
มหากาพย์โคตรโกงข้าว
ใครโกงชาวนาขอให้มันไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ตอนเด็กๆ ผู้เขียนเคยทำนาอยู่ 3-4 ปี
ใครโกงชาวนาขอให้มันไม่มีแผ่นดินจะอยู่
ตอนเด็กๆ ผู้เขียนเคยทำนาอยู่ 3-4 ปี และทุกวันนี้ยังมีญาติพี่น้องอีกหลายคนที่ยังทำนาอยู่ เขาเหล่านี้คือ “ผู้ขี่ควายคอนกล้า” อย่างคำผญา (ปรัชญา) อีสานที่ว่า “ถ้าได้ขี่ช้างห่ม กั้นร่มเป็นพระยา ก็อย่าลืมชาวนา ผู้ขี่ควายคอนกล้า” แปลเป็นไทยว่า “ได้ดีแล้วอย่าลืมพี่น้องชาวนา” จึงอยากจะบอกว่าถึงเวลานี้พวกเขาก็ยังมีชีวิตที่น่าสงสารมาก แม้โลกนี้จะเจริญขึ้นมากก็ตาม
จากประสบการณ์ส่วนตัว พอจะพิจารณาได้ว่าความทุกข์ยากของชาวนาขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า “4 ปัญหา 5 ปัจจัย” หรือ 4 สภาพปัญหา และ 5 สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว
เริ่มจาก “ปัญหา” ซึ่งมีอยู่ 4 เรื่องหลัก โดยถ้าเป็นสมัยก่อนจะมองไปที่ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นหลัก จึงระบุถึงปัญหานี้เพียง 3 เรื่อง คือ “โง่ จน เจ็บ” แต่เมื่อถึงยุคที่คนไทยตื่นตัว มีความสนใจในเรื่องสิทธิและการมีส่วนร่วมมากขึ้น จึงพบปัญหาเพิ่มอีกอย่างหนึ่งว่า เพราะสังคมไทยเต็มไปด้วยอภิสิทธิ์ชน เราจึงไม่เจริญ ที่ผู้เขียนเรียกว่า “กระจอก”
ชาวนาจึงเป็นชนชั้น “กระจอก” กลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศ และน่าจะเป็นต้นเหตุของปัญหา “โง่ จน เจ็บ” ที่ข้าราชการไทยในอดีตปักป้ายเป็นแบรนด์เนมของชนชั้นรากหญ้าเหล่านี้ เพราะว่าคนเหล่านี้ถูกเอารัดเอาเปรียบมาตลอด ไร้สิทธิไร้เสียงในการปกป้องตนเอง อย่างที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ไม่เห็นหัว” อันทำให้พลังของคนเหล่านี้ระเบิดออกมา เพื่อให้ “เห็นหัว” เขาบ้าง
ส่วน “5 สาเหตุ” ก็ประกอบด้วย หนึ่งคือที่ดิน โดยเฉพาะปัญหาของชาวนาจำนวนมากไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง เพราะต้องขายที่ขายทางเพื่อถีบตัวเองหนีออกจากอาชีพนี้ หรือไม่ก็ถูกพ่อค้านายทุนผู้มีอิทธิพลเอารัดเอาเปรียบ สองคือผลผลิต ที่ไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ เพราะระบบชลประทานไม่ทั่วถึง เทคโนโลยีการผลิตที่ล้าหลังและต้นทุนการผลิตที่สูงในทุกด้าน สามคือการตลาด ที่อยู่ในการครอบครองของพ่อค้าคนกลาง ขาดการรวมกลุ่มของชาวนา ขาดพลังต่อรองและถูกเอารัดเอาเปรียบเสมอมา สี่คือนโยบายรัฐ ในการช่วยเหลือชาวนาที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ มีแต่ยิ่งสร้างปัญหาและเพิ่มความยุ่งยากในการแก้ปัญหาให้แก่ชาวนาเรื่อยมา
และห้าคือการคอร์รัปชั่นของคนชั่วๆ ที่หากินกับชาวนา
ชาวนาหรือ “กสิกร” ได้ชื่อว่าเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” แม้จะเป็นคำที่สร้างขึ้นในสมัยชาตินิยมในยุคของจอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่ก็มีความหมายที่ลึกซึ้งกินใจ เพราะหากเปรียบประเทศนี้เป็นร่างกาย สิ่งที่ทำให้ร่างกายคงรูปร่างและดำรงชีวิตอยู่ได้ก็คือกระดูกส่วนที่เป็นสันหลังนี่แหละ หรืออาจจะมีความหมายลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้นว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นก็ตรงที่มีกระดูกสันหลังตั้งตรง ไม่ต้องเลื้อยต้องคลานอันเป็นลักษณะหรือโครงสร้างของสัตว์อื่น
“กสิกรแข็งขัน เป็นกระดูกสันหลังของชาติ
ไทยจะเรืองอำนาจ เพราะไทยเป็นชาติกสิกรรม”
ถ้าย้อนอดีตไปถึงสมัยโบราณ การที่ดินแดนแถบนี้ได้ชื่อว่า “สุวรรณภูมิ” ที่แปลว่าแผ่นดินสีทองนี้ ก็เพราะพ่อค้าวานิชชาวต่างชาติเดินทางมาถึงดินแดนแห่งนี้ สิ่งที่พวกเขาเห็นเป็นสิ่งแรกและนำความประทับใจสูงสุดมาสู่พวกเขาก็คือ ทุ่งนาที่เหลืองอร่ามละลานตาไปด้วยรวงข้าว พ่อค้าคนจีนเป็นพวกแรกที่ใช้คำว่า “เสียนโล้” ที่แปลว่าแผ่นดินทอง หรือ “สุวรรณภูมิ” นี่เอง
ข้าวได้ช่วยให้ประเทศไทยอยู่รอดปลอดภัยจากฝรั่งที่มาล่าเมืองขึ้น ด้วยความที่ประเทศไทยเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” มาแต่ครั้งโบราณ ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ฝรั่งก็มาเอาข้าวจากไทยไปขายในหลายๆ ประเทศโดยเฉพาะที่จีน จนในสมัยรัชกาลที่ 2 จีนไม่ให้ฝรั่งเข้าประเทศ ไทยจึงได้โอกาสในการค้าข้าวแทนฝรั่ง หรือเป็นนายหน้าให้สินค้าของจีนและฝรั่งขึ้นลง
บุคคลสำคัญที่มีบทบาทในเรื่องนี้ก็คือเจ้าฟ้าเจษฎาบดินทร์ ซึ่งต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ซึ่งถูกขนานนามว่า “เจ้าสัว” มาตั้งแต่ครั้งที่ยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ เพราะได้ค้าขายกับต่างชาติเหล่านี้จนประเทศไทยมีฐานะทางเศรษฐกิจแข็งแกร่งมาก กล่าวกันว่าเงินทองที่ได้มาในครั้งนั้นสามารถใช้มาได้จนถึงรัชกาลที่ 6
เงินทองที่ได้ถูกนำมาช่วยชาติใน 2 เรื่อง หนึ่ง เมื่อไทยถูกฝรั่งเรียกร้องจะยึดดินแดนในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 ส่วนหนึ่งไทยเราก็เอาข้าวแลกเปลี่ยนเจรจาต่อรอง หลายส่วนที่เรารักษาดินแดนไว้ได้ก็เพราะเราเอาข้าวไปแลกไว้ อีกเรื่องหนึ่งก็คือเงินในพระคลังหลวงจากการค้าข้าวที่ได้มาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 3 สามารถนำมาก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ทั้งทางรถไฟ ถนนหนทาง เกษตรชลประทาน ฯลฯ รวมทั้งพัฒนาการบริหารปกครองประเทศ เป็นต้นว่า ระบบราชการ การทหาร และระบบกฎหมาย ไม่ให้ฝรั่งมาอ้างว่าเราเป็นประเทศบ้านป่าเมืองเถื่อน
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เราก็ต้องเอาข้าวไปกู้ชาติ ที่เรียกว่าค่าปฏิกรรมสงคราม แม้กระนั้นต่อมาเราก็ฟื้นตัว และประเทศไทยเป็น “เจ้าโลก” เรื่องการส่งออกข้าวอยู่หลายสิบปี เพิ่งจะมาเสียตำแหน่งแชมป์นี้เมื่อ 23 ปีนี่เอง ก็เพราะนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลชั่วๆ คณะหนึ่ง
มีการค้นพบความจริงว่า เหตุผลที่รัฐบาลชุดนั้นคิดนโยบายนี้ก็เพราะมีเป้าหมายที่เลวมากใน 3 เรื่อง
หนึ่งคือ ต้องการจะครองตลาดข้าวทั้งระบบด้วยลิ่วล้อบริวารของตน ทั้งพ่อค้าข้าวในภูมิภาคที่หากินกับนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล กับผู้ส่งออกในตลาดต่างประเทศที่ตกเป็นเครื่องมือสมรู้ร่วมคิดกับ “คนต่างแดน” เพื่อหวังครอบครองหัวใจของระบบเศรษฐกิจไทยในเรื่องข้าวนี้
สองคือ ต้องการซื้อเสียงจากชาวนาที่นักการเมืองกลุ่มนี้ได้วิเคราะห์แล้วว่าจะสามารถยึดครองฐานเสียงส่วนใหญ่ในประเทศไว้ได้ทั้งหมด เพื่อมีอำนาจเหนือคนไทยไปไม่มีสิ้นสุด
และสาม หากเป้าหมายทั้งสองไม่สำเร็จ ก็ทำให้ระบบการผลิตและค้าข้าวพังไปเสีย อันจะส่งผลถึงความระส่ำระสายในเศรษฐกิจและสังคมไทย เพื่อเป้าหมายทางการเมืองในเรื่อง “รัฐไทยใหม่” ที่บรรดา “หัวคิด” กลุ่มนี้ประกาศว่า “ต้องรื้อทำลายในทุกสถาบันแล้วสร้างขึ้นใหม่”
ปัญหาอย่างหนึ่งในการสู้กับการทุจริตและผู้มีอิทธิพลมากๆ ขนาดนี้ก็คือ “การลูบหน้าปะจมูก” เพราะมักจะเจอปัญหาความเกรงอกเกรงใจ หรือถูกซื้อด้วย “ค่าขนม” ครั้งนี้เมื่อ คสช.ขึ้นมามีอำนาจ สังคมไทยก็คาดหวังว่าคงจะเอาคนผิดในเรื่องนี้มาลงโทษได้ทั้งกระบวนการ
นี่คือสงครามที่ยิ่งใหญ่ “มหาสยามยุทธ์” ถ้าเอาคนโกงชาวนามาลงโทษไม่ได้ อาจจะถึงแก่การที่สิ้นประเทศไทย!







