posttoday
คสช. อย่าทิ้งมวลชน

คสช. อย่าทิ้งมวลชน

06 กรกฎาคม 2557

งานการเมืองคืองานมวลชน เพียงแต่ว่าจะ “คุม” หรือ “คุย” กับมวลชน

งานการเมืองคืองานมวลชน

เพียงแต่ว่าจะ “คุม” หรือ “คุย” กับมวลชน

ในแนวที่คิดจะ “คุม” ก็คือระบอบเผด็จการ แต่ถ้าคิดจะ “คุย” ก็จะเป็นประชาธิปไตย

แน่นอนว่าในการปกครองโดยทหาร การใช้ความเด็ดขาดในลักษณะที่เป็นเผด็จการจะเป็นหลักในการปกครองในภาวะดังกล่าวนั้น ในขณะเดียวกันทหารโดย คสช.ก็มีการบ้านใหญ่ในเรื่องของการสร้างความสมานฉันท์ ซึ่งต้องการความร่วมมืออย่างพร้อมเพรียงและจริงใจจากคนทั้งชาติ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าในความเป็นเผด็จการนั้นจะสร้างสมานฉันท์ได้หรือไม่

เพราะหัวใจของสมานฉันท์คือ การ “คุยกัน”

เราอาจจะตั้งข้อสังเกตได้ว่า ทันทีที่ทหารเข้ายึดอำนาจ สิ่งแรกที่ทหารทำก็คือจับบรรดาแกนนำที่อยู่ในห้องประชุมสโมสรกองทัพบกนั้นไป “ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” เพราะมีปัญหาว่าคนเหล่านี้ไม่คุยกัน ทหารจึงต้องให้ไปพักรวมกันเผื่อว่าจะคุ้นเคยกันมากขึ้น แต่เท่าที่ทราบจากเฟซบุ๊กของคนเหล่านี้ทราบว่า ต่างฝ่ายต่างแยกกันอยู่ในบ้านคนละหลัง และทุกคนมุ่งทำแต่กิจวัตรส่วนตัว เช่น นอน หรืออ่านหนังสือ ส่วนกิจกรรมที่ชอบ เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง แต่พอคิดว่าต้องวิ่งผ่านบ้านของอีกฝ่ายหนึ่งก็งดเสีย บรรดาแกนนำเหล่านี้จึงไม่ได้คุยกันอย่างที่ทหารต้องการ

ต่อมาทหารก็ “เชิญ” บุคคลต่างๆ ผ่านคำสั่งฉบับต่างๆ ให้บุคคลเหล่านั้นไปรายงานตัว ซึ่งถ้าหากสังเกตดีๆ จะพบว่ามีการเชิญใน 2 ลักษณะ พวกแรกจะเรียกไปคุยแล้วปล่อยในวันนั้นเลย กับอีกพวกคุยแล้วยังกักตัวไว้อีกระยะหนึ่ง ที่รวมถึงพวกที่หัวดื้อหัวแข็ง ไม่ยอมมารายงานตัวโดยดี ซึ่งพวกหลังนี้หลายคนถูกตั้งข้อหาเพิ่มว่าขัดขืนคำสั่งทหาร กระทั่งบางคนต้องออกหมายจับ และยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่หนีเตลิดเปิดเปิงไปต่างประเทศไม่ยอมให้ทหารจับ

คสช. อย่าทิ้งมวลชน

 

อีกรูปแบบหนึ่งที่ทหารพยายามจะให้มีการพูดคุยกันก็คือ “คุยเรื่องปฏิรูปประเทศ” โดยจัดเวทีหรือวงเสวนาให้ แล้วระดมผู้สนใจมาพูดคุยกัน ซึ่งดูแล้วก็น่าจะได้ผลในระดับหนึ่ง เพราะมีคนสังเกตว่าในวงสนทนาดังกล่าวมักจะเป็นไปในลักษณะ “เฮโลสาระพา” คือเสียงส่วนใหญ่ว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามก็จะไม่กล้าเข้าไปร่วม หรือบางส่วนก็ไม่สนใจที่จะเข้าไปร่วม แต่ก็มีการแสดงความเห็นอยู่ในกลุ่มของตน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นความเห็นที่เห็นแย้งกับวงสนทนาของทหาร รวมถึงคนที่ไม่สนใจจำนวนมาก ซึ่งไม่เห็นประโยชน์ของการพูดคุยทุกรูปแบบ

หลายคนเชื่อว่า ยิ่งคุยยิ่งแตก ยิ่งมากความ

ผู้เขียนก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่อว่า การคุยกันมากๆ นั้นไม่อาจช่วยให้เกิดการปรองดองได้โดยเร็ว โดยเฉพาะการพูดคุยในเรื่องการเมือง และในสภาพที่มวลชนมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างสุดขั้ว แต่ก็ยังโชคดีที่คนไทยค่อนข้างจะปรับตัวเข้าหากันได้เร็ว เพราะมีโครงสร้างทางสังคมที่เลื่อนไหลได้ง่ายและเปิดกว้างอยู่ตลอดเวลา ที่ภาษาวิชาการเรียกว่า “โครงสร้างสังคมอย่างหลวมๆ” (Loosely Social Structure) จึงยังพอจะมองเห็นหนทางที่จะปรับตัวเข้าหากันได้ แต่ไม่ใช่การพูดคุยทางการเมือง หรือใช้การเมืองเป็นยุทธวิธีแก้ปัญหาในสถานการณ์เช่นนี้

อาจจะมีนายทหารบางคนแย้งว่า แล้วมาตรการการเมืองนำการทหารที่ทหารเคยนำมาใช้ในช่วง 2523-2526 นั้นเล่า ทำไมจึงประสบความสำเร็จ

ในงานวิจัยทางรัฐศาสตร์ที่ศึกษาถึงคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ซึ่งว่าด้วยการอะลุ้มอล่วยทางการเมือง เปิดโอกาสให้ผู้ที่หลงผิดไปเข้าร่วมด้วยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกลับใจมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาประเทศ ที่ประสบความสำเร็จก็เพราะผู้หลงผิดเหล่านี้ “รู้สำนึก” ถึงความไม่จริงใจและความแตกแยกในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย รวมถึงไม่ประสงค์ที่จะ “ฆ่าคนไทยด้วยกัน” จึงคิดอยากจะกลับตัวอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อกฎหมายเปิดโอกาสในทำนองเป็นการนิรโทษกรรมให้ ผู้หลงผิดเหล่านั้นจึงตัดสินใจมาร่วมมือกับรัฐได้ไม่ยาก

ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าทหารยังเชื่อในลัทธิ “การเมืองนำทุกสิ่งทุกอย่าง” นั้นอยู่หรือไม่ แต่ก็อยากให้มองความจริงอย่างหนึ่งว่า เรื่องปากท้องน่าจะนำทุกสิ่งทุกอย่างและการแก้ไขปัญหาของประเทศไทยในครั้งนี้น่าจะใช้ “เศรษฐกิจนำการเมืองและสังคม” อย่างที่เคยทำสำเร็จมาหลายครั้ง

การที่ประเทศไทยพัฒนาไปไม่ถึงไหนก็เพราะเอาหัวชนฝา มุ่งแก้แต่ปัญหาการเมือง

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้สร้างปมปัญหาทางการเมืองขึ้นมากมาย ดังนั้นแม้ว่าในแถลงการณ์ยึดอำนาจของคณะราษฎรในวันที่ 24 มิ.ย. จะมีหลักการที่คิดจะแก้เศรษฐกิจและสังคมเป็นหลัก แต่ด้วยความที่ต้องพะวงกับการปกป้องอำนาจให้เข้มแข็ง จึงต้อง “เล่นการเมือง” ด้วยการแจกจ่ายผลประโยชน์ให้แก่แกนนำฝ่ายต่างๆ และดำเนินการมาจนถึงการสิ้นอำนาจของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ใน พ.ศ. 2500 จึงทำให้คณะราษฎรไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาบ้านเมืองเสียเวลาไปกว่า 2 ทศวรรษที่จะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น

จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ด้วยนโยบายที่มุ่งเน้นไปในทางการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ นอกจากจะประสบความสำเร็จด้วยดีแล้ว ยังปรากฏเป็นชื่อเสียงให้กับจอมพลสฤษดิ์เป็นอย่างมาก เช่นเดียวกันกับการใช้เงินผันในสมัยรัฐบาลท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ได้ช่วยเพิ่มศักดิ์ศรี “ความสำคัญ” ให้กับคนรากหญ้า สืบเนื่องมาจนถึงยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ใช้นโยบายทางเศรษฐกิจที่มุ่งสู่ความ “โชติช่วงชัชวาล” ด้วยการพึ่งพาพลังงานในอ่าวไทย และมาถึงสมัยของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่มุ่ง “สร้างสนามรบให้เป็นสนามการค้า”

คุณทักษิณก็เชื่อว่าอำนาจทางเศรษฐกิจสามารถ “ครอง” ทุกอำนาจในโลกนี้ จึงได้พยายามทุกวิถีทางที่จะความมั่งคั่ง “ซื้อ” ความมั่นคงให้แก่ตนเอง

ผู้เขียนจึงอยากจะเห็น คสช.ใช้เศรษฐกิจนำการเมืองและสังคม เพราะเชื่อว่าถ้าสามารถทำให้คนไทยอยู่ดีกินดี แม้จะเป็นเผด็จการไปอย่างนี้ก็คงไม่มีใครคิดต่อต้านทหารอย่าง เช่น นโยบายแก้ปัญหาน้ำก็น่าจะทำอย่างเงินผันที่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีทั้ง “ส่วนร่วม” และ “ส่วนรับ” หรือถ้าคิดจะทำโครงการใหญ่ๆ ก็ให้ประชาชนได้สัมผัสแตะต้อง “ร่วมทำ” ด้วย

งานมวลชนไม่ใช่การ “เอาอกเอาใจ” หรือมุ่งแต่ให้มวลชนในสิ่งต่างๆ แต่เพียงอย่างเดียวควรจะอยู่บนหลักของการ “ร่วมทำร่วมได้รับ” ประชาชนจึงจะรู้สึกมีความสุขอย่างแท้จริง

การคืนความสุขควรจะเริ่มจาก “คิดสร้างความรับผิดชอบ” ให้กับประชาชนนั่นแล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท