
ระบบอยุติธรรมโดยกฏหมาย...นำมาซึ่งความเสื่อม
หนึ่งในประเด็นที่จะต้องผลักดันในการปฏิรูปประเทศ คือ “กระบวนการยุติธรรม”
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์/เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
หนึ่งในประเด็นที่จะต้องผลักดันในการปฏิรูปประเทศ คือ “กระบวนการยุติธรรม” ซึ่ง กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ผู้ที่ได้แสดงความจำนงต่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขอย้ายตัวเองจากปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็เพื่อจะมาทำงานด้านการปฏิรูปอย่างเต็มที่
กิตติพงษ์ ในฐานะแกนนำเครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป หรือ อาร์เอ็นเอ็น ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ถึงแนวคิดในการยกเครื่องกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการปฏิรูปการเมืองอย่างน่าสนใจ
“กระบวนการปฏิรูประบบยุติธรรมจะต้องมีผลลัพธ์เรื่องความเป็นธรรม ความยุติธรรมที่เกี่ยวพันกับความรู้สึกของคนกับผลที่ได้รับ เพราะฉะนั้นปัญหาของบ้านเราคืออยู่ที่หน่วยงานต่างๆ ที่ไม่คุ้นเคยกับการทำงานอย่างเป็นระบบ และการเริ่มต้นการบริหารระบบความยุติธรรมให้เดินไปได้นั้นยาก”
การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในมุมมองกิตติพงษ์ คือ 1.เรื่องความเป็นธรรมพื้นฐาน เพราะประเทศไทยมีหลายเรื่องที่เป็นระบบอยุติธรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย บางเรื่องเป็นเรื่องที่นโยบายสาธารณะไม่มีความเป็นธรรม จนกระทั่งนำมาสู่ความขัดแย้งกับประชาชน ให้ประชาชนออกมาเรียกร้องสิทธิ ออกมาเดินขบวน จนทำให้ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมนั้นทำผิดกฎหมายเสียเอง
2.กระทรวงยุติธรรมจะต้องเข้าไปแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้จบในชุมชน เพราะความขัดแย้งมักเกิดขึ้นจากความบาดหมางเล็กๆ น้อยๆ นำไปสู่การขยายตัวความขัดแย้งที่มากขึ้น หรือถูกเอาเปรียบด้วยคนที่มีความรู้ มีอิทธิพล หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าชุมชนเข้มแข็งและรวมตัวกันในแนวคิดยุติธรรมชุมชน คนกลุ่มนี้จะช่วยได้ตั้งแต่การจัดการความขัดแย้งที่เกิดจากข้อพิพาท การเฝ้าระวังอาชญากรรม การช่วยดูแลผู้เสพยา ฯลฯ
3.กระบวนการในระบบยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล กรมราชทัณฑ์ สถานคุมประพฤติ จะต้องดึงการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวนได้อย่างมีคุณภาพ
“ปัญหาที่พบคือระบบตำรวจ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในเรื่องความเป็นอิสระ หรือมืออาชีพ โดยถ้าหากฝ่ายบริหารทำผิด ดีเอสไอหรือตำรวจจะต้องสามารถเอาผิดได้ ฟ้องร้องได้ แต่จุดอ่อนอยู่ตรงที่กลไกในการแต่งตั้ง และทำให้พ้นจากตำแหน่ง การให้ความดีความชอบ จะต้องออกแบบให้มีดุลยภาพที่ดี ที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม”
กิตติพงษ์ มองต่อไปว่า สำหรับอัยการจะต้องให้เข้ามามีส่วนร่วมกับตำรวจชั้นการสอบสวนให้เป็นไปโดยชอบ ขณะเดียวกัน ต้องดูงานบางเรื่องไม่ให้ทับซ้อนผลประโยชน์ เช่น การเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับบทบาทหน้าที่
“การที่อัยการเข้ามามีบทบาทช่วยในการกลั่นกรองคดี จะช่วยในเรื่องของคดีที่จะนำไปสู่ศาล ให้ศาลมีงานน้อยลง เพราะงานของศาลที่ล้นคือปัญหาใหญ่ในกระบวนการยุติธรรม ศาลเวลานี้ มีคดีเยอะมากเกินไป น่าเห็นใจศาลประเทศไทยทำงานหนักที่สุดในโลก ทั้งที่เป็นผู้ที่มีคุณภาพ ตั้งใจทำงานทุ่มเท
“แต่เมื่องานหนักมากเกินไปอาจทำให้คุณภาพของการพิจารณาพิพากษาได้รับผลกระทบ ถ้าเรายกเครื่องระบบกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้น คดีก็จะนำไปสู่ศาลน้อยลง จัดระบบศาลได้ง่ายขึ้น ศาลชั้นต้นควรพิจารณาคดีให้ละเอียดในระดับหนึ่ง ส่วนศาลระดับสูงขึ้นไป ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ก็สามารถเลือกเรื่องทำได้บ้าง ไม่จำเป็นต้องทำทุกเรื่อง” อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าว
อีกส่วนสำคัญที่ต้องปฏิรูปคือ ราชทัณฑ์ ขณะนี้ในราชทัณฑ์ มีประชากรมากกว่า 3 แสนคน ขณะที่มีพื้นที่รองรับได้ไม่เกิน 1.4-1.8 แสนคน
“เรือนจำเป็นสถานที่ที่อุดมไปด้วยกลุ่มคนที่ไม่ควรจะอยู่ในนั้น ถ้ามองด้านประวัติถูกแบ่งออกเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ซึ่งไม่ได้รับการประกันตัว มีกว่าร้อยละ 30 ส่วนนักโทษยาเสพติดทั้งผู้เสพและผู้ค้ารายย่อยได้เข้าไปจับจองพื้นที่อยู่อย่างน้อย ร้อยละ 60-70 ซึ่งทำให้พื้นที่เหลือไม่พอจะให้คนที่ต้องอยู่ในนั้นยาวๆ เข้าไปอยู่”
เขายอมรับว่าแม้จะอยู่ในตำแหน่งปลัดนานถึง 2 สมัย แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เต็มที่ เนื่องด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีมาโดยตลอด นโยบายที่จะผลักดันอย่างต่อเนื่องต้องเริ่มใหม่อยู่ตลอดเวลา เกิดความชะงักด้านนโยบายตลอดมา
ควรกำหนดโมเดลให้พนักงานสอบสวนหรืออัยการเป็นอย่างไร? กิตติพงษ์ อธิบายว่า ทั่วไประบบที่เป็นสากลจะแยกระหว่างการสืบสวน กับการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งต้องเข้าไปสัมผัสกับคดีกับผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และพยาน แยกออกจากระดับหนึ่งกับผู้ทำสำนวน เพราะผู้ที่เข้าไปใกล้กับคดี อาจจะอินกับเหตุการณ์ หรือผูกพันในคดี
“บางครั้งความเป็นธรรมกับการรับฟังข้อมูลให้รอบด้านอาจจะต้องสัมพันธ์กัน การตรวจสอบในระบบความเป็นสากลพนักงานสืบสวนกับสอบสวนจะต้องมีพื้นฐานทางกฎหมาย จะต้องรู้วิธีการว่าจะทำอย่างไรให้ถูกต้องใช้ได้ตามกฎหมาย สืบสวนกับสอบสวนต้องทำงานร่วมกัน เป็นระบบ ที่มีมาตรฐาน
ไม่ใช่อำนาจมาก แต่ไม่ตรวจสอบ อัยการต้องภาคภูมิในอำนาจที่พร้อมจะทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่ไปภาคภูมิในความเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ถ้าอัยการโดยหลักคดีอาญาที่เป็นผู้รับผิดชอบให้แผ่นดิน ถ้าไม่มีความภาคภูมิเรื่องนี้ก็จะเป็นไปได้ยาก”
ทั้งนี้ มีคำถามว่าต้นน้ำกระบวนการยุติธรรมในการสืบสวนสอบสวนอาจจำเป็นที่พนักงานสอบสวนไม่ต้องเป็นตำรวจ แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือ กิตติพงษ์ ระบุว่า การปฏิรูปตำรวจเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่โมเดลที่ดีที่สุดคือการสร้างความมีส่วนร่วม การจะปฏิรูปตำรวจให้ยั่งยืนต้องปลุกคนในองค์กรให้รักองค์กรและทำงานเพื่อประชาชน
“ไม่ใช่จะไปบอกว่ายกเลิกยศ ยกเลิกโรงเรียนนายร้อย น่าจะต้องพิจารณา หลักประกันการทำหน้าที่ต้องมีอิสระ จะทำอะไรให้ยศมามีส่วนขวางไม่ได้ หรือลดตำรวจที่หัวโตขาลีบ นายพลเยอะไปหมดไม่ได้ทำงานจริง จุดที่ทำประโยชน์ให้ประชาชนอยู่ที่โรงพัก และคนที่มาสัมผัสประชาชนจริงคือนายตำรวจยศนายดาบลงมา ฉะนั้นถ้าดูแลไม่ดีไม่ได้คนที่ได้ศักยภาพ ได้ใจประชาชน ทำงานร่วมประชาชนได้ ซึ่งตำรวจในองค์กรอยากปฏิรูปองค์กรตัวเองเยอะมาก”
ในโอกาสนี้ กิตติพงษ์ยังให้ความเห็นถึงกระแสเรียกร้องให้เพิ่มโทษประหารชีวิตในคดีข่มขืนด้วยว่า หลักความเป็นจริงที่อิงหลักการตามทฤษฎีคือ หลักการทัณฑ์วิทยา ต้องเริ่มต้นจากการลงโทษจริง ขณะเดียวกันต้องไม่ทำลายคุณลักษณะความเป็นมนุษย์ด้วย เพื่อให้ผู้ต้องหาสามารถจะกลับตัวไปพัฒนาตัวเอง และไม่สร้างปัญหาให้กับสังคมอีก
“เข้าใจว่าสังคมมีความโกรธแค้นและมีความเห็นใจเหยื่อ รู้สึกว่าสังคมไม่ปลอดภัย แต่ว่าการที่จะทำให้เหตุการณ์แบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีก ไม่ได้อยู่ที่ความร้ายแรงของการลงโทษอย่างเดียว”
กิตติพงษ์ ย้ำว่า การลงโทษอย่างร้ายแรง โดยให้นำตัวผู้กระทำความผิดไปยิงทิ้งอาจจะก่อให้เกิดความสะใจ
“มีงานวิจัยระบุว่าไม่ได้ส่งผลในการยับยั้งไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่คิดว่าจะถูกจับได้ ดังนั้นความแน่นอนของการถูกจับได้แน่ๆ จะส่งผลมากกว่าอัตราโทษที่หนัก ซึ่งกรณีแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะในรถไฟ น่าจะมีมาตรการป้องกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องทำควบคู่กับการลงโทษอย่างเหมาะสม ซึ่งโทษที่มีอยู่ถือว่าสูงอยู่แล้วประหารชีวิต” กิตติพงษ์ กล่าว
นอกจากนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ก็คือการลดหย่อนผ่อนโทษหรือออกจากคุกในคดีอุกอาจด้วยการติดสินบนเจ้าหน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นพื้นฐานการคอร์รัปชั่น ทั้งหมดนี้อยู่ที่ว่าจะเอาจริงหรือไม่กับการจัดระเบียบเรื่องนี้ ในคดีน้องแก้มจึงเป็นอุทาหรณ์ว่าต้องแก้ปัญหาทั้งระบบตั้งแต่ต้น จะมาแก้ปัญหาจากเรื่องนี้เรื่องเดียวไม่ได้ เพราะไม่นานคนจะไม่สนใจ ปัญหาก็จะถูกละเลยอีก







