
แซมบ้า...บ้าไปแล้ว
ยิ่งกว่าช็อกโลก! เล่นเอาหัวใจของชาวบราซิลทั่วทุกหัวระแหงแทบจะหยุดเต้น เมื่อทราบผลการแข่งขัน รอบรองชนะเลิศ ที่สนามเบโล ฮอริซอนเต
โดย...ราชันเบอร์23
ยิ่งกว่าช็อกโลก! เล่นเอาหัวใจของชาวบราซิลทั่วทุกหัวระแหงแทบจะหยุดเต้น เมื่อทราบผลการแข่งขัน รอบรองชนะเลิศ ที่สนามเบโล ฮอริซอนเต ที่ “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ถล่ม บราซิล เละคาบ้าน 7-1 ประตู ผ่านเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศ เป็นทีมแรกในฟุตบอลโลก 2014 โดยจะพบกับผู้ชนะระหว่าง อาร์เจนตินา หรือ เนเธอร์แลนด์ ในวันที่ 13 ก.ค. เวลา 02.00 น. ตามเวลาไทย ความพ่ายแพ้นัดนี้ถือเป็นสกอร์แพ้สูงสุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลบราซิลก็ว่าได้
ต้องบอกว่าเกมของบราซิลเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดมากมาย แนวรับอ่อนยวบ เสีย 4 ประตู ภายใน 6 นาที เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ สำหรับทีมแชมป์โลก 5 สมัย
ไม่คิดว่าสกอร์จะขาดลอยขนาดนี้ ใครเป็นแฟนบอลบราซิลในสายเลือด บอกตรงๆ ว่ายังไม่หายมึน การขาดเนย์มาร์ กับ ติอาโก ซิลวา ไปมีผลกระทบกับทีมอย่างรุนแรงเกินกว่าที่จะนึกถึง ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ไฉน “เจ้าภาพ” สกอร์เละเทะขนาดนี้ หรือจะเป็นอาถรรพ์ที่บราซิลไม่สามารถคว้าแชมป์โลกในบ้านตนเองอีกต่อไป?
แต่ที่แน่ๆ ต้องขอชื่นชมในความประสิทธิภาพการถล่มประตูของทีมเยอรมนี เป็นเครื่องจักรสังหารสมชื่อจริงๆ และหากจะให้ “อินทรีเหล็ก” คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ในแผ่นดินละติน ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
คนที่ต้องรับผิดชอบกับความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน “บิ๊กฟิล” หลุยส์ เฟลิเป สโคลารี กุนซือมากประสบการณ์ที่ออกมายืดอกยอมรับอย่างลูกผู้ชายว่า “มันคือวันที่บัดซบที่สุดในชีวิตของผม”
“สุดยอดหายนะ ผมจะถูกจดจำตลอดไปในฐานะโค้ชที่แพ้ยับเยิน 7-1 แต่ผมรู้ดีถึงความเสี่ยงอยู่แล้วตั้งแต่รับงานนี้” สโคลารี กุนซือหนวดงามที่เคยพาทีมคว้าชัยในปี 2002 กล่าว
“คนที่ตัดสินใจเรื่องตำแหน่งผู้เล่นและการวางตัว แท็กติกทุกอย่างคือผม มันคือทางเลือกของผมเอง สิ่งที่ผมอยากกล่าวกับพ่อแม่พี่น้องชาวบราซิลก็คือ ได้โปรดให้อภัยฟอร์มการเล่นของพวกเราในเกมนี้ด้วยเถอะ ผมขอโทษที่พวกเราไม่สามารถผ่านไปยังรอบสุดท้ายได้ และพวกเราจะพยายามให้ถึงที่สุดเพื่อชิงตำแหน่งที่สาม พวกเรายังคงมีอะไรบางอย่างเหลือให้เล่นในเกมนี้”
สโคลารี เคยผ่านสถานการณ์เลวร้ายแบบนี้มาก่อนในปี 2004 ครั้งที่โปรตุเกสแพ้กรีซ คาบ้านในฟุตบอลยูโรฯ รอบสุดท้าย
หลายคนมองว่า การที่บราซิลแพ้ยับขนาดนี้ เพราะไม่มีเนย์มาร์ กองหน้าซุป’ตาร์ของทีมหรือไม่ นอกจากนี้บราซิลไม่เคยแพ้ 14 นัดติดต่อกัน ก่อนหน้าที่จะมาเจอกับเยอรมนี และสโคลารีก็พยายามกันเนย์มาร์ ซึ่งได้รับบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังออกจากเรื่องนี้
“ผมจะไม่ใช้เนย์มาร์มาเป็นข้ออ้างหรอกนะ พวกเราทำดีที่สุดแล้ว แต่เราดันมาเจอกับเยอรมนี พวกเราทำอะไรไม่ถูกตอนที่โดนนำ ทีมเยอรมนียังบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทุกอย่างมันกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง แต่มันอยู่ที่ความสามารถเฉพาะตัวของพวกเขาเหล่านั้น และคุณต้องยอมรับในจุดนั้น”
บอลแพ้ก็เศร้าเกินทำใจอยู่แล้ว แถมยังโดนรุมสับรุมจวกจากสื่อมวลชนของประเทศตนเองและต่างประเทศ เป็นเรื่องปกติ อยู่ที่สภาพหัวใจจะรับแรงเสียดทานได้แค่ไหน แต่ที่หนักหน่อยก็คือ สื่อบ้านตัวเองที่ออกมาประณามอย่างหนักว่าเป็นความอัปยศสำหรับวงการลูกหนังแดนแซมบ้าอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะเป็นการแพ้ยับที่สุดในประวัติศาสตร์ทีมแล้ว ยังเป็นการแพ้หนักสุดในบรรดาทีมเจ้าภาพอีกด้วย
เว็บไซต์ “โฟญา เด เซา เปาลู” หนังสือพิมพ์ทรงอิทธิพลที่สุดของบราซิล ขึ้นพาดหัวใหญ่ว่า “อัปยศแห่งประวัติศาสตร์” พร้อมกับชี้ว่า นี่ไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ย่อยยับที่สุดของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นการแพ้เยอะที่สุดของทีมเจ้าภาพในเวิลด์ คัพ รอบสุดท้าย
ชูกา คฟูรี คอลัมนิสต์กีฬาชื่อดัง กล่าวว่า “ฟุตบอลบราซิเลียนถูกขยี้เป็นผุยผง” พร้อมกล่าวเสริมว่า บราซิลเป็น 1 ใน 2 ชาติที่เป็นเจ้าภาพและชวดแชมป์ฟุตบอลโลกทั้ง 2 สมัย
ขณะที่เว็บไซต์ โกลโบ เอสปอร์เต เรียกผลการแข่งขันนัดนี้ว่า “ความอัปยศของความอัปยศ” เป็นการล้อเลียนคำพูดของ ดิลมา รูสเซฟฟ์ ประธานาธิบดีบราซิล ที่มักย้ำว่านี่เป็นฟุตบอลโลกแห่งฟุตบอลโลกทั้งหมด
ด้าน โอ โกลโบ หนังสือพิมพ์หัวดังของรีโอเดจาเนโร พาดหัวด้วยคำพูดของสโคลารี ที่กล่าวกับนักข่าวหลังการพ่ายแพ้ “ผมขอรับผิดชอบทั้งหมดนี้”
หนังสือพิมพ์ Bild สรุปง่ายๆ ว่า น็อกเอาต์บราซิลด้วยสกอร์ 7 : 1 เป็นเรื่องสุดบ้าคลั่งจริงๆ
หนังสือพิมพ์ L’Equipe บอกสั้นๆ ว่า หายนะ พร้อมตีพิมพ์ภาพ ดาวิด ลุยซ์ กัปตันทีมบราซิล ร่ำไห้อยู่กลางสนาม
มีแต่เพียง “ไข่มุกดำ” เปเล่ เท่านั้นที่ออกมาปกป้องบรรดารุ่นน้องรุ่นหลานและให้กำลังใจให้ขุนพล “เซเลเซา” สู้ต่อไป เปลี่ยนเป้าหมายให้บราซิลไปพยายามคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 6 ที่รัสเซีย ในอีก 4 ปีข้างหน้าแทนความผิดหวังครั้งนี้
เปเล่ เขียนข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์ว่า “เราจะคว้าแชมป์สมัยที่ 6 ที่รัสเซีย แสดงความยินดีกับเยอรมนี ผมพูดเสมอว่าฟุตบอลเป็นกล่องของความประหลาดใจ ไม่มีใครในโลกคาดคิดว่าจะเกิดผลการแข่งขันแบบนี้”
ทั้งนี้ บราซิลเคยเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกมาครั้งหนึ่งเมื่อปี 1950 และแพ้อุรุกวัย 2-1 ในรอบชิงชนะเลิศ
ส่วนฝั่งผู้ชนะเยอรมนี ไม่ได้เยาะเย้ยถากถางคู่แข่ง แต่กลับแสดงความเห็นอกเห็นใจ อย่างเช่น โยอาคิม เลิฟ กุนซือทีมชาติเยอรมนี ออกมาแสดงความเห็นอกเห็นใจขุนพลแซมบ้า เพราะเคยช็อกแบบนี้มาแล้วตอนเป็นเจ้าภาพบอลโลก 2006 และพ่ายอิตาลี 0-2 ใน 120 นาที ของเกมรอบรองชนะเลิศ
“เราเองก็เคยช็อกและเคยพบเจอประสบการณ์แบบนี้เหมือนกันในปี 2006 ตอนที่เราแพ้อิตาลีช่วงต่อเวลาพิเศษ เราหวังไว้สูงมากเหมือนกันในปี 2006 ซึ่งแมตช์แบบนี้ทีมเจ้าภาพมักจะกดดันเป็นพิเศษอยู่แล้ว คน 200 ล้านคนอยากเห็นคุณผ่านเข้ารอบชิงฯ มันก็เลยส่งผลให้นักเตะของคุณกดดัน ผมขอแสดงความเสียใจกับเขาด้วย ผมรู้ว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร” กุนซือวัย 54 ปี กล่าว
หวังว่าบราซิลคงต้องรีบลบความผิดหวังครั้งนี้โดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะกลับมาแข็งแกร่งและเรียกศรัทธากลับมาอีกครั้งในการคว้าตำแหน่งที่ 3 เพื่อปาดคราบน้ำตา เป็นของขวัญแฟนบอลบราซิลกว่า 200 ล้านคน!!!







