
จะหยวนดีหรือไม่
มีผู้อ่านขอมาหลายสัปดาห์แล้ว ให้ผมเขียนเรื่องอนาคตของเงินดอลลาร์ หรือเงินเหรียญสหรัฐ แต่เดิมผมไม่เห็นเป็นเรื่องเร่งด่วน จึงไม่ตอบสนองในทันที
มีผู้อ่านขอมาหลายสัปดาห์แล้ว ให้ผมเขียนเรื่องอนาคตของเงินดอลลาร์ หรือเงินเหรียญสหรัฐ แต่เดิมผมไม่เห็นเป็นเรื่องเร่งด่วน จึงไม่ตอบสนองในทันที
แต่จากการติดตามอ่านเรื่องที่แชร์กันไปแชร์กันมาว่อนโซเชียลมีเดียในขณะนี้ ทำให้ทราบว่าสังคมของเรากำลังสับสน เนื้อหาที่แชร์กันส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา โดยทั้งคนเขียนและคนอ่านต่างไม่เข้าใจระบบและกลไกตลาดแลกเปลี่ยน แต่อาจทำไปเพื่อความสะใจ เพราะมีความไม่พอใจสหรัฐกับยุโรปเป็นพื้นฐาน
เราโกรธที่เขาแทรกแซงกิจการภายในของเรา โดยตำหนิการทำรัฐประหารของ คสช. เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ลดความช่วยเหลือและลดระดับความสัมพันธ์ ข่มขู่จะลงโทษเราทางการค้า ตลอดจนเลือกจังหวะเวลานี้ในการเล่นงานเราเรื่องการค้ามนุษย์
ผมพูดเรื่องความไม่รู้ของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพราะต้องการยกตนข่มผู้อื่น เพียงแต่ผมบังเอิญอยู่ใกล้ชิดกับตลาดแลกเปลี่ยนเกือบตลอดชีวิตการทำงาน ทำให้ได้เห็นในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็น
ไม่เฉพาะคนเดินถนนทั่วไปเท่านั้นที่ไม่เข้าใจตลาดแลกเปลี่ยน แม้แต่ในวงการเมือง วงการข้าราชการระดับสูง หมู่นักวิชาการ ซึ่งรวมไปถึงนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ ต่างมีความเข้าใจที่ผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้
ความรู้เกี่ยวกับตลาดแลกเปลี่ยนเป็นเรื่องที่ไม่มีการเผยแพร่มากนัก คนที่เข้าใจกลไกตลาดมักจะจำกัดเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ในอาชีพบริหารเงินหรือค้าเงิน ซึ่งในแต่ละธนาคารก็มักจะมีอยู่เพียงไม่กี่คน ยกเว้นเมืองที่เป็นศูนย์กลางการเงินของโลกอย่างลอนดอน นิวยอร์ก ฮ่องกง และสิงคโปร์
เรื่องที่แชร์กันด้วยความสะใจในขณะนี้ คือ สหรัฐกำลังจะถูกลอยแพ ประเทศอื่นๆ กำลังลดหรือเลิกการใช้เงินเหรียญสหรัฐในการทำการค้า ซึ่งจะทำให้เงินเหรียญสหรัฐหมดความสำคัญและกลายเป็นเศษกระดาษในที่สุด
หลายเรื่องที่แชร์เน้นโจมตีสหรัฐประเทศเดียว แต่บางเรื่องเหมารวมยุโรปกับเงินยูโรและปอนด์สเตอร์ลิงด้วย ส่วนสกุลเงินที่จะมาแทนที่พูดถึงกันมากที่สุด คือ เงินหยวนของจีน กับเงินรูเบิลของรัสเซีย บางคนพูดไกลไปถึงเอสดีอาร์ของไอเอ็มเอฟ หรือการกลับไปอิงค่าเงินกับทองคำก็มี
ก่อนการปรุงแต่ง เนื้อข่าวจริงๆ มีอยู่ไม่มาก เรื่องหนึ่งคือจีนกับรัสเซียตกลงกันเบื้องต้นว่า จะไม่ใช้เงินเหรียญสหรัฐในการค้าขายพลังงานระหว่างกัน แต่จะใช้เงินหยวนหรือเงินรูเบิลแทน
นอกจากนี้ มีการประชุม 133 ประเทศกำลังพัฒนาที่โบลิเวียในเดือน มิ.ย. ที่เราเอามาร่ำลือกันว่าที่ประชุมมีมติให้สร้างสกุลเงินเพื่อการค้าระหว่างกันขึ้นมาใหม่แทนเงินเหรียญสหรัฐ
ในความเป็นจริง มติดังกล่าวไม่ใช่ของที่ประชุมใหญ่ หากเป็นของกลุ่มย่อยในหมู่ละตินอเมริกาไม่กี่ประเทศ และไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นข้อเสนอเดิมของฮูโก ชาเวซ ของเวเนซุเอลา กับฟิเดล คาสโตร ของคิวบา เมื่อหลายปีก่อน
ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะทั้งสองเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐมานาน และแม้ตัวจะตายไปแล้ว ก็ยังทิ้งเรื่องนี้ไว้เป็นมรดกให้กับทั้งสองประเทศ
เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพตลาดแลกเปลี่ยน ผมขออนุญาตใช้วิธีการเดียวกับที่ผมใช้ได้ผลมาแล้วในการสอนนักศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจ คือ เล่าให้ฟังว่าตลาดแลกเปลี่ยนโลกไม่ได้เป็นแบบตารางหรือตาข่าย ที่สกุลเงินต่างๆ โยงกันไปโยงกันมา แต่มีลักษณะเหมือนล้อรถจักรยาน คือ มีเงินเหรียญสหรัฐเป็นแกนอยู่ตรงกลาง และสกุลเงินอื่นๆ เป็นซี่ล้อ
เพื่อให้เข้าใจเหตุผลที่ต้องเป็นเช่นนี้ ผมจะเปรียบเทียบตลาดแลกเปลี่ยนกับเครือข่ายการบินในประเทศ โดยเงินเหรียญสหรัฐเปรียบเสมือนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลาง ส่วนสกุลอื่นๆ เป็นหัวเมืองที่อยู่ในเส้นทางการบิน
ในการเดินทางจากเชียงใหม่ไปอุบลราชธานี เส้นทางที่สั้นที่สุดคือบินตรง แต่เส้นทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ เชียงใหม่กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯอุบลราชธานี
การบินในเชิงพาณิชย์ระหว่างเชียงใหม่กับอุบลราชธานีไม่คุ้มค่า เพราะจำนวนผู้โดยสารมีไม่พอ แต่ระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ และกรุงเทพฯ กับอุบลราชธานี มีให้เลือกวันละหลายเที่ยว
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมนำมาใช้เปรียบเทียบเป็นประจำคือเรื่องภาษา เงินเหรียญสหรัฐเปรียบเสมือนภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษากลาง ส่วนเงินสกุลอื่นๆ เป็นภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศ
คนทั่วโลกเรียนรู้ภาษาของตัวเองกับภาษาอังกฤษอีกภาษาเดียวก็เพียงพอที่จะใช้เดินทางและติดต่อกับคนชาติอื่นๆ ทั่วโลก
ในวันนี้หากจีนกับรัสเซียจะเลิกใช้ภาษาอังกฤษ แล้วหันไปใช้ภาษาจีนหรือรัสเซียแทน ปัญหาแรกที่จะต้องตกลงกันให้ได้ คือ จะเลือกใช้ภาษาของใคร หากต่างคนต่างใหญ่ ไม่ยอมลงให้กัน เรื่องก็อาจจบตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม
ถึงจะตกลงกันได้ ปัญหาก็ยังไม่หมด เพราะหากคนจีนกับคนรัสเซียไม่เรียนภาษาอังกฤษ ก็จะเกิดความยุ่งยากเวลาเดินทางไปประเทศอื่น หรือคนต่างชาติจะมาท่องเที่ยวจีนกับรัสเซียก็จะประสบปัญหาเรื่องภาษาเช่นกัน
ในอดีตหลายประเทศไม่สนับสนุนให้ประชาชนเรียนภาษาอังกฤษ และพยายามผลักดันภาษาของตัวเองขึ้นมาเป็นคู่แข่ง แต่ไม่สำเร็จ ในที่สุดต่างต้องหันมาให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษ เพื่อไม่ให้ล้าหลังประเทศอื่น
เรื่องสกุลเงินก็เช่นเดียวกัน ที่พูดมาไม่ได้หมายความว่าเราจะแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินหยวนไม่ได้ เราทำได้เสมอครับ หากเรายอมรับต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น
เรื่องหนึ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด คือ เวลาเราจะไปทัวร์เมืองจีน เราถือเงินบาทเดินเข้าไปในธนาคารเพื่อขอแลกเป็นเงินหยวน เจ้าหน้าที่ธนาคารก็จัดการให้ ทำให้เราเข้าใจว่าเราแลกเงินบาทเป็นเงินหยวนโดยตรง
ในความเป็นจริง ธนาคารเอาเงินบาทของเราแลกเป็นเงินเหรียญสหรัฐก่อน เสร็จแล้วจึงเอาเงินเหรียญสหรัฐแลกเป็นเงินหยวนอีกต่อหนึ่ง
ขั้นตอนตรงกลางที่เรามองไม่เห็น สะท้อนออกมาในรูปส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายที่กว้างขึ้น กล่าวคือ ธนาคารมีต้นทุนสูงขึ้นจากการทำธุรกรรม 2 ต่อ ก็ผ่านต่อต้นทุนนั้นมาให้ลูกค้า โดยรับซื้อในราคาที่ถูกลง และขายให้ในราคาที่แพงขึ้น
ผมยังจำได้ มีนักศึกษาคนหนึ่งยกมือถามว่า ระบบไม่ยุติธรรมใช่หรือไม่ สหรัฐเอาเปรียบชาติอื่นใช่หรือไม่ ภาษาก็ใช้ภาษาอังกฤษ ไม่ต้องเรียนรู้ภาษาอื่น เรื่องเงินมีดอลลาร์อยู่ในกระเป๋าก็ไปได้ทั่วโลก
ผมตอบไปว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความยุติธรรม แต่เป็นเรื่องพัฒนาการของตลาดที่สะสมกันมาหลายสิบปี บุคคลและสถาบันที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีอคติ แต่ที่ทำไปเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ต่างจากการที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทยส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่ที่ จ.แพร่ หรือหนองบัวลำภู
ชีวิตจริงก็เป็นเช่นนี้เอง คนเรานอกจากจะเลือกเกิดไม่ได้แล้ว สิทธิและเสรีภาพที่เท่าเทียมกันตามกฎหมาย ยังไม่ทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมเท่าเทียมกันตามไปด้วย
ก่อนจบ ผมสังเกตว่าคนที่เอาเรื่องไม่ใคร่มีสาระเหล่านี้มาแชร์ ล้วนเป็นคนที่มีความรู้และมีการศึกษาสูงๆ ด้วยกันเกือบจะทั้งสิ้น บางคนพูดไกลไปถึงความพินาศของสหรัฐที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
ผมอยากแนะนำว่า อย่าเอาเรื่องความไม่ชอบส่วนตัวมาปะปนกับเรื่องเศรษฐกิจและการเงินเลยครับ
ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบสหรัฐ เราก็ยังต้องอยู่ในโลกใบนี้ ที่คงมีประเทศนี้เป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งไปอีกนาน







