่สักแต่ทำให้เสร็จๆ แต่ต้องเป็นโครงการที่สามารถใช้ประโยชน์ได้”
“โครงการไหนที่กระทบการดำเนินงานที่ คสช.วางเอาไว้ในเรื่องความสมานฉันท์ก็ขอให้ชะลอเอาไว้ก่อน เข่น โครงการประกวดบทความ หรือโครงการเผยแพร่ประชาธิปไตย รวมไปถึงรายการวิทยุโทรทัศน์ทั้งหลาย ชื่อรายการบางทีอาจล่อแหลม ก็ขอให้ไปปรับมาเพื่อให้ดูว่าเราต้องการที่จะร่วมกันสร้างชาติ ส่วนใหญ่ทุกคนก็เข้าใจอยู่แล้ว”
สำหรับการปฏิรูประบบการได้มาซึ่ง สส. ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงอยู่ในขณะนี้นั้น เลขาธิการสภาแสดงความคิดเห็นแบบอุปมาอุปไมย
“ในสมัยก่อนจะมีคนพูดว่าอยากรู้ว่าประชาชนจังหวัดไหนเป็นอย่างไรให้ดู สส.จังหวัดนั้น เมื่อก่อน สส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง พอไม่สังกัดพรรคการเมืองปรากฏว่าเวลาจะรวมกลุ่มทำอะไรก็ไม่ได้ ผลงานของสภาก็สะเปะสะปะ เสถียรภาพของรัฐบาลก็ไม่มั่นคง แต่พอมายุคสมัยหนึ่งก็บอกกันว่า สส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง การทำงานของ สส.ในสภาก็เริ่มเป็นกลุ่มก้อน เช่น เวลาการเสนอกฎหมายหรือการอภิปราย แต่ต่อมากลายเป็นว่าพรรคการเมืองมีความเข้มแข็งมากและมีปัญหาอย่างที่หลายฝ่ายพูดกัน
การจะปฏิรูปการเมืองในเรื่องนี้ ผมคิดว่าคงต้องถกกันนานพอสมควรเป็นปัญหาของสภาปฏิรูป โดยเฉพาะการกำหนดว่า สส.จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง หรือไม่ ที่สุดแล้วผมว่าคงต้องกลับไปดูประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมาที่ได้สอนเอาไว้ และผมว่าจริงๆ ขึ้นอยู่กับนิสัยคนนิสัยคนไทยด้วยนะ ตราบใดที่คนคิดว่าทำผิดกติกาแล้วเป็นคนเก่งก็จะทำให้เกิดปัญหาอีกเยอะแยะ”
แสดงว่าระบบที่มาของ สส.อาจไม่สำคัญเท่ากับคน? จเร ตอบคำถามสุดท้ายคำถามนี้ว่า “ขึ้นอยู่กับตัวสมาชิกและตัวประชาชนทั้งนั้น ถ้าประชาชนมีคุณภาพ สามารถเลือกวิถีชีวิตในทางที่ถูกต้องได้ เขาก็เลือก สส.ที่ดีได้”







