posttoday
โจทย์สำคัญการปฏิรูป

โจทย์สำคัญการปฏิรูป

12 กรกฎาคม 2557

นับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. มาจนถึงวันนี้ ผ่านไปเดือนเศษๆ ซึ่งตามแผนที่เดินทางก็น่าจะเป็นช่วงเวลา

นับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. มาจนถึงวันนี้ ผ่านไปเดือนเศษๆ ซึ่งตามแผนที่เดินทางก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดินอยู่ ซึ่งระยะเวลานี้ก็อาจจะเป็นรอยต่อเข้าสู่ช่วงที่ คสช.จะผ่องถ่ายการบริหารราชการแผ่นดินในด้านต่างๆ ซึ่งช่วงที่สองนี้ก็คงจะเริ่มราวๆ ใกล้ๆ จะออกพรรษา ไปจนถึงช่วงทอดกฐินกัน จากนั้นช่วงเวลานี้คงจะยาวสักหน่อย อาจจะไปจนถึงเข้าพรรษาหน้า แล้วเราก็น่าจะมีรัฐธรรมนูญถาวร และมีการเลือกตั้ง ซึ่งเราอาจจะเรียกกันว่า ช่วงเวลาปกติ

อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณากันอย่างหนัก เพราะคนมองกันทุกคราวที่มีรัฐประหารว่า เมื่อใดบ้านเมืองจะกลับสู่ปกติ คำว่า “ปกติ” เราอาจจะพบเรื่องประหลาดอย่างหนึ่ง เมื่อคราวปฏิวัติอันเป็นการล้มล้างระบอบการปกครอง เมื่อปี 2475 ซึ่งบางคนก็เรียกว่า “การอภิวัฒน์” ก็ว่ากันไป คราวนั้นผู้คนก็บอกกันว่าบ้านเมืองไม่ปกติ (ฟังจากปู่ย่า เล่ามา)

เมื่อแรกมีประชาธิปไตยๆ นั้นก็เป็นความไม่ปกติของบ้านเมือง เมื่อยามมีประชาธิปไตยมาได้จนคนเริ่มจะคุ้นชิน การปกครองแบบอื่นๆ ก็กลายเป็นไม่ปกติเช่นนั้นหรืออาจจะไม่ใช่ แต่เงื่อนไขสำคัญคงจะเป็นที่การปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งหากพูดกันภาษาง่ายๆ คือ การหักเอา หรือบังคับให้ได้มาซึ่งอำนาจอธิปไตย หรืออำนาจในการปกครองรัฐ (ไม่ใช่เพียงแค่รัฐบาล) ดังนั้น ไม่ว่าจะละมุนละม่อมแค่ไหน ก็ยังเป็นการอันไม่ปกติ

อย่างไรก็ดี ในยามอันไม่ปกตินี้ มักจะมีสิ่งต่างๆ ที่ในยามปกติไม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งฝรั่งบอกว่า for better or worse นั่นคือ ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อทางดีหรือทางร้าย ซึ่งระยะหลังๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะนับตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อปี 2535 การกระทำเช่นว่าล้วนมีคำอธิบายถึงความฟอนเฟะที่เกิดจากการปล่อยให้ประชาธิปไตยทำงานไปอย่างสกปรก จึงต้องมีใครลุกขึ้นมากล่าวอ้างถึงการกวาดล้าง ทำความสะอาด หรือที่นิยมเรียกกันว่า “การปฏิรูป”

ปัญหาอยู่ตรงที่คำว่า “ปกติไม่เคยเกิด” ซึ่งหากเรามองร่วมสมัยที่สุดก็คือ การบริหารราชการแผ่นดินโดย คสช.ในขณะนี้ เอาสิ่งที่ใกล้ที่สุดอย่างการเกิดเหตุร้ายบนรถไฟต่อเด็กสาวอายุ 13 ปี ซึ่งสังคมถามหาความรับผิดชอบต่อผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) แต่ได้รับการปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย สุดท้าย คสช.ก็สั่งปลดผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. ประภัสร์ จงสงวน ออกจากตำแหน่ง ซึ่งยามปกติเรื่องเช่นนี้ไม่เกิดง่าย หรือไม่เกิดมีขึ้นเลย

นี่แหละคือโจทย์สำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่อ้างถึง “การปฏิรูป” แล้วเข้ามาสู่วงจรการบริหารราชการแผ่นดินโดยการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งอย่างที่บอกไปเป็นการยึดอำนาจมาโดยมิได้ผ่านขั้นตอนทั่วไปของระบอบที่มีอยู่ ซึ่งในยามที่อำนาจอธิปไตยอยู่ในมือบริบูรณ์ สิ่งต่างๆ ย่อมเป็นไปตามกำลังแห่งอำนาจนั้น แต่เมื่อมีการผ่องถ่ายออกไปช่วงในพรรษา หรือปลายพรรษา จนไปถึงพรรษาหน้า ที่อาจจะเป็นการปล่อย อำนาจเช่นนี้จะยังคงอยู่ได้อย่างไร โดยเฉพาะต้องอยู่ในมือประชาชน อุปมาเรือล่ม นายกรัฐมนตรีลาออกจะเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยไม่ต้องใช้กลไกเช่น คสช.

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท