posttoday
ทัศนคติไทยๆ...ตราบาปเหยื่อข่มขืน

ทัศนคติไทยๆ...ตราบาปเหยื่อข่มขืน

10 กรกฎาคม 2557

ฆาตกรรมโหดข่มขืนฆ่าเด็กหญิงวัย 13 ปี สะเทือนขวัญคนไทยทั้งประเทศ ด้วยผู้ลงมือก่อเหตุเป็นพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ฆาตกรรมโหดข่มขืนฆ่าเด็กหญิงวัย 13 ปี สะเทือนขวัญคนไทยทั้งประเทศ ด้วยผู้ลงมือก่อเหตุเป็นพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ภาพลักษณ์การบริการติดลบ และการบริหารล้มเหลวต่อเนื่อง

โพสต์ทูเดย์สัมภาษณ์พิเศษ ณัฐนที ดอกไม้นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ซึ่งต้องการเห็นสังคมไทยสร้างความเข้าใจเรื่องข่มขืนและยกระดับเรื่องนี้ให้เป็นวิชาการมากกว่าการใช้อารมณ์ เป็นต้นว่า กระแสเรียกร้องให้การข่มขืน = ประหาร ฯลฯ

ณัฐนที ระบุว่า สาเหตุที่ผู้คนในสังคมไทยมีอาการโกรธเคืองเกรี้ยวกราดหลังเกิดคดีข่มขืนน้องแก้ม เพราะคนกลุ่มนี้มักเอาตัวเองเข้าไปสวมบทบาทคนใกล้ชิดของเหยื่อ จึงมักมีคำพูดที่ว่า “ลองคิดว่าถ้าเป็นญาติพี่น้องคุณสิ คุณจะรู้สึกอย่างไร?” ผนวกการติดตามข่าวสารที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกเกรี้ยวกราด จึงพุ่งสูง

นอกจากนี้แล้วคนไทยมักมีทัศนคติว่าการข่มขืนรุนแรงมากกว่าคนคนหนึ่งถูกแทงด้วยมีด เพราะ เชื่อว่าการถูกข่มขืนจะเป็นตราบาปที่ติดตัวไปตลอดชีวิต ขณะที่แผลจากมีดสามารถรักษาให้หายได้ นอกจากเรื่องความโกรธยังเป็นเรื่องความกลัวด้วย กรณีนี้เหตุเกิดบนรถไฟ ซึ่งอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกันกับคนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ ถ้าเกิดขึ้นในต่างประเทศใน สิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย คนไทยอาจจะรู้สึกเฉยๆ ก็ได้

ทัศนคติดังกล่าวในมุมของณัฐนทีเห็นว่าค่อนข้างคับแคบ คือมองเห็นแค่ผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ จึงมีการเรียกร้องให้นำผู้กระทำผิดมาประหารชีวิต โดยไม่หาทางป้องกัน ทั้งที่คดีฆ่าข่มขืนหรือข่มขืนแล้วฆ่ามีโทษประหารอยู่แล้ว แต่ควรได้พิจารณาเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น ความปลอดภัยของผู้โดยสารบนรถไฟ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เดินทางโดยลำพัง ฯลฯ ไม่ใช่แค่ขู่ด้วย “โทษประหาร” เฉยๆ

“อย่าให้ประเด็นที่มีคุณค่าถูกกลบด้วยเสียงด่าทอสาปแช่งผู้ต้องหา ซึ่งผ่านไปอาทิตย์หนึ่งหรือเดือนหนึ่งก็อาจจะหันไปสนใจเรื่องอื่นกันหมดแล้ว”

นักศึกษาจากเวอร์จิเนียยกตัวอย่างงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการลงโทษคดีข่มขืนหลายชิ้น เช่น เรื่องความสัมพันธ์ของการเพิ่มโทษหรือการบังคับใช้โทษประหารต่ออัตราการก่อเหตุอาชญากรรม ผลศึกษาที่ทำกันได้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างตรงกันก็คือ การเพิ่มโทษให้รุนแรงขึ้นหรือการใช้โทษประหารชีวิตไม่ได้ช่วยลดอัตราการก่ออาชญากรรมอย่างมีนัยสำคัญ “ฟังแวบแรกอาจจะรู้สึกว่ามันขัดกับสามัญสำนึกว่าทำไมใช้โทษแรงๆ แล้วคนจึงไม่กลัว ความจริงมีอยู่ว่า มีปัจจัยหลายอย่างมากกว่าความรุนแรงของโทษที่จะทำให้คนคนหนึ่งเลือกที่จะกระทำความผิดหรือไม่ทำ

“ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผมเคยอ่านปัจจัยหลักนั้นมีอยู่ 3 ปัจจัย ปัจจัยแรกก็คือความรุนแรงของโทษอย่างที่กล่าวไป ปัจจัยที่สองคือการรับรู้ถึงบทลงโทษในการกระทำความผิด โดยทั่วไปคนในสังคมมักไม่ค่อยมีความรู้ด้านกฎหมาย

“ถ้าคนในสังคมไม่มีความตระหนักรู้ถึงผลลัพธ์ของการกระทำในทางกฎหมาย ต่อให้เป็นโทษจำคุกหนึ่งวันหรือประหารชีวิตแล้วเอาศพไปเสียบประจานมันก็ไม่มีผลในการสร้างความกลัวอยู่ดี”

ปัจจัยที่สามซึ่งมีความสำคัญที่สุดก็คือความเที่ยงตรงของกระบวนการยุติธรรม นั่นคือภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรมไทยโดยรวมอยู่ในทางลบ คนมักมองว่ายังพึ่งพาไม่ได้ คนทำผิดยังคงลอยนวล คนบริสุทธิ์กลายเป็นแพะ คุกเป็นที่เอาไว้ขังคนจน ฯลฯ

ณัฐนที ย้ำว่า หากคนในสังคมเชื่อว่าทำความผิดแล้วจะไม่ถูกลงโทษ กฎหมายก็ไม่สัมฤทธิผล ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วไม่ว่าโทษจะแรงแค่ไหนก็คงไม่อาจยับยั้งการริเริ่มกระทำความผิดได้

“ยกตัวอย่างจากสถิติที่เก็บในสหรัฐ พบว่า มีถึง 60% ของกรณีการข่มขืนที่ไม่ได้ถูกแจ้งต่อตำรวจ และ 97% ของผู้ที่ข่มขืนไม่เคยต้องติดคุก การเพิ่มโทษหรือการใช้โทษประหารจึงไม่สามารถแก้ปัญหาในลักษณะนี้โดยตรงได้เลย เพราะสุดท้ายแล้วคนที่กระทำผิดก็ไม่เคยได้รับโทษอยู่ดี”

ประเด็นที่ตามมาก็คือ หากกระบวนการยุติธรรม ยังเชื่อถือไม่ได้ แต่ไปใช้โทษประหารในทุกคดีข่มขืน และลงเอยว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นการจับแพะ...จะทำอย่างไร? ด้วยเหตุนี้การสร้างความเที่ยงตรงในกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดอาชญากรรม และดีกว่าการเพิ่มโทษ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการข่มขืนและ ฆ่าข่มขืนด้วย สมมติทำให้โทษการข่มขืนไม่ต่างจากการ ฆ่าข่มขืนก็มีแนวโน้มที่ผู้ลงมือจะฆ่าเหยื่อปิดปากเพื่อ ปกปิดความผิด ซึ่งจะตรงกันข้ามกับผลลัพธ์ที่เราอยากได้ตั้งแต่ต้น นั่นก็คือการปกป้องเหยื่อ

ประการสำคัญที่ถูกมองข้ามอีกก็คือการข่มขืน ส่วนใหญ่ไม่ได้ลงมือโดยคนแปลกหน้าเสมอไป แต่กลับเป็นเพื่อนสนิทข่มขืนเพื่อน พ่อข่มขืนลูก พี่ข่มขืนน้อง ไปจนถึงสามีข่มขืนภรรยา ตามสถิติในอเมริกา ประมาณ 2 ใน 3 ของการข่มขืน กระทำโดยคนที่รู้จักกัน และ 38% ของการข่มขืนเกิดจากคนใกล้ตัวเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ยังมีการข่มขืนที่ไม่ได้มีแค่คนหนึ่ง ใช้กำลังบังคับอีกคนหนึ่ง แต่มีเรื่องการสมยอมด้วยความเงียบอีก เช่น แฟนอ้างความเป็นแฟนเพื่อมี เพศสัมพันธ์โดยที่อีกฝ่ายไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ ในกรณีนี้เป็นเรื่องยากที่ผู้ถูกกระทำจะแจ้งความเอาผิด ตั้งแต่ต้น หากเราตั้งโทษประหารไว้ เราจะคาดหวังให้คนเหล่านี้ไปแจ้งความจับกุมคนใกล้ตัวได้หรือ ท้ายที่สุดคนเหล่านั้นจะถูกประหารจริงๆ หรือ

...ใช่หรือไม่ว่าทัศนคติเรื่องเพศแบบไทยๆ เป็นปัจจัยเอื้อให้การข่มขืนหรือการกระทำชำเราไม่ได้รับการแก้ไข ณัฐนทีมองเรื่องนี้ออกเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรก เด็กไทยมักถูกสอนว่า การพูดถึงเรื่องเพศอย่างโจ่งแจ้งเป็นเรื่องลามกหยาบคาย การดูหนังโป๊หรือสำเร็จความใคร่เป็นเรื่องผิดบาปอนาจาร ทั้งที่เรื่องเพศเป็นธรรมชาติของมนุษย์ การปกปิดไม่ได้ทำให้มันหายไปไหน นอกจากไปโผล่ในที่ลับที่ผู้ใหญ่หรือ ผู้มีอำนาจไม่สามารถควบคุมได้

ผลลัพธ์ที่แย่น้อยหน่อยก็คือการมีเพศสัมพันธ์ด้วยความไม่รู้ ทำให้ตั้งท้องอย่างไม่ตั้งใจหรือทำให้ติดโรค อย่างที่ร้ายที่สุดก็อย่างที่เห็นคือการข่มขืน ดังนั้นการทำให้เรื่องเพศถูกพูดถึงอย่างเปิดเผยจะทำให้เรารู้เท่าทัน ทั้งรู้จักป้องกันและรู้จักรับมือเมื่อปัญหามันเกิดขึ้นแล้ว

ประเด็นต่อมาก็คือบทบาททางเพศของหญิงและชายที่สังคมไทยคาดหวัง มีหลายเรื่องให้กล่าวถึง เรื่องแรก ในสังคมไทยมีความเชื่อเรื่องผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงเป็นรอง เมื่อแต่งงานแล้ว ภรรยาจะกลายเป็นสมบัติทางเพศของสามี จึงมีปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไปจนถึงการข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศ ในคู่สมรสโดยไม่ยินยอม

เรื่องต่อมา สังคมไทยมีอุดมคติว่าหญิงไทยต้อง แต่งกายเรียบร้อย วางท่าทีเรียบร้อย ไม่แสดงออกเรื่องเพศ และรักษาพรหมจรรย์ เมื่อเหยื่อถูกข่มขืนและต้องการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษผ่านกระบวนการยุติธรรม เหยื่อต้องเผชิญการเปิดเผยตัวเองว่าถูกข่มขืน ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมไทยมองว่าเป็นเรื่องน่าอับอาย

อีกทั้งยังต้องเผชิญเรื่องคุณค่าพรหมจรรย์ที่ถูก ปลูกฝังให้ผู้หญิงต้องเก็บรักษาพรหมจรรย์ไว้ให้คู่แต่งงานของตัวเองเท่านั้น แม้กระทั่งกรณีเพศชายที่ถูกข่มขืนก็เป็นเรื่องน่าอับอายเพราะได้ “สูญเสียความเป็นชาย” ทำให้เหยื่อต้องเผชิญการถูกซักถามจาก ชั้นศาลและจากสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงประสบการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้น

เช่น ถูกถามว่า แต่งกายอย่างไร ไปเดินที่ไหน ทำอย่างไรจึงถูกข่มขืน หากแต่งกายไม่เรียบร้อยหรือเดินในที่เปลี่ยวก็จะถูกตำหนิว่า “ทำไมไม่ระมัดระวังตัว” กระบวนการเหล่านี้เรียกว่า การโทษเหยื่อ (Victim Blaming) ซึ่งเป็นการพุ่งความสนใจของการข่มขืนไปที่เหยื่อแทนที่จะไปยังผู้กระทำ เปรียบเหมือนเป็นการข่มขืนเหยื่อซ้ำรอบสอง

“ตราบาป” จากการข่มขืนจึงมีส่วนเกิดจากทัศนคติทางเพศและการตัดสินต่อเหยื่อที่สังคมมอบให้ด้วย ทำให้เหยื่อกลายเป็นเหยื่อไปตลอด กลายเป็น “คนที่ถูกข่มขืน” ไม่รู้จบ...ไม่สามารถใช้ชีวิตปกติในสังคมได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท