
แนวโน้มกำไรบจ.ไตรมาส2ไม่เด่น
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส วิเคราะห์ในเบื้องต้น แนวโน้มผลประกอบการงวดไตรมาส 2 ปี 2557 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ พบว่า โดยภาพรวมมีแนวโน้มที่ไม่ได้โดดเด่นไปกว่าไตรมาสแรกปี 2557 แต่อาจจะเห็นการเติบโตจากไตรมาส 2 ปี 2556 เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีฐานกำไรต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส วิเคราะห์ในเบื้องต้น แนวโน้มผลประกอบการงวดไตรมาส 2 ปี 2557 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ พบว่า โดยภาพรวมมีแนวโน้มที่ไม่ได้โดดเด่นไปกว่าไตรมาสแรกปี 2557 แต่อาจจะเห็นการเติบโตจากไตรมาส 2 ปี 2556 เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีฐานกำไรต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
กลุ่มพลังงานปิโตรเคมีกำไรสต๊อก
ทั้งนี้ น่าจะเห็นการบันทึกกำไรจากสินค้าคงคลัง (Stock Gain) จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบดูไบจากระดับประมาณ 104105 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงปลายไตรมาสแรกปี 2557 มาอยู่ที่ระดับ 108109 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ต่างกับไตรมาส 2 ปี 2556 ที่มีการบันทึกการขาดทุน (Stock Loss) เป็นจำนวนมากในด้านของฐานกำไรปกติ
ผลการดำเนินงานคาดว่าจะดีขึ้นจากไตรมาสแรกปี 2557 เล็กน้อย จากการกลับมาผลิตเต็มที่ของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และโรงแยกก๊าซหน่วยที่ 5 ส่วนต่างราคาวัตถุดิบกับราคาขาย (Spread) ของปิโตรเคมีในส่วนโอเลฟินส์ที่ดีขึ้น และปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) แต่ก็ถูกกดดันจากค่าการกลั่นที่ปรับตัวลดลง และผลประกอบการในสายของอะโรเมติกส์ นอกจากนี้ยังมีความเสียหายจากเหตุไฟไหม้บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC)
สำหรับตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดน่าจะเป็น PTTEP ราคาเหมาะสมที่ 195 บาท
กลุ่มธนาคารพาณิชย์ไม่น่าดี
น่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแรกที่ประกาศผลประกอบการออกมา โดยนักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ไม่ได้คาดหวังว่าจะเห็นผลประกอบการที่ดี เนื่องจากในช่วงไตรมาส 2 เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ชะลอตัวต่อเนื่องมาจากไตรมาสแรก ทำให้สินเชื่อ 5 เดือนแรกปีนี้โดยภาพรวมแทบจะไม่เติบโต โดยเพิ่มเพียง 0.96% จากสิ้นปี 2556
ทั้งนี้ แม้จะเห็นสัญญาณบวกจากส่วนต่างกำไรสุทธิ (NIM) บ้าง จากต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่ทยอยปรับลดลง แต่ไม่สามารถหักล้างได้กับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและประมาณการตัวเลขค่าใช้จ่ายในการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญ เนื่องจากทิศทางหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ส่วนใหญ่ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
สำหรับธนาคารพาณิชย์ที่คาดว่าจะมีผลประกอบการโดดเด่นที่สุดในงวดไตรมาส 2 ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (โบนัส) ที่ปรับลดลง แต่ราคาหุ้นก็อยู่ในระดับที่เต็มมูลค่าพื้นฐาน
ตัวเลือกการลงทุนที่ดี ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ราคาเหมาะสมที่ 193.45 บาท และธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ให้ราคา 223 บาท
กลุ่มไอซีทีโลว์ซีซั่น
ปกติในงวดไตรมาส 2 ของทุกปีจะถือเป็นช่วงขายไม่ดีของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งน่าจะทำให้เห็นผลกำไรไตรมาส 2 ปี 2557 ที่ลดต่ำลงจากไตรมาสแรกปี 2557 และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ก็น่าจะเห็นกำไรอยู่ในระดับที่ทรงตัวหรือปรับขึ้นเล็กน้อย โดยบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ซึ่งครองฐานกำไรเป็นส่วนใหญ่ของกลุ่ม ยังอยู่ในภาวะที่มีการลงทุนขยายโครงข่าย และมีการใช้ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารระดับสูง ประโยชน์ที่เกิดจากการเปลี่ยนส่วนแบ่งรายได้ใน 2จี มาเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่ต่ำกว่ามากจึงไม่ชัด
บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) คาดว่ากำไรจะเติบโตประมาณ 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) น่าจะขาดทุนลดลง
สำหรับธุรกิจดาวเทียม คาดว่า บริษัท ไทยคม (THCOM) จะมีกำไรโดดเด่น เนื่องจากผลของการยิงดาวเทียมไทยคม 6 เมื่อเดือน ก.พ. 2557 ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายค่าเช่าดาวเทียมสำรองลงไปได้ หุ้นเด่นในกลุ่มเลือก บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) มูลค่าเหมาะสมที่ 109 บาท
กลุ่มวัสดุก่อสร้างชะลอ
ผลกระทบจากช่วงวันหยุดยาวในเดือน เม.ย.พ.ค. ทำให้ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างมีน้อยลง นอกจากนี้กำลังซื้อของผู้บริโภคในต่างจังหวัดซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของสินค้าวัสดุก่อสร้างประเภทกระเบื้องปูพื้นและมุงหลังคา ถูกดึงไปจากเงินโครงการรับจำนำข้าวที่ล่าช้าและราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำน่าจะทำให้ผลประกอบการของหลายบริษัทในกลุ่มชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 2557 โดยบริษัทที่น่าจะมีการเติบโตได้ คือ บริษัทที่เน้นการส่งออกอย่างบริษัท วนชัย กรุ๊ป (VNG) มูลค่าเหมาะสมที่ 5.51 บาท รวมถึงบริษัทที่มีรายได้จากธุรกิจอื่นเข้ามาช่วยเสริมอย่างบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) มูลค่าเหมาะสมที่ 520 บาท ซึ่งจะมีเงินปันผลรับจากธุรกิจลงทุนเข้ามาในไตรมาส 2 และ 4 ของทุกปี
กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัยโดดเด่น
เชื่อว่าจะเป็นกลุ่มที่มีผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2557 โดดเด่นที่สุด โดยคาดว่าจะเห็นการฟื้นกลับที่ชัดเจนจากไตรมาสแรกปี 2557 ทั้งในส่วนของยอดขายและการบันทึกรายได้ โดยในส่วนของการบันทึกรายได้จะได้รับแรงหนุนจากยอดขายโครงการแนวราบที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมจากการสำรวจของฝ่ายวิจัย พบว่า ในส่วนคอนโดมิเนียมที่ถึงกำหนดในการบันทึกรายได้ในงวดไตรมาส 2 ปี 2557 จะปรับเพิ่มจากระดับ 1.4 หมื่นล้านบาท ในงวดไตรมาสแรกปี 2557 มาเป็นกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะขับเคลื่อนผลประกอบการให้มีการเติบโต
หุ้นเด่นที่ราคายังต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม และมีแนวโน้มผลประกอบการจากช่วงไตรมาส 2 ปี 2557 จนถึงสิ้นปี 2557 โดดเด่น ได้แก่ บริษัท เอพี ไทยแลนด์ (AP) บริษัท ไรมอน แลนด์ (RML) และบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC)
ครึ่งหลังของปีนี้ เศรษฐกิจฟื้น กำไรฟื้น ความเสี่ยงจากการเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงทางการเมืองที่ลดต่ำลงหลังการทำรัฐประหารส่งผลดีต่อระดับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และทำให้กลไกที่สำคัญต่างๆ ทางเศรษฐกิจกลับมาทำงานได้ตามปกติอีกครั้ง
สถานการณ์ดังกล่าวน่าจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยโดยภาพรวมฟื้นตัวกลับจากภาวะที่หดตัวในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ในส่วนของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนก็น่าจะอยู่ในภาวะที่ดีขึ้นตามลำดับ
ไตรมาส 2 กำไร บจ.โต 8%
ทั้งนี้ ในปี 2557 นักวิเคราะห์ประเมินกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนไว้ที่ 8.74 แสนล้านบาท หรือ 98.14 บาท เติบโต 7.74% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ภายใต้สมมติฐานหลักว่าอัตราเติบโตเศรษฐกิจปี 2557 อยู่ที่ระดับ 2% อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2% ราคาน้ำมันดิบดูไบ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาท/เหรียญสหรัฐ และเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.4%
งวดไตรมาสแรกปี 2557 มีฐานกำไรสุทธิคิดเป็น 25.2% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี
สำหรับเงินทุนต่างชาติยังไม่ถึงเวลากลับ
ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นที่จำกัดช่วง 6 เดือนแรกของปี 2557 ดัชนีปรับตัวขึ้นมา 14.4% สวนทางกับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนงวดปี 2557 ที่ถูกปรับลดลงจากผลกระทบของปัจจัยทางการเมือง และอัตราเติบโตเศรษฐกิจที่ถูกปรับลดลงเหลือเพียง 2%
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมาซื้อขายบนค่าสัดส่วนราคาต่อกำไรที่สูงขึ้น
สำหรับดัชนีที่ระดับปัจจุบัน (บริเวณ 1,493 จุด) ให้ค่าพี/อีปัจจุบันที่ 15.77 เท่า และพี/อี ณ สิ้นปี 2557 ที่ 15.21 เท่า โดยภาพรวมจึงถือเป็นระดับที่ยังไม่เหมาะสำหรับการซื้อหุ้นสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาว







