posttoday
กงล้อประวัติศาสตร์ (4)

กงล้อประวัติศาสตร์ (4)

13 กรกฎาคม 2557

สำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุครัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ได้ให้การยกย่องเชิดชู

สำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุครัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ได้ให้การยกย่องเชิดชู ส่งเสริมและสนับสนุนในทุกๆ ทางด้วย จอมพลสฤษดิ์ได้แสดงออกซึ่งความจงรักภักดีอย่างจริงแท้มาตลอดนับตั้งแต่วันที่ทำรัฐประหารครั้งแรก วิเคราะห์กันว่า แม้ว่าจอมพลสฤษดิ์จะสร้างบารมี อำนาจถึงขนาดว่าเป็นพ่อขุนที่ไม่ต่างไปจากพระมหากษัตริย์ในยุคโบราณก็ตาม แต่จอมพลสฤษดิ์ก็ระมัดระวังอยู่เสมอมิให้ไปเทียบกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คนไทยทั่วไปจงรักภักดี จอมพลสฤษดิ์ตระหนักดีว่าองค์พระมหากษัตริย์คือตัวแทนอธิปไตยและความรุ่งเรืองของชาติ อีกทั้งยังทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเคารพอันสูงสุดในความรู้สึกของคนไทยด้วย

ดังจะเห็นได้จากคำประกาศของจอมพลสฤษดิ์ตั้งแต่วันแรกของการปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2501 ที่ว่า

“คณะปฏิวัติจะคงดำเนินการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ และเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะอยู่เสมอ การยึดอำนาจครั้งนี้ก็เพื่อรักษาสถาบันที่มีพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดถึงองคมนตรีให้ได้รับการอารักขาจากคณะปฏิวัติอย่างปลอดภัยทุกประการ”

หลังจากนั้นในโอกาสครบรอบหนึ่งปีของการปฏิวัติ คือ วันที่ 20 ต.ค. 2502 จอมพลสฤษดิ์ยังได้กล่าวปราศรัยกับประชาชนเพื่อตอกย้ำถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ว่า

“ข้าพเจ้าเข้าใจว่าในชั่วเวลาอันสั้นเพียง 1 ปีนี้ เราได้สร้างเสริมป้อมปราการอันมั่นคงสำหรับป้องกันภัยคอมมิวนิสต์ องค์พระมหากษัตริย์ได้รับการเชิดชูบูชา และทรงบำเพ็ญทศพิธราชธรรมได้สะดวกกว่าเมื่อก่อนการปฏิวัติ เรื่องหมิ่นประมาทพระบรมเดชานุภาพ เรื่องลบหลู่ฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะขององค์พระมหากษัตริย์ จะไม่สามารถมีขึ้นในระยะปฏิวัตินี้”

กงล้อประวัติศาสตร์ (4)

 

นอกจากนี้ ในการถวายสัตย์ปฏิญาณและคำกราบบังคมทูลในพิธีสวนสนามของกองทหารรักษาพระองค์ จอมพลสฤษดิ์ได้กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณที่แสดงให้เห็นถึงความเคารพเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างสูงสุดเช่นเดียวกัน ดังนี้

“...เป็นที่ประจักษ์แจ้งกันทั่วไปทั้งภายในและภายนอกประเทศ สำหรับในด้านการบริหารประเทศว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงบำเพ็ญทศพิธราชธรรม และทรงดำรงอยู่ในฐานะพระประมุขที่ล้ำเลิศของประเทศชาติ ทรงสามารถหยั่งเห็นการณ์ไกล และมีพระราชหฤทัยมุ่งหวังความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมืองอย่างแท้จริง หนึ่งปีผ่านมาในระยะปฏิวัติ ได้พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่การปฏิบัติงานของรัฐบาล... ในด้านประชาชนนั้นก็มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดทูนใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทไว้ในหัวใจเป็นอย่างมากที่สุด ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงมีพระราชจริยวัตรที่ควรเคารพบูชาจริงๆ... อาจยืนยันได้ว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ประชาชนเคารพรักจากดวงใจอันแท้จริงอีกพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์... ข้าพระพุทธเจ้าสามารถกราบบังคมทูลด้วยความแน่ใจว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงเป็นขวัญใจชีวิตของทหารทั้งมวล และทุกคนพร้อมที่จะถวายเลือดเนื้อและชีวิตเป็นราชพลี...”

“...ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยอันยาวนานที่ผ่านมา ย่อมเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปแล้วว่า องค์พระมหากษัตริย์ไทยในทุกยุคทุกสมัย ได้ทรงเป็นศูนย์รวมทางจิตใจและผู้นำอย่างสำคัญต่อการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติ ตลอดจนการต่อสู้เพื่อป้องกันเอกราชมาอย่างดียิ่ง ด้วยเหตุนี้การมีพระมหากษัตริย์กับชาติไทยจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกจากกันได้เป็นอันขาด และคนไทยทั้งชาติก็ได้ยึดมั่นเป็นประเพณีสืบเนื่องกันมาว่า พระมหากษัตริย์นั้น คือ องค์พระประมุขของชาติที่สำคัญ และทรงเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของตนที่ทุกคนจักต้องถวายความจงรักภักดีให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ความจงรักภักดีดังที่ข้าพระพุทธเจ้าได้กราบบังคมทูลมา ได้ทวีสูงยิ่งขึ้นจนนับว่าเป็นประวัติการณ์ เป็นเหตุให้ชาติไทยได้รับความสำเร็จในการสมัครสมานความสามัคคีให้มีขึ้นในหมู่ประชาชนพลเมืองจนเป็นผลอย่างดีเลิศ และความสามัคคีนี้นับว่ามีความสำคัญมากที่สุดที่จะทำให้รัฐบาลสามารถพัฒนาการประเทศได้สำเร็จเป็นลำดับไป แม้ว่าจะเป็นในสมัยที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ก็ปรากฏว่าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจที่อำนวยประโยชน์ให้แก่การบริหารแผ่นดินไว้มากมายหลายสิ่งหลายประการ อาทิเช่น ในด้านการเสริมสร้างสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างประเทศ... ในด้านการกุศลสงเคราะห์ การศึกษา และการรักษาวัฒนธรรมที่เป็นจารีตประเพณีอันดีงามของชาติ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทก็ได้ทรงมีพระราชปฏิปทา ช่วยชักนำเป็นแบบอย่าง จนเป็นที่นิยมยินดีกระทำตามกันในหมู่พสกนิกรโดยทั่วไปอย่างน่าปลาบปลื้มใจเป็นที่สุด... โดยเฉพาะในด้านการทหารของชาติด้วยแล้ว ข้าพระพุทธเจ้ากล้ากราบบังคมทูลพระกรุณาด้วยความมั่นใจเป็นที่สุดได้ว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงเป็นทั้งขวัญชีวิตและจิตใจของทหารแห่งชาติอย่างไม่มีสิ่งอื่นใดมาเสมอเหมือนได้ การที่ได้เสด็จพระราชดำเนินมาปรากฏพระองค์ต่อหน้าแถวทหารรักษาพระองค์ในครั้งนี้ ได้สร้างความปีติยินดีและประทับใจให้ทหารทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ข้าพระพุทธเจ้าและเหล่าทหารรักษาพระองค์ทุกคน ขอถวายสัตย์ปฏิญาณตนเฉพาะพระพักตร์ด้วยความจงรักภักดีเป็นที่สุดว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจักยอมตายเพื่อรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพ ทั้งจะประพฤติปฏิบัติตนจนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และจะยึดมั่นในการที่ว่า องค์พระมหากษัตริย์กับชาตินั้นจะต้องแยกจากกันไม่ได้เป็นอันขาด...”

“...ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอถวายสัจวาจาว่าจะมั่นคงในความจงรักภักดีโดยไม่มีวันเสื่อมคลาย จะสละชีวิตและเลือดเนื้อเป็นราชพลี จะต่อสู้อริราชไพรีพิทักษ์รักษาราชบัลลังก์จนชีวิตหาไม่ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะยึดมั่นในหลักการว่าชาติกับองค์พระมหากษัตริย์นั้นต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะแยกกันมิได้...”

ยุคของจอมพลสฤษดิ์จึงเป็นยุคที่จะได้เห็นความพยายามอย่างมากที่จะยกย่องเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เคยถูกลดความสำคัญลงมานับตั้งแต่ช่วงปีหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ให้กลับรุ่งเรืองมั่นคงขึ้นอีกครั้ง

ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นรัฐบาลที่พยายามจะขัดขวางมิให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระราชอำนาจหรือว่าทรงแสดงกิจกรรมในทางที่รัฐบาลเห็นว่าจะลดความสำคัญของรัฐบาลลงไป ในยุคจอมพลสฤษดิ์อาจกล่าวได้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นอย่างมาก และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถาบันหลักแห่งนี้ ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างเด่นชัดจนกลายเป็นสถาบันสูงสุดทั้งในทางสังคมและความมั่นคงของไทยโดยรวม

นอกจากในทางสังคมและความมั่นคงที่จอมพลสฤษดิ์หวังพึ่งพระบารมีอย่างจริงจังแล้ว ในฐานะทหารที่ศึกษาอยู่แต่ภายในประเทศมาตลอด และทั้งยังเคยได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นราชองครักษ์เวรประจำการอยู่ในหน่วยรักษาพระองค์มาก่อน ปฏิเสธไม่ได้ว่าจอมพลสฤษดิ์ย่อมเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีอย่างจริงใจในสถาบันหลักชาติ และยังได้พยายามที่จะใช้นโยบายเชิดชูพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้กลับมาสูงเด่นเป็นความสง่างามและความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

ในยุครัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสามารถที่จะทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ ได้อย่างมากมายแล้ว ยังได้มีการรื้อฟื้นพระราชพิธีหลายอย่างที่ได้ถูกยกเลิกไปแล้วเมื่อสมัยจอมพล ป. ให้กลับมาใหม่อีก เช่น พระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีทอดพระกฐินทางชลมารค และพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินโดยพยุหยาตราทางสถลมารค เป็นต้น นอกจากนี้ที่สำคัญการเปลี่ยนวันชาติจากเดิมคือ วันที่ 24 มิ.ย. มาเป็นวันที่ 5 ธ.ค. เพื่อให้ตรงกับเฉลิมพระชนมพรรษาก็เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์นี้

ในด้านการทหารรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ได้ถวายพระเกียรติให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นนายพันเอกพิเศษของกรมทหารราบที่ 21 ที่ได้ถูกโอนเข้ามาทำหน้าที่ทหารรักษาพระองค์โดยเฉพาะ ทั้งจอมพลสฤษดิ์ยังได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงรับตำแหน่งกิตติมศักดิ์ เป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยทหารบก ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 11 กรมทหารม้าที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 และกรมทหารช่างที่ 1 ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกองทหารรักษาพระองค์ทั้งสิ้น

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน