
เฉลิมชำแหละงบ54ไร้ทิศทาง
"เฉลิม"อภิปรายรัฐจัดงบ54 ไร้ทิศทาง ลอกนโยบายทักษิณ ชี้ประเมินศก.ไทยโตเกินจริงท่ามกลางวิกฤตโลกไม่มีทางเป็นรัฐสวัสดิการ
"เฉลิม"อภิปรายรัฐจัดงบ54 ไร้ทิศทาง ลอกนโยบายทักษิณ ชี้ประเมินศก.ไทยโตเกินจริงท่ามกลางวิกฤตโลกไม่มีทางเป็นรัฐสวัสดิการ
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2554 ในช่วงบ่ายถึงตอนนี้ยังคงดำเนินการไปตามปกติ โดยเมื่อพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ปรากฏว่า นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขอใช้สิทธิ์ประท้วงพ.อ.อภิวันท์ เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความสามารถที่จะมีความเป็นกลางทางการเมืองสำหรับการทำหน้าที่ประธานที่ประชุมได้ จึงขอให้พ.อ.อภิวันท์ลงจากบัลลังค์เพื่อให้คนอื่นทำหน้าที่
พ.อ.อภิวันท์ ชี้แจงว่า เป็นสิทธิ์ที่นายบุญยอดจะประท้วงได้ แต่อยากขอร้องตอนนี้เป็นการประชุมสภาฯเพื่อพิจารณางบประมาณ2554ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ประกอบกับ พรรคประชาธิปัตย์เองก็ได้ยื่นถอดถอนตนออกจากตำแหน่งไปแล้ว
ต่อมาเป็นการอภิปรายสลับกันระหว่างส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยเนื้อหาการอภิปรายของฝ่ายค้าน ยังคงเป็นการอภิปรายพาดพิงรัฐบาลเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมา ขณะที่ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลสนับสนุนในการจัดทำงบประมาณดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
โดยช่วงนี้เป็นการอภิปรายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ไม่สามารถโตได้ถึงระดับที่รัฐบาลคาดการณ์เอาไว้ราว 4%-5% เพราะตอนนี้เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นในกรีซที่ยังไม่รู้จะส่งผลต่อค่าเงินบาทของไทยในระดับใด จึงไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ขนาดนั้น รัฐบาลโดยการนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง พรรคเพื่อไทยไม่เชื่อว่าจะพัฒนาประเทศได้ แม้ว่าในสายตาของต่างประเทศจะเชื่อมั่นพวกท่านก็ตาม รัฐบาลบอกว่าส่งเสริมการส่งออกของประเทศแต่ในเนื้อหาของงบประมาณมีการจัดสรรงบประมาณให้กรมส่งเสริมการส่งออกไม่มากนักถ้าเทียบกับหน่วยงานอื่นๆที่ไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากนัก
“นโยบายของรัฐบาลเอาจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่รู้ว่าจะตั้งใจหรือว่าเป็นตำราเดียวกัน เพราะที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้เกลียดพ.ต.ท.ทักษิณอย่างถึงที่สุด ท่านนายกฯคนนี้โชคดีที่เคยเป็นแค่รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีและก็จ้ำอ้าวมาเป็นนายกฯเลย” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า รัฐบาลประมาณการณ์การจัดเก็บรายได้ราว 1.6 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลก็มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายในส่วนของรายจ่ายประจำในระดับใกล้เคียงกัน 1.6 ล้านบาทเหมือนกันถือว่าไม่เหมาะสมเพราะจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อรัฐบาลมีรายได้เท่ากับการรายจ่ายแบบนี้จะทำให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการได้เหมือนงูกินหาง
