
กรมชลฯเผยปี57ฝนตกน้อยสุดในรอบ9ปี
กรมชลประทานเผยปีนี้ฝนตกน้อยสุดนับตั้งแต่ปี 2549 คาดสิ้นฤดูมีน้ำไม่ถึง 50% ของความจุอ่างเก็บน้ำในประเทศ
กรมชลประทานเผยปีนี้ฝนตกน้อยสุดนับตั้งแต่ปี 2549 คาดสิ้นฤดูมีน้ำไม่ถึง 50% ของความจุอ่างเก็บน้ำในประเทศ
นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝนในขณะที่อยู่ในภาวะหน้าเป็นห่วงเนื่องจากฝนทิ้งช่วงโดยพบว่าปริมาณฝนตกน้อยที่สุดในรอบ 9 ปี นับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา และคาดว่าสิ้นฤดูในปีนี้จะมีน้ำไม่ถึง 50% ของความจุอ่างเก็บน้ำทั้งประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกนาปรังในฤดูถัดไป ซึ่งเมื่อสิ้นฤดูฝนประมาณพ.ย. อาจต้องเสนอให้มีการงดทำนาปรัง โดยส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อลดความเสียหายของข้าวและพืชผลทางการเกษตรอย่างไรก็ตามในฤดูนาปียืนยันว่าพื้นที่ในเขตชลประทานทั้ง 20 ล้านไร่จะมีน้ำทำนาเพียงพออย่างแน่นอน และนาปรังหากสิ้นฤดูฝนน้ำมีน้ำสะสมน้อยกว่า 60% ของความจุอ่าง ก็จะปลูกนาปรังได้ไม่เกิน 8-9 ล้านไร่ จากปกติทุกปีที่ปลูกได้ 11-12 ล้านไร่
ทั้งนี้กรมชลฯได้มีการบริหารจัดการโดยระบายนำจากเขื่อนให้น้อยที่สุด ขณะนี้ให้เพียงพอสำหรับนาที่ลุ่มเท่านั้น ส่วนนาที่ดอนจะยังไม่ได้น้ำ ต้องอาศัยการเพาะปลูกจากน้ำฝนไปก่อนและขอความร่วมมือเลื่อนการทำนาออกไปถึงปลายเดือนก.ค. เพื่อรอเข้าสู่ ฤดูฝนอย่างเต็มตัว โดยล่าสุดปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลน้ำการได้เพียง 3% และเขื่อนสิริกิติ์มีประมาณ 4 % ทำให้ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงต้องบริหารด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้ยังได้ขอให้พื้นที่ชลประทานภาคอีสาน ในเขื่อนห้วยหลวง เขื่อนลำปาว และเขื่อนอุบลรัตน์ เลื่อนเวลาการปลูกด้วยเช่นกัน
"ถ้าสถานการณ์น้ำยังเป็นแบบนี้ หลังสิ้นสุดฤดูฝนปีนี้ สถานการณ์น้ำอาจจะรุนแรง เพราะน้ำที่เก็บสะสมจากฤดูฝนมีน้อย ดังนั้น ใจจริงอยากจะเสนอให้มีการงดปลูกนาปรังไปเลย แล้วให้ราชการไปสนับสนุนชาวนาไปปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยแทน เช่น ถั่วที่มีราคาดีตันละประมาณ 2 หมื่นบาท ขณะที่ราคาข้าวปัจจุบันตันละ 6-7 พันบาทเท่านั้น นอกจากจะได้ราคาดีแล้ว การที่ปลูกพืชน้ำน้อย จะทำให้น้ำที่มีอยู่จำกัด สามารถแบ่งปันเฉลี่ยกันไปปลูกพืชได้ทั่วทั้งพื้นที่ชลประทาน"นายเลิศวิโรจน์กล่าว
ทั้งนี้แผนการปลูกฤดูฝนปี 2557 ของกรมชลฯ ทั้งประเทศ 20.99 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปี 15.93 ล้านไร่ พืชไร่ พืชผัก 3.9 แสนไร่ อื่นๆ 4.6 ล้านไร่ ทั้งนี้ในส่วนลุ่มเจ้าพระยาแผนเพาะปลูก 7.42 ล้านไร่ ปลูกแล้ว4.39 ล้านไร่ ภาคเหนือแผน 1.7 ล้านไร่ ปลูกแล้ว 2.2 แสนไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3.23 ล้านไร่ ปลูกแล้ว 1.3 ล้านไร่ ภาคตะวันออก 1 ล้านไร่ ปลูกแล้ว 3 แสนไร่ ภาคตะวันตก 9.5 แสนไร่ปลุกแล้ว3.2 แสนไร่ และภาคใต้ 1.2 ล้านไร่ปลูกแล้ว 6 หมื่นไร่
นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรและกรมชลประทาน เร่งหาทางในการบริหารจัดการน้ำให้มีปริมาณเพียงพอเป็นการเร่งด่วน รวมทั้งให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทราบ เพื่อจะได้วางแผนบริหารจัดการพื้นที่เกษตรในการสำรองน้ำเพื่อใช้การการเพาะปลูกต่อไป นอกจากนี้ กรมฝนหลวงฯ ยังมีแผนเติมน้ำต้นทุนในเขื่อนเป้าหมายขนาดใหญ่ในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. รวมทั้งเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำของเขื่อนต่างๆ โดยมีเป้าหมายให้มีปริมาณน้ำกักเก็บไม่ต่ำกว่า 80 % ของความจุอ่างฯอีกด้วย
ทั้งนี้กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าแนวโน้มพายุที่จะเข้าประเทศไทยจะ มีเพียง 2 ลูก ลูกแรกในเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ คาดว่าจะอยู่บริเวณภาคกลาง และอีกลูกหนึ่งจะเข้าประมาณเดือนต.ค.ที่ภาคใต้ ทำให้ไม่มีฝนที่จะมาเติมเขื่อนภาคเหนือและลุ่มเจ้าพระยา โดยปัจจุบันเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำในอ่าง 4,163 ล้านลบ.ม.คิดเป็น 31 % เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำ 3,249 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 34% เท่านั้น







