
มาร์คอัดเฉลิมมั่วตัวเลขศก.
นายกฯยันงบประจำไม่สูญเปล่า ชี้การวัดความสำคัญของกระทรวงที่ผลงานไม่ใช่เงิน มั่นใจไทยมีหนี้สาธารณะแตะ100% เหมืนต่างประเทศ
นายกฯยันงบประจำไม่สูญเปล่า ชี้การวัดความสำคัญของกระทรวงที่ผลงานไม่ใช่เงิน มั่นใจไทยมีหนี้สาธารณะแตะ100% เหมืนต่างประเทศ
ภายหลังที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายเสร็จแล้วด้วยการพาดพิงถึงปัญหาและข้อบกพร่องในการจัดทำงบประมาณผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2554 โดยใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง จากนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่า ร.ต.อ.เฉลิม มีฐานะความเข้าใจผิด 2 เรื่อง
1.การที่บอกว่ารัฐบาลมีความขัดแย้งในเรื่องตัวจีดีพีเพราะไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะโต7.2% ขอชี้แจงว่าการวัดจีดีพีเป็นการวัดผลผลิตของคนทั้งประเทศในเรื่องการสินค้าและบริการเพื่อจะดูว่าเศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างไร เวลาจะเปรียบจีดีพีปีต่อปีจะเป็นการเปรียบราคาสินค้าและบริการจะสูงขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งการคำนวณจะต้องมีการหักเงินเฟ้อออกไปก่อนเพื่อจะดูตัวเลขที่แท้จริง อย่างกรณีที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) บอกว่าจะโต7%ก็เป็นการคำนวณอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย แต่ถ้าหักอัตราเงินเฟ้อออกไปจะโตเพียง 3%-5%เท่านั้น จึงไม่ได้มีการสับสนตามที่ร.ต.อ.เฉลิมระบุ
2.การที่บอกว่าประเทศเปรียบเสมือนบริษัท ยืนยันว่าไม่ใช่การบริหารประเทศไม่ใช่บริหารบริษัท งบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ได้สูญเปล่า ไม่คิดว่างบประมาณ7.8หมื่นล้านบาทที่ให้นักเรียนเรียนได้เรียนฟรีสูญเปล่าเพราะเป็นการลงทุนคุ้มค่าที่สุดเพราะเป็นการลงทุนในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจะทำให้พวกเขามีรายได้และจะย้อนกลับมาเป็นภาษีที่เป็นรายได้ให้กับประเทศ แบบนี้หรือที่เรียกว่าเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า
“โครงการไทยเข้มแข็งไม่ได้หายไปตั้งใจจะจัดลำดับความสำคัญให้กับรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารงานต่อไปในปี2555 ร.ต.อ.เฉลิมพยายามบอกว่าจัดงบประมาณไม่คำนึงถึงกระทรวงที่มีหน้าที่จัดหารายได้นั้นยืนยันไม่เป็นความจริง การวัดความสำคัญของหน่วยงานไม่ได้อยู่งบประมาณแต่อยู่ที่การทำงาน อย่างกระทรวงพาณิชย์ที่อาจจะมีการมองว่าไม่ได้งบประมาณก็ปรากฎว่าได้แถลงตัวเลขออกมาแล้วว่ามีอัตราการส่งออกที่สูงขึ้น
หรือในส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอางบประมาณไปลงที่กระทรวงนี้เพียงแห่งเดียวเพราะการกระตุ้นท่องเที่ยวจะต้องมีการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงท่องเที่ยวฯ ดังนั้น งบประมาณจะไปตกอยู่ที่กระทรวงอื่นๆที่เกี่ยวข้องแทนแต่อยู่ในงบประมาณด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับนโยบายรัฐสวัสดิการ ส่วนตัวไม่อยากเรียกว่าเป็นรัฐสวัสดิการเพราะหากเป็นเช่นนี้ต้องมีการจัดเก็บภาษีประชาชนจำนวนมาก แต่ระบบสวัสดิการของรัฐบาลชุดนี้จะเป็นการทำร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน อาทิ ในอนาคตจะมีการตั้งทุนการออมแห่งชาติ กองทุนนี้จะช่วยประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมให้มีสวัสดิการ
หากกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนนี้ผ่านสภาฯจะทำให้ดำเนินการกองทุนได้โดยไม่ต้องใช้เงินที่มาจากภาษีอย่างเดียวแต่รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณสมทบลงไปด้วย ส่วนปัญหาหนี้สาธารณะรัฐบาลคาดการณ์ว่าอาจจะอยู่ในระดับ 42%-47%ต่อจีดีพี หากมีวิกฤติเศรษฐกิจก็อาจจะอยู่ที่ 50% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมากถ้าเทียบกับต่างประเทศแตะถึง 100%-200% ต่อจีดีพี ยืนยันจะไม่ให้ประเทศไทยไปถึงจุดนั้นไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอนและก็จะไม่ถึง 60 % หรือเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแน่นอนถ้าพวกเราช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบสุข
“ไม่เป็นความจริงที่มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่กล้าเข้าไปแตะต้องนโยบายของพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะอย่างปีที่ผ่านมาได้เพิ่มขนาดของกองทุนหมู่บ้าน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ก็มีการส่งเสริมในเรื่องตลาดและพัฒนาคุณภาพรวมไปถึงตราสินค้า เรากำลังสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มทั้งก่อนเกิดให้กับหญิงตั้งครรภ์ การศึกษาฟรี การโภชนาการ การฝึกอาชีพ การดูแลภาวะตกงาน ส่งเสริมสวัสดิการชุมชน กองทุนการออมแห่งชาติ รวมทั้งมาตรการภาษีเพื่อลดการเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการต่อไป งบประมาณ2554ได้มีการจัดอย่างเป็นระบบโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว







