posttoday
ปลัดพาณิชย์กู้ศักดิ์ศรีดูแลปากท้อง-กระตุ้นศก.

ปลัดพาณิชย์กู้ศักดิ์ศรีดูแลปากท้อง-กระตุ้นศก.

11 กรกฎาคม 2557

ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ กล่าวว่า ขอสัญญาว่าจะทำงานอย่างเต็มความสามารถและยืนยันว่างานราชการของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การบริหารของตัวเองจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส ทำให้กระทรวงพาณิชย์กลับมามีศักดิ์ศรีเหมือนเดิม

ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ กล่าวว่า ขอสัญญาว่าจะทำงานอย่างเต็มความสามารถและยืนยันว่างานราชการของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การบริหารของตัวเองจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส ทำให้กระทรวงพาณิชย์กลับมามีศักดิ์ศรีเหมือนเดิม

กฎระเบียบใดที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าของภาคเอกชนหรือการลงทุนก็จะนำมาทบทวน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันในช่วงที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปลายปีหน้า

“ได้บอกข้าราชการไปว่ากระทรวงพาณิชย์ภายใต้การบริหารงานของพี่จะต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีการทอนตังค์ ข้าราชการทุกคนพร้อมทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อเรียกความสง่างามและศักดิ์ศรีคืนมา เราจะทำให้ดีขึ้น” ชุติมา กล่าว

สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องเร่งดำเนินการทันที ประกอบด้วย 1.แก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน 2.กระตุ้นเศรษฐกิจ 3.สร้างความปรองดอง 4.ทำให้ข้าราชการในกระทรวงพาณิชย์ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหลังจากนี้จะมีกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในทางปฏิบัติด้วย

“จะเร่งดูแลปากท้องและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศให้สามารถประคองตัวอยู่ได้ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ในกรอบที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ระหว่าง 22.80%

ส่วนเรื่องการบริหารจัดการข้าวนั้น คสช.ได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว หรือ นบข. ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นประธาน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ข้าวไทยกลับมามีชื่อเสียงและเป็นที่ต้องการของโลกตามเดิม และขณะนี้ก็มีหลายประเทศสนใจที่จะซื้อข้าวจากไทยในฤดูการผลิตใหม่ที่กำลังจะออกในช่วงเดือน พ.ย.แล้ว

ขณะที่มาตรการช่วยเหลือชาวนานั้น คสช.ก็ได้ออกมาตรการมาแล้ว และยังมีการเสริมด้วยการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ส่วนจะระบายข้าวเมื่อใดนั้นยังต้องรอคำสั่งจาก คสช.อีกครั้ง หลังตรวจสต๊อกข้าวทั่วประเทศครบก่อน

แต่ยืนยันว่าภายใต้การบริหารงานของ คสช.นั้น จะไม่มีโครงการรับจำนำหรือประกันรายได้อย่างแน่นอน แต่หากจำเป็นอาจมีการแทรกแซงราคาบ้างเป็นระยะเท่านั้น

ส่วนเรื่องการส่งออกยังคงยืนยันเป้าหมายไว้ที่ 3.5% แต่เมื่อตลาดต่างประเทศฟื้นตัวก็เชื่อว่าจะสามารถผลักดันให้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

กรณีที่มีกระแสข่าวว่าสหรัฐจะไม่ต่ออายุการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือจีเอสพี ให้แก่ไทยนั้นไม่กังวล เพราะแม้ว่าจีเอสพีจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับไทย เนื่องจากเชื่อว่าผู้ประกอบการในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมได้มีการปรับตัว เพื่อหาแนวทางลดต้นทุนพร้อมทั้งหาตลาดใหม่รองรับไว้แล้ว

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าในปีนี้จะสามารถผลักดันการส่งออกให้เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 3.5% แต่จะยังไม่มีการปรับเป้าหมายการส่งออกใหม่ในขณะนี้

ด้าน ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อพิจารณารายครัวเรือน เช่น สำหรับครอบครัวที่มีสามีภรรยาและบุตรอยู่ด้วยกัน พบว่า ในปี 2554 เป็นครอบครัวที่มีความเป็นอยู่อย่างยากลำบากมีเงินเหลือเพียงเดือนละ 46 บาท และหากไม่มีรายได้อื่นมาเสริมจะมีรายได้ติดลบถึง 3,928 บาท แต่ในปี 2556 พบว่า เขามีเงินเหลือเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 897 บาท และมีรายจ่ายติดลบลดลงเหลือเดือนละ 2,970 บาท ซึ่งผลของค่าจ้าง 300 บาท ทำให้เขาติดลบน้อยลง

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาในภาพรวมของครัวเรือนทุกประเภทที่ทำการศึกษาพบว่า ปี 2554 จะมีเงินเหลือประมาณเดือนละ 1,838 บาท แต่ในปี 2556 มีเงินเหลือลดน้อยลงเหลือ 1,341 บาท และหากดูเฉพาะรายได้ค่าจ้างหักด้วยรายจ่ายพบว่า เมื่อปี 2554 ติดลบเดือนละ 200 บาท แต่ปี 2556 ติดลบเดือนละ 1,088 บาท

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย