
ศก.มะกันยังอันตรายจ้างงาน-เอกชน แกร่งลวงตา
เพิ่งจะมีรายงานการประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เพิ่งจะมีรายงานการประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน เพื่อปลอบใจและบรรเทาความตื่นตระหนกของนักลงทุน หลังตัวเลขการเติบโตในไตรมาสแรกปี 2014 หดตัวลงแรงจากไตรมาสก่อนหน้าเหลือ 2.9% ว่า การเติบโตของสหรัฐยังไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากยังคงมีแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
ไล่เรียงตั้งแต่ภาคส่งออกที่กระเตื้องปริมาณการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) มาตรวัดการเติบโตของภาคการผลิตที่ขยายตัว อีกทั้งยังมีความเชื่อมั่นของนักธุรกิจและนักลงทุนต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
กระนั้นในสรุปรายงานการประชุม ล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย.ของคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของเฟด กลับไม่ได้สะท้อนถึงความยินดีที่มีต่อแนวโน้มทิศทางการเติบโตที่สดใสดังกล่าวแต่อย่างใด โดยแม้ความเห็นของคณะกรรมการเอฟโอเอ็มซีจะแสดงความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในช่วงครึ่งปีหลังต่อจากนี้ กระนั้นผลสำรวจความเห็นที่บ่งชี้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า นักลงทุนเริ่มผ่อนคลายความระแวดระวังในการลงทุนของตนเอง แล้วหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีระดับความเสี่ยงสูง แต่ผลตอบแทนสูงด้วยเช่นกัน โดยสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากนโยบายของเฟด ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำติดศูนย์ จนทำให้การรับรู้ความผันผวนและสถานการณ์เศรษฐกิจจริงของนักลงทุนในตลาดผิดเพี้ยนไป
ในที่สุดก็กลายเป็นความเชื่อมั่นผิดๆ ว่าเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นแล้ว ทั้งๆ ที่ สิ่งที่รับรู้เป็นเพียงภาพลวงตาอันเป็นผลพวงจากนโยบายของเฟดที่ทำให้เกิดขึ้นเท่านั้น
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาลงลึกในรายละเอียดของเศรษฐกิจสหรัฐอย่างลึกซึ้งจริงจังแล้ว นักวิเคราะห์หลายสำนักแสดงความเห็นสอดคล้องตรงกันว่าการเติบโตของสหรัฐทั้งหมดยังคงเปราะบางอยู่มาก จนอาจเรียกได้ว่าต่อให้สถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตการเงินในปี 2008 แต่เศรษฐกิจของสหรัฐก็ยังไม่แข็งแกร่งที่จะยืนหยัด โดยไม่โงนเงนหวั่นไหวต้องปัจจัยลบต่างๆ เหมือนเช่นช่วงยุคที่กำลังรุ่งเรืองในอดีตเช่นกัน
สำหรับข้อเท็จจริงแรกสุดที่สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐได้เป็นอย่างดีก็คือ ตลาดงานหรือปริมาณจ้างงานของแดนลุงแซม
แม้กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยรายงานปริมาณการจ้างงานในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่าจะมีการจ้างงานมากกว่า 2 แสนตำแหน่ง ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 โดยมีปริมาณอยู่ที่ 2.88 แสนตำแหน่ง จนทำให้อัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 6.1% หรือต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2008 กระนั้นก็ไม่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นแน่แล้วอย่างแท้จริง
นักวิจัยจากสถาบันนโยบายเศรษฐกิจเสรีอธิบายแจกแจงว่า ตำแหน่งงานในสหรัฐที่เพิ่มเข้ามายังไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรวัยแรงงานที่มีอยู่ในประเทศ และรัฐบาลสหรัฐจำเป็นต้องเร่งสร้างงานอีกมากกว่า 6.7 ล้านตำแหน่ง ในระยะเวลาอันสั้นเพื่อให้เพียงพอต่อการเติบโตของประชากรในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ประเด็นที่น่าวิตกในตลาดจ้างงานประการต่อมาก็คือ ระดับเงินเดือน ค่าตอบแทน หรือค่าจ้างของแรงงาน โดยต่อให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนกลับไม่เพิ่มก็ไม่อาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคเช่นกัน ซึ่งรายงานจากฮัฟฟิงตันโพสต์ ระบุว่า ค่าจ้างในสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 2% เท่านั้น ในช่วง 2 ปีที่เศรษฐกิจฟื้นตัว
ผลข้างต้นสอดคล้องกับความเห็นของ พอล แอชเวิร์ธ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ในสหรัฐ ซึ่งยอมรับว่ายังคงไม่เห็นสัญญาณอัตราค่าจ้างเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด อีกทั้งยังเกรงว่าเฟดอาจเลือกมองเพียงแค่ว่ามีปริมาณจ้างงานเพิ่มขึ้น แทนที่จะมองที่การขยายตัวของอัตราผลตอบแทน ดังนั้นต่อให้มีตำแหน่งงานมากขึ้น แต่เงินเดือนไม่เพิ่มตามอัตราเงินเฟ้อที่จะต้องปรับตัวดีดขึ้น การเพิ่มขึ้นของตำแหน่งงานของสหรัฐก็ไร้ความหมายอยู่ดี
เพราะกำลังการบริโภคของประชากรสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เมื่ออำนาจการใช้จ่ายต่ำคนย่อมไม่จับจ่ายสินค้า ส่งผลให้ธุรกิจไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ จนอาจหวนกลับมาที่วงจรตัดลดค่าใช้จ่ายบริษัทด้วยการลดจำนวนแรงงาน ทำให้คนตกงานมากขึ้นไปอีก
นอกจากนี้ รายงานการว่างงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐที่ระบุว่าจำนวนผู้ว่างงานเป็นระยะเวลานานกว่า 6 เดือน ลดลง 1.2 ล้านคนนี้ ไม่ได้เป็นผลมาจากการที่คนกลุ่มนี้ได้งานทำ แต่มาจากการที่คนกลุ่มนี้ถอดใจ ไม่คิดหางานทำอีก จนหลายฝ่ายเกรงว่าประเด็นนี้อาจกลายเป็นตัวฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐได้ในอนาคต
สำหรับปัจจัยลวงตาทางเศรษฐกิจของสหรัฐก็คือรายได้ผลกำไรและผลประกอบการของภาคเอกชนแดนลุงแซม
นักวิเคราะห์หลายสำนักระบุไปในทางเดียวกันอย่างชัดเจนว่า ผลพวงจากนโยบายเฟดทำให้เกิดการลงทุนก็จริง แต่เกือบทั้งหมดเป็นการลงทุนเพื่อเก็งกำไรในตลาดสินทรัพย์เสียมาก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ทั่วโลกจะได้เห็นการทำสถิติสูงสุดรอบใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าของดัชนีทั้ง 3 ตลาดของสหรัฐ ตั้งแต่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ดัชนีสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ 500 (เอสแอนด์พี 500) และดัชนีแนสแด็ก
เศรษฐกิจสหรัฐที่เห็นว่าโต จึงเป็นเพียงการโตในตลาดหุ้นเสียมากกว่า ขณะเดียวกันข่าวดีที่ว่าบรรดาบริษัทสหรัฐมีผลประกอบการเพิ่มมากขึ้นจนแทบจะเรียกได้ว่าก้าวกระโดด เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนหน้า แต่ถ้าพิจารณาลึกในรายละเอียด ผลประกอบการที่มากขึ้นไม่ได้มาจากการขยับขยายการลงทุน หรือมาจากยอดขายสินค้าบริการทั้งในและต่างประเทศอย่างที่ควรจะเป็น
แจน ฮัตเซียส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากโกลด์แมน แซ็คส์ ชี้แจงว่า หลายบริษัทในสหรัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะจ่ายค่าจ้างตอบแทนต่อชั่วโมงต่ำลง เพื่อควบคุมต้นทุนอันเนื่องมาจากไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าหรือบริการได้ในปัจจุบัน แถมยังมีแนวโน้มที่จ่ายค่าจ้างในอัตราที่ต่ำต่อไปเท่าที่จะเป็นไปได้
นอกจากนี้ ผลกำไรของบริษัทยังเป็นผลมาจากการกู้เงินไปลงทุนในตลาดหุ้นมากกว่าไปลงทุนเพื่อขยับขยายกิจการ ขณะเดียวกันรายได้จากการผลิตสินค้าของบริษัทในไตรมาสแรกของปียังลดลงถึง 1.983 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายปีก่อนหน้า ยังสะท้อนให้เห็นว่าการจับจ่ายในสหรัฐลดน้อยลง ขณะที่การส่งออกก็ไม่ได้มีปริมาณมหาศาลเพียงพอที่จะชดเชยกันได้
ส่วนปัจจัยลวงตาสุดท้าย ก็คือการเติบโตของสหรัฐไม่ได้ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเท่าที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาดหวังไว้แม้แต่น้อย แถมการเติบโตของเศรษฐกิจที่เห็นในขณะนี้เป็นการเติบโตเพียงชั่วคราว เพราะผลพวงนโยบายเฟด
ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก การขยายตัวเติบโตหรือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐย่อมส่งผลต่อการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจโลก อย่างน้อยที่สุดก็คือการเติบโตด้านการค้า ซึ่งครอบคลุมถึงการนำเข้าส่งออกไปยังสหรัฐ
แน่นอนว่า การที่มีรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐว่ามีแนวโน้มสดใส ย่อมไม่ต่างอะไรกับยาชูกำลังชั้นดีที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ทว่าทิศทางการเติบโตของสหรัฐกลับไม่อาจแข็งแกร่งจนเอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวมอย่างที่ควรจะเป็น โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ตัดสินใจปรับลดคาดการณ์การเติบโตของสหรัฐปีนี้ลงเหลือ 2% โดยให้เหตุผลว่าตลาดงานยังไม่พื้นตัวเต็มที่ และรัฐบาลขาดปัจจัยกระตุ้นที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน
อาจเรียกได้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐในขณะนี้โตได้เพราะนโยบายเฟด ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เฟดยุติมาตรการกระตุ้นต่างๆ เศรษฐกิจของสหรัฐอาจเจอกับวิกฤตรูปแบบใหม่ก็เป็นได้
ยิ่งเมื่อเฟดได้ฤกษ์กำหนดระยะเวลาเลิกนโยบายคิวอีที่ชัดเจน รวมถึงส่งสัญญาณปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้กลับสู่ภาวะปกติด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องเกาะติดตามลุ้นอย่างสุดตัวว่า เศรษฐกิจของสหรัฐจะสลัดหลุดจากภาพลวงตาผงาดขึ้นมาเป็นสยายปีกพญาอินทรีตัวจริงได้อีกครั้งหรือไม่







