posttoday
ปฏิรูปเสี่ยงล้มเหลวซ้ำ

ปฏิรูปเสี่ยงล้มเหลวซ้ำ

10 กรกฎาคม 2557

การปฏิรูปประเทศเริ่มมีการขยับให้เห็นอย่างเด่นชัด ดังจะเห็นได้จากท่าทีขององค์กรอิสระ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปประเทศเริ่มมีการขยับให้เห็นอย่างเด่นชัด ดังจะเห็นได้จากท่าทีขององค์กรอิสระไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเตรียมเสนอแนวทางการปฏิรูปการแก้ไขปัญหาทุจริตและการเลือกตั้งให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาตัดสินใจ

กกต.สรุปประเด็นที่สมควรต้องปรับเปลี่ยนถึง 9 ประเด็น อาทิ ผู้สมัคร สส.จะต้องสังกัดพรรคการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ดำรงตำแหน่งติดต่อกันไม่เกิน 2 วาระ หรือ 8 ปี เป็นต้น

ขณะที่ ป.ป.ช.เตรียมแผนการปฏิรูปเอาไว้ 2 เรื่อง ประกอบด้วย 1.มาตรการป้องกันการจัดทำนโยบายในการหาเสียงของพรรคการเมือง เพื่อป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน และ 2.การเพิ่มมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้สมัครรับเลือกตั้งระดับชาติก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการบังคับให้พรรคการเมืองต้องแจกแจงรายละเอียดและงบประมาณที่จะใช้สำหรับทำนโยบายประชานิยม ป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองอ้างนโยบายประชานิยมเสียงได้ลอยๆ อีก

โดยประเด็นทั้งหมดนี้เมื่อนำเสนอเข้าสู่ คสช.แล้วทาง คสช.มอบหมายให้สภาปฏิรูปการเมืองและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำหน้าที่แปลงแนวคิดเป็นกฎหมายต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือพระราชบัญญัติ

อย่างไรก็ตาม มีอีกประเด็นหนึ่งที่ คสช.กำลังชั่งน้ำหนักอยู่ว่าจะดำเนินการอย่างไรดีคือ การเปิดให้พรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมกับปฏิรูปการเมือง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้า คสช.ได้เคยกล่าวผ่าน รายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมืองของพรรคการเมืองเอาไว้ว่า ได้พูดคุยกับตัวแทนพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง เพื่อขอความเห็นในเรื่องนี้

ต่อมาในวันที่ 30 มิ.ย. พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ก็พูดใน ทำนองเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ได้มีการหารือกับฝ่ายการเมือง ทั้งกลุ่ม นปช. กลุ่ม กปปส. ตัวแทนพรรคเพื่อไทย และตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อรวบรวมความคิดเห็นมาเป็นกรอบของการปฏิรูป

แม้ คสช.จะระบุว่าได้ดึงฝ่ายการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมกับการปฏิรูปการเมืองผ่านการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับฝ่ายการเมือง แต่ในอีกด้านหนึ่งการมีส่วนร่วมของฝ่ายการเมืองก็กำลังจะสิ้นสุดลงแค่นั้น เนื่องจาก คสช.เตรียมปฏิเสธไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปมีที่นั่งในสภาปฏิรูปการเมืองและอาจพ่วงไปถึง สนช.ด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้ดึงฝ่ายการเมืองเข้ามาอยู่ใน สนช.จำนวน 4 คน จากทั้งหมด 242 คน ได้แก่ กัญจนา ศิลปอาชา (พรรคชาติไทย) พินิจ จารุสมบัติ (พรรคไทยรักไทย) สุรินทร์ พิศสุวรรณ (พรรคประชาธิปัตย์) และอรรคพล สรสุชาติ (พรรคมหาชน) ส่วนที่เหลือเป็น สนช.สายทหาร ข้าราชการ นักธุรกิจ นักวิชาการ และสื่อมวลชน เรียกได้ว่าฝ่ายการเมืองกลายเป็นเสียงข้างน้อยไปโดยปริยาย

แต่สำหรับสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) กลับไม่ปรากฏตัวแทนจากฝ่ายการเมืองแม้แต่คนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลที่ถูกตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายการเมือง

รัฐธรรมนูญที่ออกมาจึงมีลักษณะของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐแบบเข้มข้นทุกตารางนิ้ว ซึ่งได้รับทั้งเสียงชื่นชมและเสียงตำหนิในบางประเด็นที่เป็นสาระสำคัญในทางการเมืองอยู่พอสมควร

เสียงชื่นชมนั้นมาจากฝ่ายสนับสนุนที่ไม่ ต้องการให้ฝ่ายการเมืองมีอำนาจเบ็ดเสร็จมากจนเกินไป ขณะที่เสียงตำหนิอยู่ที่ฝ่ายที่มองว่ารัฐธรรมนูญไม่เอื้อต่อการสร้างพรรคการเมือง ให้เป็นสถาบันทางการเมือง เพราะการยุบพรรคการเมืองทำได้ง่ายเกินไป

หนทางเดียวที่จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความกลมกล่อมคือ การทำอย่างไรเพื่อให้พรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในสภาปฏิรูปไม่มากก็น้อย

รัฐธรรมนูญของไทยหลายฉบับที่ผ่านมามักมีลักษณะ “คนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ”

กล่าวคือ คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีแค่หน้าที่จัดทำกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ไม่ได้ใช้เพราะตัวเองไม่ได้เข้าสู่อำนาจรัฐ ส่วนพรรคการเมืองในฐานะผู้ใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือเพื่อการบริหารประเทศ กลับไม่ได้มีส่วนร่วม ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงกลายเป็นความลักลั่นกันอยู่

การไม่ให้พรรคการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้านหนึ่งย่อมช่วยให้รัฐธรรมนูญที่ออกมาไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของฝ่ายการเมือง แต่ครั้นจะไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมเลย ย่อมจะส่งผลต่อการสร้างความสมดุลระหว่างการใช้อำนาจรัฐกับการใช้ตรวจสอบได้เช่นกัน

ทั้งนี้ เป็นเพราะไม่มีทางรู้ได้ว่าอำนาจของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติควรจะมีได้ในระดับใดถึงจะเรียกว่าเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ หรือฝ่ายตรวจสอบควรมีอำนาจแค่ไหนถึงเหมาะสม เพื่อไม่ให้ถูกมองว่ากำลังใช้อำนาจก้าวก่ายอีกฝ่ายมากเกินไป

ดังนั้น การดึงฝ่ายการเมืองเข้ามามี ส่วนร่วมกับการปฏิรูปการเมืองในทางตรงอย่างการเข้ามานั่งในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือทางอ้อมผ่านการให้ทำหน้าที่เฉพาะตำแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปในจำนวน ที่เหมาะสม โดยที่ไม่ให้เกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญอาจเป็นทางเลือกที่ คสช.ต้องหันมาพิจารณาเพื่อให้รัฐธรรมนูญและการปฏิรูปได้รับการยอมรับก็เป็นได้ แม้ว่าจะต้องแลกกับการเสียงตำหนิจากบางฝ่ายก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท