
"เศรษฐกิจเป็นโพรง"โจทย์ผู้นำใหม่อินโดฯ ต้องเร่งแก้
ใกล้เข้ามาทุกขณะ สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่แห่งอินโดนีเซีย
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ใกล้เข้ามาทุกขณะ สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่แห่งอินโดนีเซีย ประเทศที่มีขนาดจีดีพีใหญ่ที่สุดของอาเซียน และหนึ่งเดียวของอาเซียนที่อยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก 20 ประเทศ หรือ “จี20” ที่ตัวเต็งทั้งสอง อันได้แก่ โจโก วิโดโด ผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา จากพรรคพีดีไอ พีและ ปราโบโว ซูเบียนโต ผู้ใกล้ชิดอดีตจอมเผด็จการซูฮาร์โต จากพรรคเกรินทรา ต่างงัดกลยุทธ์การหาเสียงกันอย่างเข้มข้นในโค้งสุดท้ายนี้แล้ว
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำแดนอิเหนา ประธานาธิบดีคนใหม่จะไม่มีเวลาฉลองตำแหน่งมากนัก เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้า ทั้งปัญหาความเปราะบางทางเศรษฐกิจและปัญหาการทุจริต ตลอดจนการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ประธานาธิบดีต้องเร่งแก้ไขอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียเข้าร่องเข้ารอยอีกครั้ง
ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้ว อินโดนีเซียถือเป็นประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยทรัพยากรจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกันก็มีจำนวนชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วที่จะทำให้ความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยนับเป็นแรงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างดีเยี่ยม
รัฐบาลแดนอิเหนาพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการเน้นพึ่งพาการส่งออกเพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งแร่ทองแดง แร่นิกเกิล รวมถึงถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เปรียบอินโดนีเซียเสมือนแหล่งผลิตวัตถุดิบชั้นต้นสำหรับให้ประเทศอื่นนำไปผลิตเป็นสินค้าอื่นๆ ต่อไป โดยอุตสาหกรรมเหมืองคิดเป็น 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เลยทีเดียว
ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนแห่งนี้ อาศัยโอกาสความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เติบโตอย่างร้อนแรงอย่างจีน ในการพัฒนาการส่งออกเพื่อดูดรายได้เข้าประเทศ
เศรษฐกิจอินโดนีเซียจึงเติบโตอย่างร้อนแรงต่อเนื่อง โดยที่จีดีพีขยายตัวอยู่ที่ราว 6% ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่การลงทุนทางตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ในแต่ละปีเติบโตที่ราว 2050% มาโดยตลอด
อย่างไรก็ดี สภาวะที่เศรษฐกิจต้องพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนต่างชาติทำให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียอ่อนไหวต่อการผันผวนของเศรษฐกิจโลก เห็นได้ชัดจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับลดการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างรวดเร็ว รวมถึงแดนอิเหนาด้วยเช่นเดียวกัน
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การลด จนถึงการยุติโครงการคิวอีในสหรัฐนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจอินโดนีเซียเลยทีเดียว โดยส่งผลให้สกุลเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี โดยในไตรมาส 2 ปีนี้ สกุลเงินรูเปียห์อ่อนค่าลง 4.7% เมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ คิวอียังส่งผลให้การเติบโตของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เคยเติบโตอย่างร้อนแรง ในปัจจุบันเริ่มชะลอตัวลงจากภาวะเงินทุนไหลออก ขณะที่จีนประกาศปฏิรูปเศรษฐกิจ และปรับลดการคาดการณ์จีดีพีปีนี้อยู่ที่ 7.5% เท่านั้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกสินค้าชั้นต้นอย่างอินโดนีเซียเป็นอย่างยิ่ง
การปฏิรูปเศรษฐกิจจึงนับเป็นโจทย์ใหญ่อันดับต้นๆ ที่ผู้นำคนใหม่ของอินโดนีเซียต้องเร่งแก้ไข
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจแดนอิเหนาจะเติบโตอย่างร้อนแรง แต่การกระจายรายได้กลับทำได้ไม่ดีนัก โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กชี้ว่า คนอินโดนีเซียส่วนใหญ่กว่า 200 ล้านคน ยังชีพด้วยเงินต่ำกว่าราว 60 บาท/วัน
ขณะเดียวกัน ปัญหาการทุจริต ยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ความมั่งคั่งวนเวียนอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น โดยดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (ซีพีไอ) ปี 2013 ให้คะแนนอินโดนีเซีย 32 คะแนน จาก 100 คะแนน และได้รับการจัดอยู่ในอันดับที่ 114 จาก 177 ประเทศ
“การทุจริตนับเป็นต้นทุนขนาดใหญ่ทางเศรษฐกิจ และพบว่ามีการปฏิบัติกันในส่วนใหญ่ของระบบราชการ” โซเฟียน วะนานดิ หัวหน้าสมาคมนายจ้างอินโดนีเซีย กล่าว
นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เสน่ห์ในการดึงดูดการลงทุนลดน้อยลง โดยความขาดแคลนถนนหรือทางรถไฟจะทำธุรกิจมีต้นทุนด้านการขนส่งเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ดีปัญหาหลักของรัฐบาลคือ การหาแหล่งเงินทุนที่จะนำมาพัฒนาในด้านดังกล่าว
นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เสนอให้รัฐบาลอินโดนีเซียตัดลด การลดงบประมาณอุดหนุนราคาพลังงาน ที่ปัจจุบันรัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายไปเกือบ 20% ของงบประมาณ อย่างไรก็ดีแม้การตัดลดเงินอุดหนุนดังกล่าวจะช่วยประหยัดรายจ่ายของรัฐบาลได้มาก แต่ก็มีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงอย่างไม่ต้องสงสัย โดยปัจจุบันเงินเฟ้ออิเหนาอยู่ที่ระดับ 6.7% แล้ว
โดยสรุป ทั้งการลดการพึ่งพาการส่งออก การทุจริต และความขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานนับเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ทั้งนี้ ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดนีเซียทั้งสองมีนโยบายในการจัดการปัญหาเศรษฐกิจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดย วิโดโด มองว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องเริ่มที่การปราบปรามการทุจริตที่แพร่ระบาดอยู่ในหลายภาคส่วนของระบบราชการ และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ
ขณะที่ ซูเบียนโต มองว่าต้องจำกัดการลงทุนของต่างชาติเพื่อสงวนทรัพยากรไว้สำหรับพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ผู้นำคนใหม่ของอินโดนีเซียจะเป็นใคร จึงนับเป็นสิ่งที่น่าจับตามองจริงๆ







