
พิษเอลนินโญ
คําเตือนจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือนาซา ให้ประเทศในทวีปเอเชียเตรียมพร้อม
คําเตือนจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือนาซา ให้ประเทศในทวีปเอเชียเตรียมพร้อมเพื่อเผชิญกับการกลับมาอีกครั้งของปรากฏการณ์ “เอลนินโญ” โดยอาศัยข้อมูลจากดาวเทียมเจสัน 2 เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา และมีความเป็นไปได้ 70% ที่จะเกิดวิกฤตแล้งหนัก เป็นคำเตือนที่มีทิศทางเดียวกับสำนักงานสภาพอากาศสหรัฐที่ประกาศเตือนทวีปเอเชีย ว่า ในปี 2557 มีโอกาสเผชิญกับเอลนินโญในระดับความรุนแรงใกล้เคียงกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 16 ปีก่อน
อย่างไรก็ดี คำเตือนดังกล่าวยังเป็นประเด็นถกเถียงในแวดวงวิชาการในแง่ของความแม่นยำ เนื่องจากยังมีตัวแปรหลายด้านที่อาจจะทำให้การพยากรณ์คลาดเคลื่อน ซึ่งหากจะให้ได้ผลแม่นยำ ชนิดที่บอกระดับความรุนแรงได้ชัดเจน ต้องคำนวณจากแบบจำลองคณิตศาสตร์ ในระยะเวลาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์หรือล่วงหน้าเพียง 3 เดือน
คำเตือนที่ตกเป็นข่าว ก่อให้เกิดกระแสความสนใจ เรื่อง เอลนินโญ จนทำให้ทราบว่า มันคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วนานนับพันปี และในทุก 10 ปี จะเกิดปรากฏการณ์นี้เฉลี่ย 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 812 เดือน โดยเกิดการไหลย้อนกลับของผิวน้ำทะเลอุณหภูมิสูงจากบริเวณเส้นศูนย์สูตรทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก เป็นการไหลแทนที่กระแสน้ำเย็นเดิม ตามบริเวณเส้นศูนย์สูตรทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก และบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้ จนที่สุดอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้นนั้นได้แผ่ขยายกว้าง ส่งผลกระทบต่อการหมุนเวียนของบรรยากาศแผ่ขยายกว้างขึ้นๆ
เมื่อเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญ กระแสลมสินค้าตะวันออกจะอ่อนกำลัง กระแสลมพื้นผิวเปลี่ยนทิศทาง พัดจากประเทศอินโดนีเซียและออสเตรเลียตอนเหนือไปทางตะวันออก แล้วยกตัวขึ้นเหนือชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ก่อให้เกิดฝนตกหนักและแผ่นดินถล่มในประเทศเปรูและเอกวาดอร์ กระแสลมพัดกระแสน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกไปกองรวมกันบริเวณชายฝั่งประเทศเปรู ขณะที่กระแสน้ำเย็นใต้มหาสมุทรไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาได้
เป็นที่ทราบกันดีในระดับหนึ่งว่า ผลพวงจากปรากฏการณ์นี้ทำให้อากาศร้อน เกิดความแห้งแล้งในหลายพื้นที่ และทำให้บางพื้นที่ในประเทศทางซีกโลกเหนือมีความหนาวเย็นและมีหิมะตกหนักกว่าปกติ นอกจากสร้างผลกระทบต่อรูปแบบของฝนและอุณหภูมิแล้ว ยังมีอิทธิพลต่อการเกิดและการเคลื่อนตัวของพายุหมุนเขตร้อนอีกด้วย โดยเฉพาะพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก ที่มีการก่อตัวทางด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมักมีเส้นทางเดินของพายุขึ้นไปทางเหนือมากกว่าที่จะเคลื่อนตัวมาทางตะวันตกผ่านประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้
นอกเหนือจากผลทางตรง ยังมีภัยทางอ้อมอีกหลายด้าน เพราะผลจากที่เกิดจากน้ำและอากาศมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น หรือไม่ก็เพราะแล้งไป ชื้นเกินไป ต่างมีส่วนสร้างผลกระทบต่ออีกหลายชีวิต
เริ่มตั้งแต่สัตว์ทะเลหลากสายพันธุ์ การเปลี่ยนทิศทางการไหลของกระแสน้ำอุ่น กระทบกระเทือนต่อการขยายพันธุ์ของปลาและแหล่งอาหารในระบบห่วงโซ่อาหาร ได้รับผลพวงกันต่อไปเป็นทอดๆ ปลาบางชนิดซึ่งเปราะบางกับความเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งมีโอกาสสูญพันธุ์สูง กระทั่งสัตว์ใหญ่อย่างวาฬก็ได้รับผลกระทบ ตามที่เคยปรากฏเป็นข่าวว่าพบฝูงวาฬว่ายไปเกยตื้นเพราะหลงทิศทางน้ำ
ที่เห็นชัดเจน คือ ปะการังและสัตว์ทะเลที่มีสาหร่ายเซลล์เดียว (Zooxanthellae) อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อ และมีส่วนอย่างสำคัญทำให้เหล่านี้มีสีสันที่สวยงาม ต่างพากันเกิดอาการฟอกขาว เพราะตัวสาหร่ายทนความร้อนไม่ได้ต้องตายหรือหนีหายไป
ขณะที่นกต่างๆ เช่น เหยี่ยว เพนกวิน และนกฟริเกต ที่อาศัยปลาเป็นอาหารก็มีประชากรลดลงตามไปด้วย สัตว์ป่าต้องพบกับภาวะแห้งแล้งเช่นกัน หาอาหารได้ยากขึ้น และล้มตายมากมายด้วยไฟป่า สวนทางกับแมลงและสัตว์ซึ่งเป็นพาหะของโรคต่างๆ ที่กลับมีโอกาสเพิ่มจำนวนมากขึ้น ในปีที่เกิดเอลนินโญในอดีตนั้น มีรายงานว่า โรคระบาดที่นักวิทยาศาสตร์เคยคิดว่าสูญหายไปแล้ว กลับคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง เป็นโรคที่เรียกว่า “อุบัติใหม่” บางประเทศอย่างปากีสถาน มีรายงานว่า มาลาเรียเกิดระบาดขึ้นอีกครั้ง ขณะที่อินเดียพบอหิวาตกโรค
นอกจากนี้ ยังพบอีกว่ามีแมลงศัตรูพืชเพิ่มจำนวนขึ้น มีรายงานว่า ที่รัฐเนวาดา สหรัฐ พบตั๊กแตนระบาดกัดกินพืชไร่เป็นวงกว้าง เพราะสภาพอากาศที่อุ่นขึ้นนั้น เอื้ออำนวยต่อการขยายพันธุ์ของฝูงตั๊กแตนมากยิ่งขึ้น ขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนีย พบว่า มีสปอร์เชื้อราแพร่กระจายในอากาศมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอากาศเย็นและชื้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้และมีปัญหาโรคทางเดินหายใจ







