posttoday
จับตาจีน-มะกัน ฟื้นสัมพันธ์สองยักษ์ขยับ เขย่า ศก.โลก

จับตาจีน-มะกัน ฟื้นสัมพันธ์สองยักษ์ขยับ เขย่า ศก.โลก

10 กรกฎาคม 2557

“การเผชิญหน้ากันระหว่างจีนกับสหรัฐ สำหรับสองชาติ หรือแม้แต่โลกใบนี้อาจเป็นหายนะร้าย” ประธานาธิบดีจีน สีจิ้นผิง

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

“การเผชิญหน้ากันระหว่างจีนกับสหรัฐ สำหรับสองชาติ หรือแม้แต่โลกใบนี้อาจเป็นหายนะร้าย” ประธานาธิบดีจีน สีจิ้นผิง กล่าวในระหว่างงานการประชุมประจำปีระหว่างสหรัฐกับจีน ครั้งที่ 6 ในกรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 910 ก.ค. พร้อมตบท้ายด้วยคำพูดกึ่งเสนอแนะกึ่งวิงวอนให้ยักษ์ใหญ่ทั้งสองฝ่ายให้เกียรติซึ่งกันและกัน ปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม และเคารพการตัดสินใจเพื่อความก้าวหน้าของแต่ละฝ่าย

คำกล่าวข้างต้นของผู้นำพญามังกรสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนในช่วงเวลานี้ได้เป็นอย่างดีว่ากำลังอยู่ในระดับขั้นที่ตึงเครียดมากน้อยแค่ไหน ขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของจีนอย่างชัดเจนเช่นกันว่า ไม่ต้องการเผชิญหน้าขัดแย้งหรือแข่งขันกับ มหาอำนาจอย่างสหรัฐทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจการค้า

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่าง มหาอำนาจสองซีกโลกอย่างพญาอินทรี สหรัฐ กับพญามังกร จีน ไม่ค่อยจะหวานชื่นราบรื่นเหมือนช่วงแรกๆ ที่สองประเทศฟื้นความสัมพันธ์กันสักเท่าไรนัก

สาเหตุส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากการขยายอำนาจอิทธิพลทางการทหารของจีน โดยรวมถึงการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ที่ประเทศเพื่อนบ้านจีน ไล่เรียงตั้งแต่ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน กล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ด้วยเช่นกัน กระทั่งกลายเป็นประเด็นพิพาทจนยากที่จะหลีกเลี่ยงบรรยากาศตึงเครียดภายในภูมิภาค

จีนมีปัญหาพิพาทเกาะเตียวหยูหรือเกาะเซนกากุกับญี่ปุ่น เกาะสแปรตลีย์กับเวียดนาม และแนวหินโสโครกสการ์โบโรกับฟิลิปปินส์ โดยยังไม่นับรวมการประกาศเขตแสดงตนเพื่อความปลอดภัยทางอากาศ ซึ่งกินพื้นที่น่านฟ้าของหลายประเทศ จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างร้อนระอุคุกรุ่น

ขณะที่สาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐไม่ราบรื่นอีกส่วนหนึ่งก็มาจากท่าทีของสหรัฐเอง โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักจากจีนเห็นตรงกันว่า การที่สหรัฐมีจุดยืนด้วยการเลือกสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลจีน ก็ยิ่งทำให้สหรัฐกับจีนตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

อีวาน ไฟเจนบาม รองประธานสถาบันพอลสัน องค์กรนักคิดชั้นแนวหน้าของสหรัฐ ระบุว่า สำหรับสหรัฐที่มีนโยบายมุ่งเอเชีย นับเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะแยกความสัมพันธ์กับจีนออกจากชาติอื่นๆ ในภูมิภาค ดังนั้นเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเพื่อนบ้าน เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐ มีปัญหา จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สถานการณ์ดังกล่าวจะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือแม้ว่าสหรัฐจะตระหนักในความสำคัญของจีนดี ยืนยันได้จากคำกล่าวของประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ที่ยอมรับก่อนหน้านี้ว่าทั้งสองประเทศอาจไม่สามารถเห็นพ้องต้องกันใน ทุกเรื่อง แต่ก็พร้อมจะสนับสนุนกันและกัน เพื่อ ผลประโยชน์โดยรวม ทว่าเมื่อเอาเข้าจริง สหรัฐก็ไม่อาจนิ่งเฉยดูดายปล่อยให้จีนขยายอิทธิพลในเอเชียมากเกินไปจนส่งผลต่ออิทธิพลของสหรัฐในภูมิภาคได้เช่นกัน

ดังนั้น ต่อให้ต้องมีประเด็นขัดใจกับ มหาอำนาจอย่างจีน สหรัฐก็จำเป็นต้องให้การ สนับสนุนพันธมิตรที่คบหามานานอย่าง ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ หรือเกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่งจะมีรายงานบรรลุข้อตกลงความร่วมมือทางการทหารเมื่อ ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ จนสร้างความไม่พอใจให้กับจีน

อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐกับจีนต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกัน เป็นคู่ค้าลำดับต้นๆ ของกันและกัน ตลอดจนต้องพึ่งพากันและกันในการเติบโต โดยยังไม่นับรวมถึงความพยายามของจีนที่จะปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้เสรีและเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งหากสำเร็จเศรษฐกิจจีนย่อมจะกลายเป็นโอกาสที่สำคัญอย่างมากของสหรัฐ ท่ามกลางการเติบโตที่ค่อยๆ ฟื้นอย่างช้าๆ ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวพันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม เนื่องจากสหรัฐและจีนต่างเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจทั้งคู่

ดังนั้น การเกริ่นนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ก่อนหน้าการประชุมในกรุงปักกิ่งกับตัวแทนระดับสูงของสหรัฐอย่างจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศ และจาค็อบ ลิว รัฐมนตรีคลัง จึงถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าจีนพร้อมเดินหน้าเจรจา เช่นเดียวกับท่าทีของสหรัฐที่พร้อมปรับความเข้าใจกับจีนอีกครั้งเพื่อเดินหน้าต่อไปข้างหน้า โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการบรรลุข้อตกลงอนุสัญญาการลงทุนระดับทวิภาคี (บีไอที)

ทั้งนี้ การที่สหรัฐกับจีนต่างมีท่าทีตรงกันที่ต้องการเดินหน้าสานสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ให้แน่นแฟ้นเพื่อผลประโยชน์โดยรวมทั้งหมดย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดี

กระนั้น เมื่อต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนในหลายประเด็นที่แตกต่างกัน ทั่วโลกยังต้องจับตามองกันต่อไปว่า การเดินหน้าเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้ของสองมหาอำนาจจะไปได้ไกลแค่ไหน และจะยอมไว้วางใจกันและกันได้มากเพียงใด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท