
รวมกองทุนรักษาพยาบาลของดีที่อยู่เกินเออื้อม
ความพยายามในการรวมกองทุนรักษาพยาบาล 3 กองทุน ได้แก่ การรักษาฟรีทุกโรคของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ความพยายามในการรวมกองทุนรักษาพยาบาล 3 กองทุน ได้แก่ การรักษาฟรีทุกโรคของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กองทุนประกันสังคมของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และการเบิกจ่ายค่ารักษาของข้าราชการ ที่กรมบัญชีกลางรับผิดชอบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ยังเป็นเรื่องที่อยู่ไกลจากเป้าหมาย แม้จะมีความพยายามกันมานานแต่แทบไม่มีความคืบหน้า เพราะแต่ละกองทุนมีการดำเนินการและให้สิทธิรักษาพยาบาลเหลื่อมล้ำกันอยู่มาก
หากไล่เรียงดูไส้ในของแต่ละกองทุนรักษาพยาบาล ตั้งแต่การรักษาฟรีของ สปสช. ล่าสุดเมื่อปี 2557 ดูแลคนประมาณ 49 ล้านคน ได้รับงบประมาณอุดหนุน 2,956 บาท/หัว รวม 1.8 แสนล้านบาท
ด้านกองทุนประกันสังคม มีผู้ประกันตนประมาณ 10 ล้านคน ได้ค่ารักษาพยาบาล 2,800 บาท/หัว โดย สปส.จ่ายให้โรงพยาบาลที่เข้าร่วมรักษาปีละประมาณ 3 หมื่นล้านบาท แต่ผู้ประกันตนและนายจ้างต้องจ่ายเงินให้กองทุนฝ่ายละ 5% ของเงินเดือน แต่ไม่เกิน 750 บาท/เดือน ขณะที่รัฐบาลซึ่งต้องจ่ายสมทบอีก 2.75% ของเงินเดือนลูกจ้าง แต่ปรากฏว่าติดค้างมาหลายปีแล้ว
ขณะที่การรักษาของข้าราชการและบุคคลในครอบครัว มีผู้ได้สิทธิประมาณ 5 ล้านคน ใช้งบปีละ 6 หมื่นบาท หารแล้วคิดเป็นค่ารักษาพยาบาลตกรายละ 5,500 บาท
เมื่อเทียบทั้ง 3 กองทุน จะพบว่าข้าราชการได้สิทธิค่ารักษาพยาบาลดีที่สุด เพราะรัฐบาลออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด การตรวจรักษามีคุณภาพดีกว่า โดยเฉพาะยาที่สามารถเบิกยานอกที่มีคุณภาพดีกว่าผลิตในประเทศ ทำให้ค่ารักษาต่อหัวของข้าราชการค่อนข้างสูง
ขณะที่สิทธิการรักษาของ สปส. กับสปสช. ก็ต้องถือว่าสิทธิรักษาฟรีของ สปสช.ดีกว่า เพราะผู้รักษาพยาบาลไม่ต้องจ่ายเงินเลย ขณะที่ผู้ประกันตนยังมีภาระต้องจ่ายเงินสมทบ รวมทั้งสิทธิ สปสช.ทำให้เข้าถึงยาได้มากกว่าสิทธิประกันสังคม
ความเหลื่อมล้ำของสิทธิในแต่ละกองทุน นำมาซึ่งปัญหาสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน สถานพยาบาลจะถามสิทธิในการรักษา ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาล่าช้า โดยข้าราชการได้รับสิทธิเข้าถึงการรักษาเร็วกว่าสิทธิของ สปส. และ สปสช.
ตัวอย่างหนึ่ง คือ ผู้ประกันตนกองทุน สปส. ป่วยความดันขึ้นสูง เข้ารักษาโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นการเข้ารักษากรณีฉุกเฉิน แต่โรงพยาบาลตรวจสอบสิทธิในการรักษา ทั้งที่สามารถเช็กได้แล้วว่า ผู้ประกันตนใช้สิทธิ สปส.ที่ขาดส่งเงินสมทบ แต่ยังอยู่ในสิทธิรักษาเพราะไม่เกิน 180 วัน แต่สถานพยาบาลก็จะให้คนไข้ไปจ่ายเงินสมทบก่อนการรักษา เพราะกลัวคนไข้ต้องนอนรักษานาน เห็นได้ชัดว่าสถานพยาบาลเป็นห่วงเรื่องรายได้มากกว่าการรักษาคนไข้
จากข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ประเมินได้ว่า การรวมกองทุนรักษาพยาบาลทั้ง 3 กองทุนเข้าด้วยกันเป็นเรื่องยาก เพราะหากจะรวมได้ เท่ากับว่าต้องยึดสิทธิประโยชน์การรักษาของข้าราชการเป็นหลัก โดยการเพิ่มสิทธิการรักษาของ สปส. และ สปสช. ให้ได้เท่ากับข้าราชการ แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวถึง 5 แสนล้านบาท/ปี หรือ 1 ใน 4 ของงบประมาณรายจ่ายปัจจุบัน
นอกจากนี้ ต้องมีการยกเลิกเก็บเงินสมทบจากลูกจ้างและนายจ้างที่จ่ายให้ สปส. เพื่อให้สิทธิการรักษาทุกคนเท่ากัน แต่หากจะรวมด้วยวิธีอื่นยิ่งเป็นไปได้ยากเพิ่มขึ้นอีก เช่น กรณีของการเพิ่มสิทธิของ สปส. และ สปสช.เพิ่มขึ้น และลดสิทธิของการรักษาพยาบาลของข้าราชการลงมาให้ทั้ง 3 กองทุนอยู่ระดับเดียวกัน ก็จะมีปัญหาข้าราชการและบุคคลในครอบครัวที่ได้รับสิทธิ 5 ล้านคน ก็จะไม่ยอมเพราะถูกรอนสิทธิให้น้อยลง
แม้ว่าที่ผ่านมากระทรวงการคลังจะเคยคิดลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของข้าราชการ โดยการให้บริษัทประกันเข้ามารับภาระแทน แต่เมื่อบริษัทประกันกำหนดว่าจะมีการตั้งเพดานค่ารักษาของข้าราชการต่อครั้ง รวมทั้งตั้งเพดานยอดค่ารักษาทั้งปี แนวคิดนี้ก็ต้องล้มไป เพราะถือว่าเป็นการลดสิทธิของข้าราชการ
ดังนั้น การรวมกองทุนรักษาพยาบาลทั้ง 3 กองทุน จึงทำได้แค่ยกระดับมาตรการการรักษาแต่ละกองทุนให้ใกล้เคียงกันมากที่สุดเท่านั้น สิ่งที่สำคัญ คือ การทำให้ทุกคนได้เข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลเหมือนกัน แม้ว่าสิทธิที่ได้จะแตกต่างกันก็ตาม
ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 กองทุน ได้เริ่มต้นด้วยการไม่ให้สถานพยาบาลถามผู้ป่วยถึงสิทธิการรักษา กรณีที่เข้ารักษาฉุกเฉิน เพื่อให้สถานพยาบาลรักษาผู้ป่วยให้เต็มที่เต็มความสามารถ โดยให้มองเรื่องค่ารักษาพยาบาลเป็นเรื่องรอง และให้สถานพยาบาลมาดำเนินการเก็บค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิของผู้ป่วยในภายหลัง กับกองทุนรักษาพยาบาล ที่ สปสช.เป็นเจ้าภาพ
อย่างไรก็ตาม แค่ก้าวแรกก็เป็นงานหินแล้ว เพราะพบว่าสถานพยาบาลส่วนใหญ่ ยังคงถามสิทธิการรักษาของผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นอันดับแรกก่อนการรักษาเหมือนที่ผ่านมา เพราะต้องการตรวจสอบให้แน่ใจว่าการรักษาอยู่ในสิทธิที่ผู้ป่วยเบิกได้ และไม่ทำให้โรงพยาบาลเสียประโยชน์ จึงเป็นปัญหาว่าผู้ป่วยจำนวนมากที่เข้ารักษาตัวฉุกเฉิน ต้องนอนทนทุกข์เป็นเวลานานกว่าจะเข้าถึงการรักษาอย่างที่ควรเป็น
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามประสานความร่วมมือของ 3 กองทุนที่จะจ่ายเงินค่ารักษากรณีฉุกเฉินให้กับโรงพยาบาลโดยตรง เพื่อไม่ให้สถานพยาบาลไปเรียกเก็บจากคนไข้ เป็นการอำนวยความสะดวกของผู้ป่วยทั้ง 3 กองทุน แต่ที่ผ่านมาพบว่าสถานพยาบาลจำนวนไม่น้อยยังให้คนไข้จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน และเมื่อสถานพยาบาลเบิกเงินกับกองทุนได้แล้ว จะทำการจ่ายคืนให้กับผู้ป่วยในภายหลัง ซึ่งหากการเบิกได้น้อยกว่าที่คนไข้จ่ายให้กับโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็จะจ่ายให้เท่าที่เบิกได้เท่านั้น ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวของความพยายามที่จะประสานให้3 กองทุน เป็นกองทุนเดียวกัน
ล่าสุด คณะกรรมการร่วม 3 กองทุนสุขภาพ เตรียมเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อออกเป็นประกาศออกกฎหมายรองรับที่ชัดเจน ไม่ให้สถานพยาบาลเรียกเก็บเงินคนไข้ที่เข้ารักษากรณีฉุกเฉินและให้มาเรียกเก็บกับกองทุนรักษาพยาบาลในภายหลัง เพื่อให้การบังคับใช้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้เข้ารับการรักษาได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
จะเห็นว่าแค่ขอความร่วมมือของ 3 กองทุนรักษาพยาบาล กับโรงพยาบาลที่เป็นประเด็นเล็กๆ ยังต้องใช้อำนาจ คสช.
หากต้องรวมกองทุน 3 กองเข้าด้วยกันจริงๆ เพื่อให้ทุกคนได้สิทธิการรักษาพยาบาลเท่ากัน ทำให้คนได้สิทธิการรักษาน้อยกว่า มีโอกาสได้สิทธิเท่ากับคนที่ได้ค่ารักษาที่ดีกว่านั้น ก็เห็นทีว่าการใช้อำนาจของ คสช.ก็เอาไม่อยู่ เพราะการรวมกองทุนไม่ได้เป็นเรื่องการใช้อำนาจสั่งการเท่านั้น แต่เป็นเรื่องภาระของประเทศหลายแสนล้านบาท ที่หากไม่มีเงินมารองรับการใช้จ่าย ให้มีอำนาจแค่ไหน ก็คงไม่มีใครกล้าอนุมัติ







