
ขอแรงคสช.ดันกฏหมายหลักประกันธุรกิจ
สภาพเศรษฐกิจที่ม้วนตัวมาเป็นขาลงตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
สภาพเศรษฐกิจที่ม้วนตัวมาเป็นขาลงตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว หากไม่มีการชุมนุมทางการเมืองเศรษฐกิจไทยก็ปรับตัวเป็นขาลงอยู่แล้ว เพราะปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประเทศไม่เอื้อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี
ปัจจัยในประเทศมาจากการที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงจากโครงการรถคันแรก ทำให้กำลังซื้อของประชาชนหายไป ส่วนการส่งออกที่คิดว่าจะดีเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวก็ไม่เป็นอย่างที่คิด มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็แป้กเพราะติดปัญหาฐานะการคลังขาดดุลสูง คืออยู่ในสภาพใช้มากกว่าหาได้ เมื่อมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่ม กปปส.มาผสม จึงทำให้เศรษฐกิจปักหัวลงอย่างถาวร
เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เท่ากับรับเอาปัญหาที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำไว้ไปแบกแทน เหมือนรัฐบาลกำลังเข้ามุมอับแล้วได้ คสช.มารับภาระไปแทน
ผลกระทบจากปัญหาการเมืองส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจอย่างช่วยไม่ได้ คนที่ได้รับผลกระทบเดือดร้อนมากที่สุดคือชาวนา ที่รัฐบาลค้างค่าจำนำข้าวอยู่ 9.2 หมื่นล้านบาท และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เจอผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองไปเต็มๆ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นปัญหาอยู่แล้ว จึงได้ระดมสมาคมธนาคารไทยมาหารือถกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีตั้งแต่ปีที่แล้ว และขอให้ธนาคารพาณิชย์ร่วมใจกันผ่อนผันเกณฑ์การชำระหนี้ให้เอสเอ็มอี ทั้งยืดหนี้ ลดเงินค่างวด ไม่เก็บเงินค่าปรับชำระหนี้ช้า หากสามารถให้เงินกู้เพิ่มเป็นทุนหมุนเวียนได้ก็ให้ดำเนินการ ซึ่งได้หารือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้เข้าไปค้ำประกันหนี้ให้กับเอสเอ็มอี
บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า รัฐบาลควรจะเพิ่มการค้ำประกันเงินกู้ให้กับเอสเอ็มอีจาก 25 เป็น 50% เพื่อที่จะช่วยให้ธนาคารปล่อยกู้ให้ธุรกิจเอสเอ็มอีง่ายขึ้น
แต่ข้อเสนอนี้ไม่ค่อยได้รับการตอบสนองจาก บสย.และลูกค้าเท่าใดนัก เพราะการค้ำประกันเพิ่มสำหรับลูกค้าก็เท่ากับเสียค่าธรรมเนียม ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกแม้รัฐบาลจะมีโปรแกรมออกค่าธรรมเนียมในปีแรกให้ แต่ปีถัดไปลูกค้าก็ต้องจ่ายเองอยู่ดี
จากข้อเสนอของกระทรวงการคลังและ ธปท. เห็นว่าทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ดีที่สุดก็คือการเร่งออกกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ
แหล่งข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า การออก พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ...นั้น จะต้องแก้ไขคู่ไปกับการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย เพราะมีบางส่วนที่เกี่ยวเนื่องกัน
สำหรับร่าง พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจนั้นมีสาระสำคัญแบ่งออกเป็น 8 หมวด ประกอบด้วย หมวด 1 “สัญญาหลักประกันทางธุรกิจ” กำหนดความหมายของสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ ประเภทของผู้ให้หลักประกันและผู้รับหลักประกัน ชนิดของหลักประกัน และกำหนดให้สัญญาหลักประกันทางธุรกิจต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานทะเบียน หมวด 2 “การจดทะเบียน” กำหนดให้จัดตั้งสำนักงานทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจขึ้นในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กำหนดให้อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นเจ้าพนักงาน
ขณะที่หมวด 3 “สิทธิและหน้าที่ของผู้ให้หลักประกันและผู้รับหลักประกัน” กำหนดให้ผู้ให้หลักประกันมีสิทธิครอบครอง ใช้สอย จำหน่ายจ่ายโอนหลักประกันได้ หมวด 4 “สิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ให้หลักประกันกับผู้รับหลักประกันกับบุคคลภายนอก” กำหนดให้ผู้รับหลักประกันมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันก่อนเจ้าหนี้สามัญ มีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่รวมเข้ากันตามส่วนของค่าแห่งทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันของตนในเวลาที่ทรัพย์สินรวมเข้ากัน
หมวด 5 “การบังคับหลักประกันที่เป็นทรัพย์สิน” หมวด 6 “การบังคับหลักประกันที่เป็นกิจการ” หมวด 7 “ความระงับสิ้นไปแห่งสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ” และหมวด 8 “บทกำหนดโทษ”
นอกจากนี้ ยังมีบทเฉพาะกาล กำหนดให้ในกรณีมีการออกกฎกระทรวงตามมาตรา 8 (5) ยกเลิกการใช้ทรัพย์สินใดเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตาม พ.ร.บ.นี้ ให้บรรดาสัญญาหลักประกันทางธุรกิจที่ใช้ทรัพย์สินนั้นเป็นประกันการชำระหนี้และจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานทะเบียนก่อนวันที่กฎกระทรวงนั้นมีผลใช้บังคับ ยังคงมีผลผูกพันคู่สัญญาต่อไปจนกว่าสัญญานั้นจะระงับสิ้นไป
สำหรับร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น มีการแก้ไขกำหนดให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิง กำหนดให้หลักประกันทางธุรกิจเหนือสิทธิเรียกร้องตกเป็นของผู้รับโอนเมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นไปเช่นเดียวกับกรณีของสิทธิจำนอง จำนำ หรือค้ำประกัน และกำหนดให้ผู้จำนองหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามสัญญาจำนอง หากเจ้าหนี้บังคับจำนองแล้วได้ไม่ครบจำนวนหนี้ที่มีการนำทรัพย์สินไปจำนองเป็นประกัน
กฎหมายทั้งสองฉบับนี้มีการเสนอแก้ไขในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยการผลักดันของ กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง แต่ยังไม่ได้บรรจุเข้าสภาก็เปลี่ยนรัฐบาลเสียก่อน และภายใต้การปกครองของ คสช. ภาคเอกชนทั้ง 3 สมาคม คือ สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย ได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะจะให้ธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารของรัฐแบกภาระในการช่วยเหลือคงจะไม่พอ
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ก็ยืนยันว่า พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจเป็นการสร้างหลักประกันใหม่นอกเหนือจากการจำนองและค้ำประกัน โดยให้สามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นหลักประกันได้ โดยไม่ต้องส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันแก่ผู้ปล่อยสินเชื่อ ซึ่งมองว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนกว่า 2 ล้านราย และยังช่วยพัฒนากระบวนการทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะเอสเอ็มอีมีสัดส่วนถึง 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หรือคิดเป็นมูลค่า 4 ล้านล้านบาทของจีดีพี
“ในมุมของผู้ให้กู้ไม่ได้อยากได้หลักประกันของลูกหนี้ แต่อยากให้ลูกหนี้มีการชำระคืนมากกว่า ดังนั้นหากผู้ประกอบการจะทำให้สถาบันการเงินมั่นใจในการปล่อยกู้ภายใต้กฎหมายดังกล่าว จะต้องเปิดเผยข้อมูลของบริษัทอย่างโปร่งใสและมีระบบบัญชีที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อ” ประสาร กล่าว
ฉะนั้น กฎหมายเร่งด่วนที่ คสช.จะต้องส่งเข้าบรรจุในสภาหากมีการตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว คือ พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2558 แก้ไขกฎหมายกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่จะให้สิทธิข้าราชการกลับไปเข้าระบบบำนาญตามเดิมสิทธิเดิมได้ ส่วนกฎหมายธุรกิจนั้น พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจจะเป็นกฎหมายฉบับแรกที่จะถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะ คสช.เห็นชอบกำหนดให้การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นวาระแห่งชาติ เพราะถือว่าผู้ประกอบการในธุรกิจเอสเอ็มอีถือเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ







