
ปลัดพาณิชย์กู้ศักดิ์ศรีดูแลปากท้อง-กระตุ้นศก.
ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ กล่าวว่า ขอสัญญาว่าจะทำงานอย่างเต็มความสามารถและยืนยันว่างานราชการของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การบริหารของตัวเองจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส ทำให้กระทรวงพาณิชย์กลับมามีศักดิ์ศรีเหมือนเดิม
ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ กล่าวว่า ขอสัญญาว่าจะทำงานอย่างเต็มความสามารถและยืนยันว่างานราชการของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การบริหารของตัวเองจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส ทำให้กระทรวงพาณิชย์กลับมามีศักดิ์ศรีเหมือนเดิม
กฎระเบียบใดที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าของภาคเอกชนหรือการลงทุนก็จะนำมาทบทวน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันในช่วงที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปลายปีหน้า
“ได้บอกข้าราชการไปว่ากระทรวงพาณิชย์ภายใต้การบริหารงานของพี่จะต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีการทอนตังค์ ข้าราชการทุกคนพร้อมทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อเรียกความสง่างามและศักดิ์ศรีคืนมา เราจะทำให้ดีขึ้น” ชุติมา กล่าว
สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องเร่งดำเนินการทันที ประกอบด้วย 1.แก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน 2.กระตุ้นเศรษฐกิจ 3.สร้างความปรองดอง 4.ทำให้ข้าราชการในกระทรวงพาณิชย์ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหลังจากนี้จะมีกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในทางปฏิบัติด้วย
“จะเร่งดูแลปากท้องและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศให้สามารถประคองตัวอยู่ได้ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ในกรอบที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ระหว่าง 22.80%
ส่วนเรื่องการบริหารจัดการข้าวนั้น คสช.ได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว หรือ นบข. ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นประธาน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ข้าวไทยกลับมามีชื่อเสียงและเป็นที่ต้องการของโลกตามเดิม และขณะนี้ก็มีหลายประเทศสนใจที่จะซื้อข้าวจากไทยในฤดูการผลิตใหม่ที่กำลังจะออกในช่วงเดือน พ.ย.แล้ว
ขณะที่มาตรการช่วยเหลือชาวนานั้น คสช.ก็ได้ออกมาตรการมาแล้ว และยังมีการเสริมด้วยการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ส่วนจะระบายข้าวเมื่อใดนั้นยังต้องรอคำสั่งจาก คสช.อีกครั้ง หลังตรวจสต๊อกข้าวทั่วประเทศครบก่อน
แต่ยืนยันว่าภายใต้การบริหารงานของ คสช.นั้น จะไม่มีโครงการรับจำนำหรือประกันรายได้อย่างแน่นอน แต่หากจำเป็นอาจมีการแทรกแซงราคาบ้างเป็นระยะเท่านั้น
ส่วนเรื่องการส่งออกยังคงยืนยันเป้าหมายไว้ที่ 3.5% แต่เมื่อตลาดต่างประเทศฟื้นตัวก็เชื่อว่าจะสามารถผลักดันให้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้
กรณีที่มีกระแสข่าวว่าสหรัฐจะไม่ต่ออายุการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือจีเอสพี ให้แก่ไทยนั้นไม่กังวล เพราะแม้ว่าจีเอสพีจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับไทย เนื่องจากเชื่อว่าผู้ประกอบการในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมได้มีการปรับตัว เพื่อหาแนวทางลดต้นทุนพร้อมทั้งหาตลาดใหม่รองรับไว้แล้ว
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าในปีนี้จะสามารถผลักดันการส่งออกให้เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 3.5% แต่จะยังไม่มีการปรับเป้าหมายการส่งออกใหม่ในขณะนี้
ด้าน ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อพิจารณารายครัวเรือน เช่น สำหรับครอบครัวที่มีสามีภรรยาและบุตรอยู่ด้วยกัน พบว่า ในปี 2554 เป็นครอบครัวที่มีความเป็นอยู่อย่างยากลำบากมีเงินเหลือเพียงเดือนละ 46 บาท และหากไม่มีรายได้อื่นมาเสริมจะมีรายได้ติดลบถึง 3,928 บาท แต่ในปี 2556 พบว่า เขามีเงินเหลือเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 897 บาท และมีรายจ่ายติดลบลดลงเหลือเดือนละ 2,970 บาท ซึ่งผลของค่าจ้าง 300 บาท ทำให้เขาติดลบน้อยลง
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาในภาพรวมของครัวเรือนทุกประเภทที่ทำการศึกษาพบว่า ปี 2554 จะมีเงินเหลือประมาณเดือนละ 1,838 บาท แต่ในปี 2556 มีเงินเหลือลดน้อยลงเหลือ 1,341 บาท และหากดูเฉพาะรายได้ค่าจ้างหักด้วยรายจ่ายพบว่า เมื่อปี 2554 ติดลบเดือนละ 200 บาท แต่ปี 2556 ติดลบเดือนละ 1,088 บาท







