
ระบบอยุติธรรมโดยกฎหมาย...นำมาซึ่งความเสื่อม
กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนก็จะไม่มีผลเป็นที่ยอมรับ เชื่อถือ ศรัทธาในระบบได้
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์/เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
หนึ่งในประเด็นที่จะต้องผลักดันในการปฏิรูปประเทศ คือ “กระบวนการยุติธรรม” ซึ่ง กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ผู้ที่ได้แสดงความจำนงต่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอย้ายตัวเองจากปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็เพื่อจะมาทำงานด้านการปฏิรูปอย่างเต็มที่
กิตติพงษ์ ในฐานะแกนนำเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป หรือ อาร์เอ็นเอ็น ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ถึงแนวคิดในการ|ยกเครื่องกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการปฏิรูปการเมืองอย่างน่าสนใจ
“กระบวนการปฏิรูประบบยุติธรรมจะต้องมีผลลัพธ์เรื่องความเป็นธรรม ความยุติธรรมที่เกี่ยวพันกับความรู้สึกของคนกับผลที่ได้รับ เพราะฉะนั้นปัญหาของบ้านเราคืออยู่ที่หน่วยงานต่างๆ ที่ไม่คุ้นเคยกับการทำงานอย่างเป็นระบบ และการเริ่มต้นการบริหารระบบความยุติธรรมให้เดินไปได้นั้นยาก”
การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในมุมมองกิตติพงษ์ คือ 1.เรื่องความเป็นธรรมพื้นฐาน เพราะประเทศไทยมีหลายเรื่องที่เป็นระบบอยุติธรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย บางเรื่องเป็นเรื่องที่นโยบายสาธารณะไม่มีความเป็นธรรม จนกระทั่งนำมาสู่ความขัดแย้งกับประชาชน ให้ประชาชนออกมาเรียกร้องสิทธิ ออกมาเดินขบวน จนทำให้ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมนั้นทำผิดกฎหมายเสียเอง
2.กระทรวงยุติธรรมจะต้องเข้าไปแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้จบในชุมชน เพราะความขัดแย้งมักเกิดขึ้นจากความบาดหมางเล็กๆ น้อยๆ นำไปสู่การขยายตัวความขัดแย้งที่มากขึ้น หรือถูกเอาเปรียบด้วยคนที่มีความรู้ มีอิทธิพล หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าชุมชนเข้มแข็งและรวมตัวกันในแนวคิดยุติธรรมชุมชน คนกลุ่มนี้จะช่วยได้ตั้งแต่การจัดการความขัดแย้งที่เกิดจากข้อพิพาท การเฝ้าระวังอาชญากรรม การช่วยดูแลผู้เสพยา ฯลฯ
3.กระบวนการในระบบยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล กรมราชทัณฑ์ สถานคุมประพฤติ จะต้องดึงการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวนได้อย่างมีคุณภาพ
“ปัญหาที่พบคือระบบตำรวจ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในเรื่องความเป็นอิสระ หรือมืออาชีพ โดยถ้าหากฝ่ายบริหารทำผิด ดีเอสไอหรือตำรวจจะต้องสามารถเอาผิดได้ ฟ้องร้องได้ แต่จุดอ่อนอยู่ตรงที่กลไกในการแต่งตั้ง และทำให้พ้นจากตำแหน่ง การให้ความดีความชอบ จะต้องออกแบบให้มีดุลยภาพที่ดี ที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม”
กิตติพงษ์ มองต่อไปว่า สำหรับอัยการจะต้องให้เข้ามามีส่วนร่วมกับตำรวจชั้นการสอบสวนให้เป็นไปโดยชอบ ขณะเดียวกัน ต้องดูงานบางเรื่องไม่ให้ทับซ้อนผลประโยชน์ เช่น การเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับบทบาทหน้าที่
“การที่อัยการเข้ามามีบทบาทช่วยในการกลั่นกรองคดี จะช่วยในเรื่องของคดีที่จะนำไปสู่ศาล ให้ศาลมีงานน้อยลง เพราะงานของศาลที่ล้นคือปัญหาใหญ่ในกระบวนการยุติธรรม ศาลเวลานี้ มีคดีเยอะมากเกินไป น่าเห็นใจศาลประเทศไทยทำงานหนักที่สุดในโลก ทั้งที่เป็นผู้ที่มีคุณภาพ ตั้งใจทำงานทุ่มเท
“แต่เมื่องานหนักมากเกินไปอาจทำให้คุณภาพของการพิจารณาพิพากษาได้รับผลกระทบ ถ้าเรายกเครื่องระบบกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้น คดีก็จะนำไปสู่ศาลน้อยลง จัดระบบศาลได้ง่ายขึ้น ศาลชั้นต้นควรพิจารณาคดีให้ละเอียดในระดับหนึ่ง ส่วนศาลระดับสูงขึ้นไป ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ก็สามารถเลือกเรื่องทำได้บ้าง ไม่จำเป็นต้องทำทุกเรื่อง”อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าว
อีกส่วนสำคัญที่ต้องปฏิรูปคือ ราชทัณฑ์ ขณะนี้ในราชทัณฑ์ มีประชากรมากกว่า 3 แสนคน ขณะที่มีพื้นที่รองรับได้ไม่เกิน 1.4-1.8 แสนคน
“เรือนจำเป็นสถานที่ที่อุดมไปด้วยกลุ่มคนที่ไม่ควรจะอยู่ในนั้น ถ้ามองด้านประวัติถูกแบ่งออกเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ซึ่งไม่ได้รับการประกันตัว มีกว่าร้อยละ 30 ส่วนนักโทษยาเสพติดทั้งผู้เสพและผู้ค้ารายย่อยได้เข้าไปจับจองพื้นที่อยู่อย่างน้อย ร้อยละ 60-70 ซึ่งทำให้พื้นที่เหลือไม่พอจะให้คนที่ต้องอยู่ในนั้นยาวๆ เข้าไปอยู่”
เขายอมรับว่าแม้จะอยู่ในตำแหน่งปลัดนานถึง 2 สมัย แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เต็มที่ เนื่องด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีมาโดยตลอด นโยบายที่จะผลักดันอย่างต่อเนื่องต้องเริ่มใหม่อยู่ตลอดเวลา เกิดความชะงักด้านนโยบายตลอดมา
ควรกำหนดโมเดลให้พนักงานสอบสวนหรืออัยการเป็นอย่างไร? กิตติพงษ์ อธิบายว่า ทั่วไประบบที่เป็นสากลจะแยกระหว่างการสืบสวน กับการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งต้องเข้าไปสัมผัสกับคดีกับผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และพยาน แยกออกจากระดับหนึ่งกับผู้ทำสำนวน เพราะผู้ที่เข้าไปใกล้กับคดี อาจจะอินกับเหตุการณ์ หรือผูกพันในคดี
“บางครั้งความเป็นธรรมกับการรับฟังข้อมูลให้รอบด้านอาจจะต้องสัมพันธ์กัน การตรวจสอบในระบบความเป็นสากลพนักงานสืบสวนกับสอบสวนจะต้องมีพื้นฐานทางกฎหมาย จะต้องรู้วิธีการว่าจะทำอย่างไรให้ถูกต้องใช้ได้ตามกฎหมาย สืบสวนกับสอบสวนต้องทำงานร่วมกัน เป็นระบบ ที่มีมาตรฐาน
ไม่ใช่อำนาจมาก แต่ไม่ตรวจสอบ อัยการต้องภาคภูมิในอำนาจที่พร้อมจะทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่ไปภาคภูมิในความเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ถ้าอัยการโดยหลักคดีอาญาที่เป็นผู้รับผิดชอบให้แผ่นดิน ถ้าไม่มีความภาคภูมิเรื่องนี้ก็จะเป็นไปได้ยาก”
ทั้งนี้ มีคำถามว่าต้นน้ำกระบวนการยุติธรรมในการสืบสวนสอบสวนอาจจำเป็นที่พนักงานสอบสวนไม่ต้องเป็นตำรวจ แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือ กิตติพงษ์ ระบุว่า การปฏิรูปตำรวจเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่โมเดลที่ดีที่สุดคือการสร้างความมีส่วนร่วม การจะปฏิรูปตำรวจให้ยั่งยืนต้องปลุกคนในองค์กรให้รักองค์กรและทำงานเพื่อประชาชน
“ไม่ใช่จะไปบอกว่ายกเลิกยศ ยกเลิกโรงเรียนนายร้อย น่าจะต้องพิจารณา หลักประกันการทำหน้าที่ต้องมีอิสระ จะทำอะไรให้ยศมามีส่วนขวางไม่ได้ หรือลดตำรวจที่หัวโตขาลีบ นายพลเยอะไปหมดไม่ได้ทำงานจริง จุดที่ทำประโยชน์ให้ประชาชนอยู่ที่โรงพัก และคนที่มาสัมผัสประชาชนจริงคือนายตำรวจยศนายดาบลงมา ฉะนั้นถ้าดูแลไม่ดีไม่ได้คนที่ได้ศักยภาพ ได้ใจประชาชน ทำงานร่วมประชาชนได้ ซึ่งตำรวจในองค์กรอยากปฏิรูปองค์กรตัวเองเยอะมาก”
ในโอกาสนี้ กิตติพงษ์ยังให้ความเห็นถึงกระแสเรียกร้องให้เพิ่มโทษประหารชีวิตในคดีข่มขืนด้วยว่า หลักความเป็นจริงที่อิงหลักการตามทฤษฎีคือ หลักการทัณฑ์วิทยา ต้องเริ่มต้นจากการลงโทษจริง ขณะเดียวกันต้องไม่ทำลายคุณลักษณะความเป็นมนุษย์ด้วย เพื่อให้ผู้ต้องหาสามารถจะกลับตัวไปพัฒนาตัวเอง และไม่สร้างปัญหาให้กับสังคมอีก
“เข้าใจว่าสังคมมีความโกรธแค้นและมีความเห็นใจเหยื่อ รู้สึกว่าสังคมไม่ปลอดภัย แต่ว่าการที่จะทำให้เหตุการณ์แบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีก ไม่ได้อยู่ที่ความร้ายแรงของการลงโทษอย่างเดียว”
กิตติพงษ์ ย้ำว่า การลงโทษอย่างร้ายแรง โดยให้นำตัวผู้กระทำความผิดไปยิงทิ้งอาจจะก่อให้เกิดความสะใจ
“มีงานวิจัยระบุว่าไม่ได้ส่งผลในการยับยั้งไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่คิดว่าจะถูกจับได้ ดังนั้นความแน่นอนของการถูกจับได้แน่ๆ จะส่งผลมากกว่าอัตราโทษ|ที่หนัก ซึ่งกรณีแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะในรถไฟ น่าจะมีมาตรการป้องกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องทำควบคู่กับการลงโทษอย่างเหมาะสม ซึ่งโทษที่มีอยู่ถือว่าสูงอยู่แล้วประหารชีวิต”กิตติพงษ์ กล่าว
นอกจากนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ก็คือการลดหย่อนผ่อนโทษหรือออกจากคุกในคดีอุกอาจด้วยการติดสินบนเจ้าหน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นพื้นฐานการคอร์รัปชั่น ทั้งหมดนี้อยู่ที่ว่าจะเอาจริงหรือไม่กับการจัดระเบียบเรื่องนี้ ในคดีน้องแก้มจึงเป็นอุทาหรณ์ว่าต้องแก้ปัญหาทั้งระบบตั้งแต่ต้น จะมาแก้ปัญหาจากเรื่องนี้เรื่องเดียวไม่ได้ เพราะไม่นานคนจะไม่สนใจ ปัญหาก็จะถูกละเลยอีก
คนไทยต้องเป็นเจ้าของวาระปฏิรูป
ในฐานะแกนหลักของเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป หรือ อาร์เอ็นเอ็น ที่ได้ขับเคลื่อนประเด็นการปฏิรูปมาอย่างต่อเนื่อง กิตติพงษ์ บอกว่า เครือข่ายพร้อมสนับสนุนการเดินหน้าปรองดองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะเมื่อเทียบกับวิกฤตปัญหาที่มีมายาวนานกับโรดแมประยะแรกเรื่องการปรองดองที่ คสช.ได้วางไว้เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะต้องลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น สร้างความสงบเรียบร้อยก่อน ตรงนี้ไม่สามารถที่จะมองทฤษฎีประชาธิปไตยพื้นฐานได้ เพราะบ้านเราไม่เคารพกติกาพื้นฐานของประชาธิปไตย และมีคนจำนวนหนึ่งตั้งใจบิดเบือนประชาธิปไตยพื้นฐานเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
“ทุกคนต้องอยู่ในกติกาอย่างเหมาะสม เพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เมื่อความสงบเรียบร้อยเดินไปได้จากนั้นก็สู่โหมดการรวบรวมความเห็นของทุกฝ่าย คือเรื่องการทำปฏิรูป โดย คสช.เข้ามาในรูปแบบที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง และเข้ามาเพื่อร่วมหาทางออก โดยพูดคุย ดูเอกสารจากทุกฝ่ายในการทำปฏิรูป แต่ความยากในการออกแบบที่จะทำอย่างไรไม่ให้ไปสู่การจำกัดเสรีภาพ หรือไปใช้มาตรการกดดันมากเกินความสมควร”
กิตติพงษ์ กล่าวอีกว่า อาร์เอ็นเอ็นจะเป็นองค์กรคู่ขนานที่จะสร้างเสริมการปฏิรูปภาครัฐ ช่วยดูทิศทางที่ควรจะเป็น โดยทำหน้าที่อยู่ 2 เรื่อง คือ 1.เป็นเวที หรือแพลทฟอร์ม นำประเด็นที่สังคมสนใจมารวบรวมข้อมูล คิดต่อ และนำเสนอแนวทางที่เหมาะสมต่อสภาปฏิรูป 2.ทำหน้าที่เฝ้าระวัง หรือหมาเฝ้าบ้าน หรือ watch dog แต่เป็นเชิงสร้างสรรค์ คอยติดตามว่าแนวทางการปฏิรูปไปถูกทางหรือยัง มีอะไรควรเสริมหรือไม่
“เพราะการปฏิรูปไม่สามารถที่จะจบได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว หรือจบได้ด้วยที่มีสภาปฏิรูปใน 1 ปี ซึ่งความจริงอาจจะไม่จบ ขณะนี้เริ่มมีการออกแบบองค์กร มีความชัดเจนเรื่องแหล่งทุน มีที่มาโปร่งใส ไม่ถูกกำกับโดยแหล่งทุนใดแหล่งทุนเดียว
“ขณะนี้อาร์เอ็นเอ็น กำลังพยายามช่วย คสช.ทำโจทย์ปฏิรูปประเทศไทย โดยมีประเด็นหลัก คือ การปฏิรูปการเมือง สถาบันการเมือง การได้มาซึ่งอำนาจการเมือง การตรวจสอบการใช้อำนาจ การตรวจสอบประชาธิปไตยทางตรง ที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ความโปร่งใสการให้ทุนทางการเมือง อำนาจที่ได้มาไม่ควรจะเด็ดขาดอย่างเดียว จะต้องมีการทำประชามติ การลงชื่อเข้าร่วม เพราะหากสามารถปฏิรูปการเมืองสำเร็จ เท่ากับเป็นกุญแจที่จะนำไปสู่เรื่องอื่นๆ ได้”
กิตติพงษศ์ ระบุอีกว่า ประเด็นต่อมา การปฏิรูประบบราชการให้เป็นอิสระไม่ถูกครอบงำทางการเมือง ปฏิรูปจิตสำนึกความภาคภูมิใจในชาติ เพราะ 10 ปีที่ผ่านมากระแสโลกาภิวัตน์ กระแสระบบทุน ทำให้ค่านิยมความรักชาติเปลี่ยนไป ดังนั้น ต้องช่วยกันตั้งเป้าว่าประชาชนคนไทยต้องเป็นเจ้าของวาระการปฏิรูป ให้การปฏิรูปได้ลงลึกไปพูดคุยในระดับชุมชน ให้มีความหวังร่วมกันในการแก้ปัญหาความผิดพลาดในอดีต
“ฉะนั้นการปฏิรูปครั้งนี้เป้าหมายหรือผลลัพธ์ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด แต่กระบวนการเดินไปสู่เป้าหมายสำคัญเช่นกัน ต้องไปศึกษาว่าในอดีตตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เกิดความผิดพลาดอะไรที่ทำให้เราต้องฆ่ากัน เราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด อย่าจบการปฏิรูปครั้งนี้ด้วยการมีกฎหมายเพียงไม่กี่ฉบับ เพราะจะไม่จบ กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนก็จะไม่มีผลเป็นที่ยอมรับ เชื่อถือศรัทธาในระบบได้”
สำหรับข้อกังวลที่ว่าบรรยากาศในช่วงการยึดอำนาจจะเอื้อต่อการปฏิรูปมากน้อยแค่ไหน กิตติพงษ์ เห็นว่า ประเทศต้องมาถึงจุดนี้ เกิดปัญหาการแตกแยก ความรุนแรง เกิดการต่อสู้ที่สะสมมาหลายปี การที่ไม่ถอยของทุกฝ่ายจนนำมาสู่ความเสียหายและสร้างผลกระทบอย่างหนัก กระทั่งกองทัพเข้ายึดอำนาจ หาก คสช.เข้ามาตั้งใจทำดีถือว่าเป็นการเสียสละเข้ามาทำงาน แต่จะทำอย่างไรให้นำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง
ผมมีครอบครัวที่ดี...ไม่ทะเยอทะยาน
เป็นหนึ่งในจำนวนข้าราชการระดับสูงจำนวนมากที่ต้องย้ายออกจากตำแหน่ง แต่กรณีของ กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ต้องมาพ้นจากเก้าอี้ปลัดกระทรวงยุติธรรม เพราะเจ้าตัวเป็นผู้ร้องขอไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี หลังจากเห็นว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งระดับ 11 ที่กระทรวงยุติธรรม มาครบ 2 วาระแล้ว อีกทั้งยังต้องการจะมีเวลาในการทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูปในฐานะแกนหลักของเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป หรืออาร์เอ็นเอ็น
“ผมไม่เข้าใจจริงๆ การที่ผมขอย้ายมาเป็นที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำแปลกตรงไหน มีแต่คนสงสัย เรื่องนี้ไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือซ่อนเร้นจริงๆ แม้หลายคนจะบอกว่าตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ไม่มีงานทำก็ตาม แต่ผมก็รู้สึกแฮปปี้ดี”
กิตติพงษ์ เติบโตมาจากอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นมือกฎหมายทำงานร่วมกับ คณิต ณ นคร ก่อนจะถูกโอนย้ายมารับราชการที่กระทรวงยุติธรรม
“ช่วงที่ย้ายจากอัยการมาสังกัดกระทรวงยุติธรรมถูกคู่ชีวิตแซว เพราะเงินเดือนลดไปครึ่งหนึ่ง “ภรรยาบอกว่าเธอมีแต่คนที่เป็นราชการต้องก้าวหน้าเจริญขึ้น แต่ทำไมเธอเงินเดือนลดลงล่ะ แต่ผมโชคดีที่มีครอบครัวที่เข้าใจกัน สนับสนุนกัน เรื่องการทำงานผมมองว่าอยากทำก็ทำ แต่จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่รู้” กิตติพงษ์ เล่าแบบขำๆ
กิตติพงษ์ มุ่งมั่นให้งานที่รับผิดชอบจะต้องตอบโจทย์ว่าตัวเองอยากทำอะไร การตัดสินใจย้ายสังกัดไม่ได้คิดว่าจะต้องมาเป็นปลัดกระทรวง แต่ผลงานที่ประจักษ์กิตติพงษ์ก็ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในที่ทำงานใหม่ด้วยวัยเพียง 49 ปี
“แต่ที่ทำไปไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าที่ควรและรู้สึกเสียดายโอกาส ที่ผ่านมาไม่ได้พอใจกับการทำหน้าที่ตรงนั้น เราต้องมานั่งเสียเวลาไปกับการจัดการความขัดแย้งในองค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เปลี่ยนรัฐบาลทีก็มีเพื่อนๆ น้องๆ ที่รู้สึกขมขื่นมากในทางการเมือง เราต้องพยายามหาทางประทังบรรยากาศการทำงานให้ทุกคนสามารถอยู่ได้ ดังนั้นเรื่องการจัดการความขัดแย้งในองค์กร จึงเป็นเรื่องหลักในการทำงานไปโดยปริยาย”
“ผมชอบเปรียบเทียบว่าการทำงานเปรียบเหมือนตำแหน่งวาทยกร ซึ่งเป็นคนกำกับเพลง ทั้งๆ ที่ไม่ทราบว่านักดนตรีหลับไปบ้างหรือเปล่า แต่หน้าที่เราคือการเป็นนักวาทยกรที่ดีจะต้องสามารถดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของนักดนตรีออกมาให้ได้ และทำให้นักดนตรีเล่นไปในทิศทางเดียวกัน การเป็นปลัดกระทรวงก็เช่นเดียวกันที่ต้องดึงศักยภาพเพื่อนร่วมงาน ข้าราชการในกระทรวงออกมาให้ได้”
กิตติพงษ์ กล่าวย้ำเจตนารมณ์ว่า การขอมานั่งที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการการประจำก็เพื่อต้องการเข้ามาทำงานเรื่องการปฏิรูปให้เต็มที่ เพราะตัวเองมีบทบาทเรื่องการปฏิรูปผ่านทางเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป หรืออาร์เอ็นเอ็น อยู่แล้ว
“เมื่อผมทำเป็นอยู่เรื่องเดียว ผมก็อยากทำให้เต็มที่ ผมอยากเต็มที่กับมัน ที่ผ่านมามีโอกาสได้ช่วยเรื่องปฏิรูปผ่าน คสช. โดยประสานงานผ่าน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมว่ามีความประสงค์อยากทำเรื่องการปฏิรูป โดยผ่านเครือข่ายสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยและอาร์เอ็นเอ็น ตรงนี้ผมพอใจแล้ว ส่วนตัวไม่ได้มีความปรารถนา หรือทะเยอทะยานอยากไปทำอย่างอื่นเลย”
อีกด้านหนึ่งขณะนั่งเป็นปลัดกระทรวงกิตติพงษ์ยังทำหน้าที่รักษาการประธานคณะกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ (สธท.) ซึ่งเป็นพระราชดำริของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ในการจัดตั้งขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ ซึ่งใน 1-2 ปีนี้ จะต้องยกระดับให้เป็นองค์กรเครือข่ายสหประชาชาติ เพราะพระองค์ภาได้ทรงผลักดันกฎการปฏิบัติดังกล่าวจนประสบความสำเร็จก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลก และได้รับความยอมรับจากสหประชาชาติในชื่อที่เรียกว่า ข้อกำหนดกรุงเทพฯ (Bangkok Rules)
นอกจากบทบาทหัวหน้าส่วนราชการ กิตติพงษ์ยังเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ยึดหลักพอเพียง และกล่าวชื่นชมถึงภรรยา คือ ศริยา กิตยารักษ์ ด้วยความทราบซึ้งในฐานะแม่ของลูกที่เสียสละเพื่อครอบครัว
“การดูแลครอบครัวต้องไม่ให้ลำบาก ถ้าเราไปเปรียบเทียบว่าชีวิตต้องดีที่สุด หรูหราที่สุด ชีวิตเราต้องไปอยู่กับวัตถุเราก็คงอยู่กับความรู้สึกแบบคงไม่มีวันพอสักที แต่ผมโชคดีมีครอบครัวที่ดี ไม่ต้องไปกัดก้อนเกลือกิน และชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันกับใคร”
“ถ้าเราพอใจในการใช้ชีวิตแบบพออยู่ได้ ไม่ได้ลำบาก เราก็จะมีความสุข แฮปปี้กับมันไปทุกวัน เช่นเดียวกันกับเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน การยอมรับหรือไม่ยอมรับขึ้นอยู่กับผลงานความพอใจของเรา ถ้าเราพอใจกับสิ่งที่เรามี เราเป็น เราทำก็โอเค”
“ผมโชคดีที่ได้ภรรยาคนนี้ เรามีลูกผู้หญิง 2 ชาย 1 คน (กันต์รวี กันต์นภัส ศรณ์กิติ์ กิตยารักษ์) ภรรยาผมถือว่าเสียสละมากที่ออกมาเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัว เพราะเขามีทั้งการศึกษาจบรัฐศาสตร์จุฬาฯ เกียรตินิยม จบต่างประเทศ เป็นนักบริหาร ทำงานแบงก์ก็ประสบความสำเร็จแต่เมื่อถึงเวลาเรามานั่งคุยกันว่าเมื่อมีลูก 3 คน ถ้าผมต้องกังวลเรื่องครอบครัวเป็นห่วงลูกๆ คงทำงานได้ไม่เต็มที่ เราจึงต้องมาวางแผนร่วมกันว่าจะทำอย่างไร ซึ่งภรรยาก็ต้องมาทำหน้าที่เป็นแม่บ้านอย่างเดียว เพราะเราเป็นผู้ชายจะมารับหน้าที่ตรงนี้คงไม่ใช่ แต่ถ้าจำเป็นผมก็สามารถทำได้”
“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาต้องยอมรับกับความเสียสละของภรรยามาก เพราะงานบ้านเป็นงานที่เต็มเวลา มีความเครียดค่อนข้างสูง การที่ครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงลูกให้ได้ดีสักคนหนึ่งถือว่ายากมาก ผมโชคดีที่ภรรยาเลี้ยงลูก ดูแลครอบครัวได้เป็นอย่างดี ทำให้ผมทำงานได้อย่างสบายใจ และไม่เคยต้องกังวลอะไรเลย”
หัวหน้าครอบครัวกิตยารักษ์ เล่าถึงลูกๆ ด้วยความภูมิใจว่า ส่วนลูกสาวคนโต เพิ่งเรียนจบคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเมื่อตอนเด็กๆ เขามักจะบอกว่า เรียนอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่กฎหมาย เพราะเขาจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ชอบทำกิจกรรมทั้ง เชียร์ลีดเดอร์ เป็นตัวแทนไปประชุมกับอาเซียน ทำกิจกรรมทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่ก็เขาสามารถเรียนได้ดี”
“แต่ความตั้งใจของเขาคือคงไม่อยากเดินตามพ่อเท่าไหร่ และก็ไม่ชอบให้เราไปยุ่งอะไรมาก ถ้ารู้ว่าไปฝากงานอะไรรับรองจะโกรธตายแน่ๆ ตอนนี้เขาทำงานแล้วเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายที่เบเคอร์ แอนด์ แมคเคนซี เป็นคนทำงานหนัก ออกจากบ้านแต่เช้ากลับดึก ห้าทุ่มเที่ยงคืน ถ้าวันไหนกลับสี่ทุ่มทุกคนในบ้านจะต้องปรบมือให้
“โชคดีที่ผมเองก็ทำงานค่อนข้างดึก เลยมีเวลาได้เจอกันบ้าง ส่วนคนที่ 2 เรียนแพทย์รามา อยู่ปี 2 คนที่ 3 เรียนไฮสกูลอยู่ที่ออสเตรเลีย ทุกอย่างชีวิตผมตอนนี้ถือว่าโอเคเป็นครอบครัวธรรมดาที่มีความสุขดี”
สำหรับผู้เป็นพ่อ กิตติพงษ์เองก็มีความภาคภูมิใจในหน้าที่การงานที่ตัวเองทำมา และเมื่อช่วงปี 2543 เขาได้รับรางวัลเอกบุรุษ เป็นรางวัลของสถาบันส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถือเป็นรางวัลที่เจ้าตัวภูมิใจมากรางวัลหนึ่ง
ชีวิตราชการที่เหลืออีก 4 ปี จากนี้คงเป็นเรื่องอนาคต โดยเขาย้ำว่าไม่ได้คาดหวังตำแหน่งอื่นใดอีก ไม่ว่าตำแหน่งราชการหรือตำแหน่งทางการเมือง เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับโอกาสและจังหวะเวลาเป็นตัวกำหนด







