
แรงต่อไป
ดังที่เห็นกันครับ ว่าตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากความวิตกกังวลจากปัจจัยต่างๆ บ้างก็ตาม
ดังที่เห็นกันครับ ว่าตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากความวิตกกังวลจากปัจจัยต่างๆ บ้างก็ตาม
แต่ปัจจัยลบเหล่านี้ก็เป็นแค่ในระยะสั้น เช่น ปัญหาของวิกฤตธนาคารในโปรตุเกสเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ที่ทำให้หุ้นสหรัฐชะงักตัวไป แต่ในท้ายที่สุดปัญหาดังกล่าวก็เชื่อว่าจะเป็นปัญหาเฉพาะภายในโปรตุเกสที่ไม่น่าจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตธนาคารของยุโรป
ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐยังน่าจะไต่ระดับขึ้นไปได้อีก และเมื่อปิดตลาดปลายปี ดัชนีเอสแอนด์พี500 อาจจะไปปิดได้ถึงระดับ 2,077 จุด ทีเดียว
นักวิเคราะห์ต่างชาติมองว่า ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐนั้นมาจากหลายประการ เช่น ตลาดหุ้นอาจจะอยู่ในช่วงภาวะฟองสบู่ (หรือไม่?) เนื่องจากจะเห็นได้ว่าปัจจัยหรือตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐนั้นในบางครั้งแทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดในระยะยาวแต่อย่างใด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่พอสมควร
แม้กระทั่งปัญหาความรุนแรงทางการเมืองในต่างประเทศ ไม่ว่าจะวิกฤตยูเครน หรือวิกฤตในอิรัก ก็แทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อหุ้นสหรัฐในระยะยาวแต่อย่างใด
นั่นเป็นเพราะว่านักลงทุนส่วนหนึ่งอยู่ในช่วง “กอบโกย” หลังวิกฤตเศรษฐกิจที่ตลาดลงทุนลวงอย่างตลาดหุ้นกลายเป็น “ที่พึ่งสุดท้าย” ของเศรษฐกิจสหรัฐไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากนี้นักลงทุนจะยิ่งจับตาผลดำเนินงานของภาคเอกชนเป็นสำคัญ โดยในช่วงนี้ซึ่งเป็นจุดสตาร์ทของช่วงครึ่งหลังของปี ก็จะเป็นช่วงที่มีผลประกอบการของบรรดาเอกชนสหรัฐเริ่มต้น
แต่กระนั้น ก็พอมีเสียงโต้แย้งว่า เศรษฐกิจในสหรัฐนั้นยังอยู่ในภาวะฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่นัก แล้วผลประกอบการของเอกชนจะดีขึ้นได้อย่างไร
แต่ก็ต้องไม่ลืมเช่นกันว่า เอกชนสหรัฐนั้นไม่ได้ดำเนินการอยู่เฉพาะในสหรัฐเท่านั้น แต่ดำเนินการอยู่ทั่วโลก ดังนั้นการเติบโตทางธุรกิจในตลาดโลกจึงมีผลต่อผลการดำเนินงานของภาคธุรกิจสหรัฐพอสมควร
ในรายงานของเว็บไซต์มันนีซีเอ็นเอ็น ระบุว่า บรรดาบริษัทเอกชนต่างๆ ที่จดทะเบียนอยู่ในดัชนีเอสแอนด์พี500 นั้น น่าจะมีผลประกอบการในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 4.9% ทีเดียวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
และผลประกอบการของภาคเอกชนนี้นั่นเองที่น่าจะเป็นดัชนีชี้วัดแท้จริงที่จะวัดทิศทางของตลาดหุ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ได้เป็นอย่างดีครับ







