
ลงทุน5ด่าน12เขตเศรษฐกิจ
พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม คสช. ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นประธาน ได้กล่าวย้ำในที่ประชุมว่าให้เร่งแก้ปัญหาเรื่องของการพัฒนาด่านการค้าชายแดนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและอำนวยความสะดวกในการทำการค้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะที่ด่านสะเดา จ.สงขลา ที่พบว่ามีการจราจรที่แออัดมาก
พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม คสช. ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นประธาน ได้กล่าวย้ำในที่ประชุมว่าให้เร่งแก้ปัญหาเรื่องของการพัฒนาด่านการค้าชายแดนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและอำนวยความสะดวกในการทำการค้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะที่ด่านสะเดา จ.สงขลา ที่พบว่ามีการจราจรที่แออัดมาก
ที่ประชุม คสช.จึงได้มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปเร่งทำแผนและมาตรการให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด หากเป็นไปได้ต้องการให้ปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้นโยบายในที่ประชุมว่าข้อตกลงของอาเซียนนั้นมี 3 ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การเมืองความมั่นคง และวัฒนธรรม ดังนั้นในการพัฒนาด่านการค้าชายแดนจะต้องให้ความสำคัญกับทุกด้าน ต้องดำเนินการให้รอบคอบ โดยได้มอบหมายให้ สศช.จัดทำแผนพัฒนาด่านการค้าชายแดนร่วมกับฝ่ายเศรษฐกิจ ซึ่งมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.เป็นหัวหน้า โดยต้องเป็นแผนที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรอบการพัฒนาทั้งระยะสั้นและยาว และต้องมีการกำหนดการวัดผล (KPI) ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ คสช.ได้ให้นโยบายว่า ให้เร่งพัฒนา 5 ด่าน ซึ่งมีศักยภาพในการเชื่อมการค้ากับอาเซียน รวมถึงจัดทำแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ 12 เขตที่มีความเป็นไปได้ในการเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างชายแดนไทยกับเพื่อนบ้านให้มากขึ้นโดยเร็ว
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีด่านการค้าชายแดนทั่วประเทศ 94 ด่าน ใน 31 จังหวัด แต่ด่านที่มีศักยภาพและมีมูลค่าการค้ามากที่สุดมี 5 ด่าน คือ ด่านสะเดา, ด่านปาดังเบซาร์ จ.สงขลา ด่านแม่สอด จ.ตาก ด่านปอยเปต อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และด่านผ่านแดนหาดเล็ก คลองใหญ่ จ.ตราด
อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนาด่านการค้านั้นให้ยึดหลักว่าต้องเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกันเพื่อเพิ่มการค้าการลงทุน สามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย สร้างการเติบโตร่วมกับกลุ่มอาเซียนทั้งแง่ของการเป็นฐานผู้บริโภคและฐานวัตถุดิบการผลิต และการพัฒนาด่านการค้าและเขตเศรษฐกิจพิเศษระหว่างอาเซียนจะต้องเน้นให้เกิดความรวดเร็วในการปลดปล่อยทั้งสินค้าและผู้โดยสาร
“ปัจจุบันด่านสะเดา จ.สงขลา ถือว่ามีมูลค่าการค้าชายแดนมากที่สุด ขณะที่ด่านปาดังเบซาร์นั้น เป็นด่านที่เตรียมพร้อมรองรับการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า เพราะมีการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟกับประเทศมาเลเซียไปยังประเทศอาเซียน ส่วนด่านแม่สอด จ.ตาก เป็นด่านที่มีมูลค่าการค้าเป็นอันดับ 2 กับประเทศพม่า หากไม่นับด่านสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่มีการซื้อขายก๊าซธรรมชาติ” อาคม กล่าว
เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า นอกจากนี้ สศช.ยังรายงานที่ประชุมผลการประชุมระดับผู้นำครั้งที่ 8 ของแผนงานด้านการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ว่าจะต้องมีการติดตามงานใน 6 สาขา เช่น ด้านอุตสาหกรรมเกษตรสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงเส้นทางคมนาคมขนส่งในอาเซียน การพัฒนาบุคลากรร่วมกัน การท่องเที่ยว และในที่ประชุมยังได้เห็นชอบในเรื่องความร่วมมือเรื่องยางพาราให้เป็นระเบียงยางพารา เนื่องจากยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของทั้งสามประเทศ
สำหรับเรื่องการเร่งรัดสำหรับการประชุมผู้นำรอบนี้คือการปรับปรุงด่านชายแดนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระหว่างไทยมาเลเซีย ได้แก่ ด่านปาดังเบซาร์และด่านสะเดา ซึ่งในส่วนของด่านสะเดานี้ได้มีการตกลงร่วมกันให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการตกลงในการจัดทำโครงการนำร่อง 5 โครงการ คือ 1.ปรับปรุงด่านสะเดา 2.พัฒนาปรับปรุงท่าเรือขนส่งขนาดเล็ก 3.ปรับปรุงเส้นทางการคมนาคมเชื่อมจากด่านสะเดา เช่น ถนนมอเตอร์เวย์ 4.ปรับปรุงชุมทางพิเศษทุ่งสง เพื่อเน้นการเป็นศูนย์กระจายสินค้าสู่ทะเลตะวันตกและตะวันออก และ 5.การพัฒนาเมืองสีเขียวในแต่ละประเทศ และ 1 เมือง โดยประเทศไทยเลือก จ.สงขลา เป็นเมืองต้นแบบ
ก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ศึกษา พบว่า ประมาณการค้าด่านสะเดาเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยคาดว่าในปี 2558 จะมีปริมาณการค้า 4.11 แสนล้านบาท จากปัจจุบัน 3.2 แสนล้านบาท และจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 3.78 ล้านคน ขณะที่ด่านปาดังเบซาร์มีมูลค่าการค้า 2.35 แสนล้านบาท มีการนำเข้า 3.77 หมื่นล้านบาท