“วิกฤติการเงินในกรีซอาจกระทบต่อค่าเงินบาทของไทยให้แข็งค่าขึ้นหลังจากที่ประเทศในแถบยุโรปประสบปัญหาเหมือนกันหมด แบบนี้ถ้าค่าเงินบาทมีความผันผวนมากจะทำให้การส่งออกของไทยเสียเปรียบประเทศอื่นๆทันที อย่างนี้ใช่หรือไม่รัฐบาลถึงไม่ให้งบประมาณกับกรมส่งเสริมการส่งออกมากมายนักหรือหมั่นไส้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สำหรับการก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาลชุดนี้คาดว่าถ้ามีการผ่านพ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้คาดว่าจะทำให้หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มสูงขึ้นปริ่มๆ 50%ทันที นอกจากนี้ รัฐบาลบอกว่าจะลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและจะทำให้ไทยเป็นรัฐสวัสดิการเห็นว่าประเทศที่จะเป็นรัฐสวัสดิการได้ต้องมีการจัดเก็บภาษีถึง 70 % -80% เหมือนในประเทศแถบสแกนดิเนวียแต่ประเทศไทยมีระดับการจัดเก็บภาษีเพียง 30 %โดยประมาณเท่านั้น
“เรื่องรัฐสวัสดิการเป็นเพียงฝันหวานของรัฐบาลเท่านั้น ทำให้ความพยายามลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมด้วยการทำให้ประเทศไทยเป็นรัฐสวัสดิการเป็นเรื่องยากไม่มีทางทำได้ มีแต่นโยบายไม่มีมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสเหมือนกับสิ่งที่รัฐบาลทักษิณเคยทำ เช่น โครงหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือเอสเอ็มแอล เลยทำให้ท่านทักษิณเป็นขวัญใจของคนยากคนจน รัฐบาลไม่ได้จัดงบประมาณให้คนยากจนมากนักเพราะกลัวจะไปซ้ำกับพ.ต.ท.ทักษิณและจะให้คนจำชื่อนายกฯอภิสิทธิ์ไม่ได้ นอกจากนี้ รัฐบาลจัดงบประมาณแบบไร้ทิศทาง อย่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจแต่รัฐบาลมีการจัดสรรงบประมาณให้น้อยเกินไป” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่เพียงเท่านี้การกำหนดแต่ละยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณยังไม่มีความเหมาะสมด้วย เช่น ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศของโลกจำนวน 3.6 หมื่นล้านบาท ถือว่าน้อยเกินไปเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของโลกที่กำลังให้ความสนใจอยู่ หรือ ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ1.6 แสนล้านบาทที่เข้าไปดูในเนื้อหาแล้วพบว่ามีการจัดสรรให้พื้นที่ในภาคใต้มากเกินไป ซึ่งรัฐบาลควรจะบริหารประเทศแบบฝนตกให้ทั่วฟ้า
“การตั้งงบประมาณที่ขึ้นมาในหลัก2ล้านล้านบาทไม่ได้เป็นการตั้งงบประมาณในสถานการณ์ไม่ปกติแต่เป็นการตั้งงบประมาณที่จินตนาการเอาว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นปกติ ทั้งที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนทางการเงินสูงและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกรายงานประมาณการณ์เศรษฐกิจเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาว่าจีดีพีขยายตัวไม่เกิน 5% ซึ่งการประมาณการณ์เศรษฐกิจของไทยไม่ได้มีการเอาวิกฤติการเงินในกรีซมาคำนวณด้วยถือว่าไม่เหมาะสม” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า โดยสรุปแล้วรัฐบาลมีปัญหาในการจัดทำงบประมาณ 3 ข้อ คือ 1.มีการตั้งตัวเลขคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงโดยเฉพาะจีดีพีซึ่งเป็นตัวชี้วัดรัฐบาลไม่ควรผิดพลาด 2.มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเกิน 5 % คือ กระทรวงศึกษาธิการ 18.7% กระทรวงมหาดไทย 11.2% กระทรวงการคลัง10.1% กระทรวงกลาโหม 8.2 % และงบกลาง 12.8% และ 3. งบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งที่มีการอนุมัติแต่ยังไม่มีการดำเนินการโครงการ ถือว่าไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณ
“เป็นลักษณะของการจัดสรรงบประมาณเอาใจคนบางพวกจัดแบบกระจุกตัวไม่กระจาย ไม่จัดงบประมาณตามความจำเป็น กระทรวงเศรษฐกิจที่ควรได้ก็ไม่ได้ กระทรวงที่ไม่ควรได้มากกลับได้มากเกินความเป็นจริง” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว







