posttoday
4ปัจจัยชี้...วิกฤตแบงก์โปรตุเกสไม่ลุกลาม

4ปัจจัยชี้...วิกฤตแบงก์โปรตุเกสไม่ลุกลาม

14 กรกฎาคม 2557

เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา เกิดความโกลาหลในตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างหนัก

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา เกิดความโกลาหลในตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างหนัก หลังจากมีรายงาน บริษัท เอสปิริโต ซานโต ไฟแนนเชียล บริษัทแม่ของธนาคารบังโค เอสปิริโต ซานโต ธนาคารใหญ่อันดับสองของโปรตุเกส ประกาศเลื่อนการจ่ายเงินไถ่ถอนตราสารหนี้ระยะสั้นกับลูกค้าบางส่วน ส่งผลทำให้เกิดความกลัวกันว่ากรณีดังกล่าวจะกลายเป็นห่วงโซ่ดึงให้เกิดการเลื่อนชำระหนี้ในสถาบันการเงินรายอื่นไปด้วย

โดยในวันเดียวกัน หุ้นของธนาคารดังกล่าวดิ่งลงอย่างแรงถึง 17% จนคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของโปรตุเกสตัดสินใจระงับการซื้อขายในวันดังกล่าว และยังส่งผลสร้างความวุ่นวายต่อตลาดทุนหลายแห่งทั่วโลก โดยดัชนีสต๊อกยุโรป 600 ซึ่งเป็นดัชนีกลุ่มธนาคารในยุโรปปรับตัวลง 6.6% ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของฝั่งสหรัฐปรับตัวลดลงเช่นกันที่ 0.4%

นักวิเคราะห์หลายสำนักชี้ว่า สาเหตุที่ตลาดออกอาการตื่นตระหนกกับการเลื่อนนัดชำระหนี้ดังกล่าว เป็นเพราะนักลงทุนยังคงไม่มั่นใจในภาคการเงินของยุโรปที่ยังคงเปราะบางจากผลกระทบของวิกฤตยูโรโซน จึงเป็นที่หวั่นเกรงกันว่ากรณีดังกล่าวอาจทำให้ลุกลามใหญ่โต

อันที่จริง กรณีดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเงินยุโรปอย่างที่เข้าใจกัน หลังจากนั้นตลาดก็ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น จนเข้าสู่ภาวะปกติในวันถัดมา

ซีเอ็นเอ็นมันนีได้เผยแพร่บทความแสดงความเห็นว่า กรณีการเลื่อนนัดชำระหนี้ของธนาคารโปรตุเกสจะไม่ส่งผลกระทบลุกลามใหญ่โตจนเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างแน่นอน โดยให้เหตุผลไว้ 4 ข้อ ดังนี้

1) ปัญหาธนาคาร บังโค เอสปิริโต ซานโต เลื่อนนัดชำระหนี้เป็นเพียงปัญหาภายในของโปรตุเกส ถึงแม้ว่าธนาคารดังกล่าวจะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในโปรตุเกส ทว่ากลับมีทรัพย์สินภาคการเงินคิดเป็นเพียง 20% ของทรัพย์สินภาคการเงินของโปรตุเกสทั้งหมด และคิดเป็น 0.25% สำหรับระดับภาคการเงินในยูโรโซนเท่านั้น

นอกจากนี้ ที่มาของเงินกู้และเงินฝากของธนาคารโปรตุเกสรายนี้ส่วนใหญ่มาจากในประเทศ โดยนักวิเคราะห์จากธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ในเยอรมนีประมาณการว่าคิดเป็นเกือบ 72% ขณะที่เงินกู้จากต่างประเทศมีเพียง 6%

ดังนั้น หากกรณีผิดนัดชำระหนี้ ผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ภายในประเทศ และแทบจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงกับการเงินระหว่างประเทศ

2) รัฐบาลโปรตุเกสได้เข้าจัดการกับปัญหาแล้ว โดยได้จัดการสั่งให้ธนาคารรายใหญ่อันดับสองแห่งนี้ เพิ่มเงินสำรองเผื่อไถ่ถอนอีก 1,000 ล้านยูโร หรือราว 4.3 หมื่นล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและความแข็งแกร่งให้กับธนาคาร

นอกจากนี้ ภาครัฐยังเข้ามากำกับดูแลการจัดการ รวมถึงการแต่งตั้งผู้บริหารของธนาคารแห่งนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดวงจรการบริหารของครอบครัว ซานโต เจ้าของธนาคาร ซึ่งเป็นการรับรองได้ว่า ต่อไปนี้ธนาคารจะมีการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น ขณะเดียวกันภาครัฐยังได้เข้าไปจัดการปฏิรูประบบบริหารและการจัดการอีกด้วย

การเข้าไปปฏิรูปดังกล่าวของรัฐบาลลิสบอน นับเป็นการระงับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตกับเครือบริษัทของ เอสปิริโต ซานโต เลยก็ว่าได้

3) ต้องไม่ลืมว่า นอกจากรัฐบาลลิสบอนแล้ว ยังมีสหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในอีกกลไกการระงับการเกิดวิกฤตทางการเงินที่สำคัญ โดยอียูมีประสบการณ์ในการจัดการกับปัญหาผิดนัดชำระหนี้ที่ลุกลามไปทั่วยุโรปมาแล้ว โดยใช้วิธีการให้เงินกู้เพื่อช่วยเหลือ (เบลเอาต์) ภาคการเงินของธนาคารเหล่านั้นไม่ให้เข้าสู่ภาวะล้มละลาย และเพื่อลดระดับความตื่นตระหนกในตลาดลงในวิกฤตครั้งก่อนๆ

นอกจากนี้ หลังเกิดวิกฤตยูโรโซน บรรดารัฐบาลของกลุ่มในยูโรโซนได้รวมตัวกันจัดตั้งสหภาพธนาคาร เพื่อเป็นกลไกหลักในการระงับการเกิดวิกฤตทางการเงินครั้งต่อไปในอนาคต โดยจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือธนาคารที่มีความเสี่ยงล้มละลายก่อนจะเกิดเป็นวิกฤตลุกลาม

4) โปรตุเกสฟื้นแล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้โปรตุเกสนับเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับวิกฤตหนี้ยูโรโซน ทว่าในปัจจุบันโปรตุเกสได้เลิกพึ่งพาเบลเอาต์จากอียูและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มาได้ 2 เดือนแล้ว กอปรกับมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลลิสบอน ทำให้ในปัจจุบันเศรษฐกิจของโปรตุเกสขยายตัวได้อย่างร้อนแรงอยู่ที่ราว 1.2% เกินค่าเฉลี่ยทั่วไปของยูโรโซน และมีอัตราว่างงานลดลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ รายงานของนักเศรษฐศาสตร์จากเบอเร็นเบิร์กยังแสดงทัศนะเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่า รัฐบาลโปรตุเกสสามารถจัดการกับปัญหาการเงินภายในประเทศได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากภายนอก

ดังนั้น กรณีธนาคารผิดนัดเลื่อนชำระหนี้ของธนาคารโปรตุเกสจะไม่ลุกลามใหญ่โตเช่นเดียวกับวิกฤตหนี้ยูโรโซนอย่างที่คาดกันไว้ตั้งแต่แรก

อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่าภาคการเงินของยูโรโซนยังคงเปราะบางและอ่อนไหวต่อความผันผวนของตลาดโลกอยู่นั่นเอง โดยนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ผู้นำเยอรมนี ได้แสดงความเห็นว่า กรณีปัญหาธนาคารโปรตุเกสเลื่อนชำระหนี้จนส่งผลให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วโลกนั้น นับเป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่ายูโรโซนยังคงมีความเปราะบางอยู่ และรัฐบาลของแต่ละประเทศจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจำกัดเพดานหนี้และการจำกัดสัดส่วนงบประมาณขาดดุล

“กรณีธนาคารโปรตุเกสได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่าเกิดความวุ่นวายในตลาดได้รวดเร็วเพียงใด และความเปราะบางในโครงสร้างของยูโรโซนที่ยังคงอยู่” แมร์เกิล กล่าว

ดังนั้น แม้ว่ากรณีปัญหาธนาคารโปรตุเกสจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และไม่ได้ส่งผลกระทบกระจายในวงกว้างอย่างที่คาดการณ์ไว้ในตอนต้น แต่ก็นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวและความเปราะบางของตลาดโลก

กรณีดังกล่าวจึงเปรียบได้กับสัญญาณเตือนให้รู้ถึงความเป็นไปได้ของปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลหลายประเทศต้องคิดหาหนทางป้องกัน ก่อนจะลุกลามใหญ่โตจนเกินการควบคุม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท