
รฟท...องค์กรซ่อนเงื่อน
แทบไม่น่าเชื่อว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) รัฐวิสาหกิจด้านการขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
โดย...ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์
แทบไม่น่าเชื่อว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) รัฐวิสาหกิจด้านการขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งก่อตั้งมาร่วม 117 ปี จะเป็นองค์กรที่ไร้ประสิทธิภาพมากที่สุด และขาดทุนมากที่สุดในประเทศ
ไม่น่าเชื่อว่าองค์กรที่มีการทำงานครบวงจรผูกขาดการทำงานมากที่สุด มีระบบการเดินรถ เส้นทางการเดินรถ ระบบการขนส่งอาณัติสัญญาณ การสร้างบุคลากรผ่านโรงเรียนการรถไฟฯ ระบบการบำรุงรักษา อำนาจในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ ยันการดูแลความปลอดภัยผ่านตำรวจรถไฟ ฯลฯ จะเป็นองค์กรที่ล้าหลังที่สุด มีขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำที่สุด
ทั้งๆ ที่พนักงานที่มีอยู่กว่า 1.1 หมื่นคน ลูกจ้างอีกว่า 4,000 คน พนักงานทุกคนมีรายได้ที่ดี ทั้งบ้านพักสวัสดิการส่วนตัว มีวันหยุด เบี้ยเลี้ยง โบนัส ข้อกำหนดเรื่องชั่วโมงทำงาน ขอบเขตความรับผิดชอบก็จำกัดเพียงแค่ขนส่งคนให้ตรงเวลาที่กำหนด
ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่ง “ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.” มีเงินเดือนสูงลิ่ว 4.5 แสนบาท รองผู้ว่าการร่วม 2.5-2.8 แสนบาท มีเบี้ยเลี้ยงรับรอง รถประจำตำแหน่ง บำเรอไม่อั้น
แต่กระบวนการทำงานและการให้บริการของ ร.ฟ.ท.กลับไม่ดีเอามากๆ เหมือนกับรายได้...
แทบไม่น่าเชื่อว่า ร.ฟ.ท.ที่มีแผนการลงทุนเฉลี่ยปีละ 1.73.7 แสนล้านบาท จะเป็น รัฐวิสาหกิจที่ขาดการพัฒนามากที่สุด จนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ระบุว่า เป็นองค์กรที่สุ่มเสี่ยงภาวะล้มละลายมากที่สุด ถ้าหากไม่มีรัฐบาลเป็น เจ้าของ
สถิติในการทำงานหลายอย่างบ่งบอกได้ว่า องค์กรนี้ต้องมีการปฏิรูปการทำงานขนานใหญ่
1.ผลขาดทุนสะสมที่มากมายมหาศาล 1.1 แสนล้านบาท
2.สถิติรถไฟตกรางและอุบัติเหตุมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามลำดับ ปี 2555 มีรถไฟตกราง 89 ครั้ง ปี 2556 มีรถไฟตกรางที่ถูกบันทึกไว้ 117 ครั้ง
3.การบริการขนส่งไม่ตรงเวลามากที่สุด ค่าเฉลี่ยในความล่าช้าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาคือ 1-1.30 ชั่วโมง
4.ความสกปรกในขบวนรถมากที่สุดในรถสาธารณะ
5.เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจการตั้งงบซ่อมแซมประจำปีมากที่สุด จนปัจจุบันยังแจ้งเรื่องของบประมาณในการซ่อมบำรุงเส้นทางกว่า 4,050 กิโลเมตร ยาวกว่าการขับรถวิ่งขึ้นเหนือล่องใต้เสียอีก
6.เป็นรัฐวิสาหกิจที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินไม่กล้าลงนามรับรองงบดุล งบกำไรขาดทุนมากที่สุด เนื่องจากมีการซุกรายรับ รายจ่าย และมีการลงบัญชีที่พิลึกพิลั่นจนผู้ตรวจสอบบัญชีมิกล้าเอาตำแหน่งหน้าที่ไปการันตี
นี่ไม่นับข้อครหาว่า ร.ฟ.ท.เป็นอาณาจักรมืดที่มีการทุจริตในการบำรุงรักษา การจัดซื้อจัดจ้างมากที่สุด แต่มีการปกปิดไว้อย่าง ยาวนานจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนรุ่นหนึ่ง
เพื่อให้ประชาชนได้เห็นภาพอันแปลกประหลาดพิสดารพันลึก โปรดพิจารณา...
รายงานผลการดำเนินงาน รายได้ ค่าใช้จ่ายในปี 2556 พบว่า การรถไฟฯ มีรายได้ ปีละ 1 หมื่นล้านบาท แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นรายได้จากการให้บริการขนส่งคนและขนส่งสินค้าที่ผูกขาดแค่ปีละ 6,000 ล้านบาทเท่านั้น ทั้งๆ ที่แต่ละปีมีการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมหาศาลและผูกขาดอยู่รายเดียว
มีรายได้จากการให้เช่าที่ดินที่มีอยู่มากมายจนนับโฉนดไม่หมดแค่ปีละ 2,000 ล้านบาทเท่านั้น มีรายได้อื่นๆ อีกประมาณ 2,000 ล้านบาท
ในขณะที่ด้านรายจ่ายประจำ รวมหมวดเป็นเงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำมัน ค่าเสื่อมราคา เงินบำนาญ ฯลฯ และดอกเบี้ยสะสม รวมทั้งสิ้นปีละเกือบ 2 หมื่นล้านบาท
ส่งผลให้การรถไฟฯ ขาดทุนเฉลี่ยต่อเนื่องกันมาปีละ 1 หมื่นล้านบาท รวมขาดทุนสะสม 1.1 แสนล้านบาท แยกเป็นขาดทุนสะสมจากการดำเนินงานและหนี้สินของ ร.ฟ.ท.โดยตรง 7.2 หมื่นล้านบาท เกิดจากหนี้สินจากบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์อีกกว่า 3 หมื่นล้านบาทเศษ
และดูเหมือนว่าตัวเลขรายได้และรายจ่ายทางบัญชีของ ร.ฟ.ท.แทบจะไม่เปิดเผยต่อสาธารณะมากนัก เห็นได้จากรายงานตัวเลขงบดุลที่การรถไฟฯ รายงานต่อให้ สคร. พิจารณาจัดสรรงบแต่ละปี เช่น ปี 2554 พบว่า ร.ฟ.ท.มีผลดำเนินงานขาดทุน 11,306 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุน 7,584 ล้านบาท แต่ในงบดุลในแต่ละปี กลับไม่มีการระบุค่าใช้จ่ายในส่วนของพนักงาน และค่าบำรุงรักษารถไฟในแต่ละปีเอาไว้ ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เป็นต้นตอหลักของการขาดทุนแม้แต่น้อย
ร.ฟ.ท.มักจะอ้างว่าการขาดทุนเกิดจากการถูกควบคุมราคาค่าโดยสารไว้เท่านั้น
ขณะที่เป็นที่รู้กันว่ารายได้ของพนักงานการรถไฟฯ นั้นค่อนข้างสูงเฉลี่ยคนละ 56 หมื่นบาท/เดือน เห็นได้จากโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด พนักงาน ร.ฟ.ท.ไม่กี่ร้อยคน แต่ต้องใช้งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท
หลากปัญหาที่สะสมอยู่ของ ร.ฟ.ท.ทำให้องค์กรนี้ไร้ประสิทธิภาพในการทำงาน ขาดความกระตือรือร้นในการให้บริการสาธารณะ จึงทำให้เกิดความอืดอาดยืดยาดถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง
มิต้องยกเรื่องแผนการลงทุนโครงสร้างระบบรางร่วม 1.2 ล้านล้านบาท แยกเป็นแผนเร่งด่วนในการสร้างรถไฟทางคู่ 1.3 แสนล้านบาท รถไฟความเร็วสูง 4.8 แสนล้านบาท ระบบรถไฟสายใหม่ 1.4 แสนล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งคน ขนส่งสินค้าให้เชื่อมโยงกันทั้งประเทศมาอรรถาธิบายกับคนทั้งประเทศให้ตาลุกวาว กับเม็ดเงินผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
เพราะประชาชนไม่เชื่อถือในประสิทธิภาพ การทำงาน และกังขากับผลประโยชน์แอบแฝงที่เป็นสนิมเกาะกินรัฐวิสาหกิจแห่งนี้อย่างหนัก
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่คณะกรรมการชุดใหม่ ที่มี “ออมสิน ชีวะพฤกษ์” อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ประธานกรรมการ ร.ฟ.ท. ผู้เคยพลิกผันองค์กรที่มีโอกาสขาดทุนมากที่สุดให้เป็นองค์กรที่มีกำไรสุทธิปีละกว่า 1,200 ล้านบาท มีรายได้ปีละกว่า 1.8-1.9 หมื่น ล้านบาท ในปัจจุบันจะต้องเข้าไปจัดการพลิกฟื้นองค์กรซ่อนเงื่อนให้มีประสิทธิภาพในการให้บริการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขึ้นมา
เพื่อเรียกศรัทธาประชาชนผู้ใช้บริการให้กลับคืนมา ฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการสาธารณะที่บรรพบุรุษสร้างขึ้นมาให้มั่นคงแข็งแกร่งเป็นที่พึ่งของคนในชาติ







