
ความลับห้อง 15 แห่งคุกเปรย์ซอว์
กลายเป็นเรื่องไม่คาดฝันสำหรับครอบครัว “สมความคิด” หลังประเทศกัมพูชาได้พระราชกฤษฎีกา
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว/ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
กลายเป็นเรื่องไม่คาดฝันสำหรับครอบครัว “สมความคิด” หลังประเทศกัมพูชาได้พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ “วีระ สมความคิด” แกนนำกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ พ้นจากการถูกจองจำอยู่ในเรือนจำเปรย์ซอว์ ในคดีโจรกรรมข้อมูล และเข้าเมืองผิดกฎหมายกัมพูชา เมื่อวันที่ 1 ก.ค.
หลังได้รับอิสรภาพ กลับสู่ประเทศไทย วีระได้เปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงความเป็นอยู่ในคุกเขมร เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน ว่า ชีวิตต้องทนทุกข์ทรมาน และวินาทีที่ทราบว่ากัมพูชาคืนอิสรภาพให้ ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรทั้งนั้น เพราะตลอดระยะเวลาที่อยู่ในเรือนจำใช้ธรรมะข่มจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่าน
วีระเล่าถึงความเป็นอยู่ในคุกเปรย์ซอว์ว่า ปีแรกยอมรับเลยว่าไม่ไหว คิดถึงบ้าน ทรมาน และก็ถูกละเมิดสิทธิ ไม่ให้อ่าน ไม่ให้เขียนหนังสือ หรือบันทึกอะไรเลย ซึ่งต่างกับนักโทษคนอื่นที่สามารถทำได้หมด เขาหวังทรมานให้ตรอมใจ แล้วตายไปเอง เพราะรู้ว่าตัวเองมีโรคประจำตัว เหมือนกรณีอากง (อดีตนักโทษคดี 112) มีโรคประจำตัวติดคุกไม่นานตายเลย ถ้าทำใจไม่ได้ ถือเป็นวิธีฆ่าไม่ผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ สถานทูตไทยในกัมพูชาได้อ้อนวอนให้ผ่อนปรนเรื่องการอ่านหนังสือ แต่กัมพูชาไม่เคยให้ กระทั่ง 6 เดือน ก่อนได้รับการปล่อยตัว เพิ่งได้อ่านหนังสือ ซึ่งกว่าจะได้อ่าน ทางกัมพูชาต้องขอตรวจสอบก่อน และต้องให้ทางกาชาดเป็นผู้ไปจัดซื้อเท่านั้น ญาติจะซื้อให้ไม่ได้
กิจวัตรประจำวันในช่วงที่ไม่ได้อ่านหนังสือ วีระบอกว่า ก็ใช้ธรรมะซึ่งปฏิบัติมานาน เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เอาเวลาว่างทั้งหมดตั้งแต่ตื่นเวลา 05.00 น. มาสวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิ เฉลี่ยหนึ่งชั่วโมง เสร็จแล้วก็ไปทำภารกิจส่วนตัว รอเปิดห้องขังเวลา 08.0008.30 น. จากนั้นต้องรีบไปตลาดในเรือนจำ เพื่อแย่งซื้อเต้าหู้กับเห็ดนางฟ้า เพราะของมีน้อย ไปสายอาจหมด เพราะส่วนตัวกินมังสวิรัติ โดยกินอาหารวันละสองมื้ออย่างเดียวกับเด็กที่อยู่ด้วย
เมื่อกลับมาถึงเวลาประมาณ 09.30 น. ไปพบหมอที่ห้องพยาบาลในเรือนจำ ซึ่งทำประจำทุกวัน เพื่อไปวัดว่ามีความดัน เป็นอะไรหรือไม่ คือ ต้องการให้เดินออกกำลังกายไปที่นั่น แต่จะมีผู้คุม คือ “นูน กิม ฮง” คอยติดตามตลอดตั้งแต่วันแรกจนปล่อย เพื่อดูแลไม่ให้ใครมาใกล้ มาคุย กระทั่งมาทำร้าย (หัวเราะ)
หลังตรวจสุขภาพเสร็จก็กลับมาทำกับข้าว เสร็จประมาณ 10.00 น. และเวลา 10.30 น. ปิดห้องขัง เพื่อให้กินข้าวแล้วก็พัก เปิดอีกทีเวลา 14.00 น. มีเวลาพักสองชั่วโมง ก็จะใช้เวลานี้ออกกำลังกาย เดินแกว่งแขน ซิตอัพ จากนั้นเวลา 16.00 น. ปิดห้องขังอีกรอบ ก็นั่งรอเหงื่อแห้งแล้วอาบน้ำ กินข้าวเวลา 18.00 น. เดินย่อย ก่อนไปล้างหน้าสวดมนต์ ทำวัตรเย็น ไปถึงสามสี่ทุ่มแล้วแต่วัน เพราะไม่มีอะไรทำและต้องนอนเร็ว
ในช่วงแรกๆ วีระบอกถึงความรู้สึกว่า ได้ยินเสียงผู้คุมลั่นกุญแจเหมือนมีดเสียดแทงหัวใจ ความสว่างก็ดับวูบ เพราะหมายถึงต้องอยู่ในห้องขังจนเวลา 08.00 น. ของอีกวัน แล้วห้องที่อยู่ยาว 4 เมตร กว้าง 1.70 เมตร อยู่กันสองคน ถือว่าเล็กมาก และที่อยู่กันสองคน เพราะเรือนจำส่งนักโทษให้มาคอยคุม เพราะผู้คุมไม่สามารถอยู่ด้วยได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ทั้งนี้ นักโทษคนที่อยู่ด้วยมีหน้าที่ไปรายงานผู้คุมว่าวันๆ ทำอะไรบ้าง ดังนั้นนักโทษที่มาอยู่ด้วยส่วนใหญ่ไม่มีความผิดร้ายแรง ติดคุกแค่ปีสองปีออก แถมน่าสงสาร และประพฤติดีมาก ส่วนตัวก็ขอสเปกถ้าจะเอานักโทษมาอยู่ด้วย คือ 1.ไม่สูบบุหรี่ 2.เคารพ ไม่ใช่เอาใครมาเดี๋ยวได้ฆ่ากัน (ยิ้มๆ)
“สรุป 3 ปี 6 เดือน มีนักโทษอยู่ด้วย 3 คน คนแรกพ้นโทษ คนที่สองอยู่ได้ไม่นานเพราะทนไม่ไหวต้องกินมังสวิรัติ (หัวเราะ) จากนั้นหาเด็กใหม่ ผมเลือกเอง เพราะที่ผ่านมามีคนกัมพูชาอยู่ด้วยสองคนแล้ว อยากได้คนพอพูดภาษาไทยได้บ้าง แต่เรือนจำไม่ให้เลือกคนไทย นอกนั้นได้หมด แต่ถ้าเป็นฝรั่งทางเรือนจำต้องขอไปพิจารณาก่อน”
อย่างไรก็ตาม บังเอิญฝรั่งไม่สนิทกับใคร และอีกอย่างคน ละวัฒนธรรม เลยเลือกเอาคนวัฒนธรรมใกล้เคียงแม้ไม่ใช่คน ไทย เลยเอาคนลาว เพราะภาษาพอพูดกันได้ และบังเอิญมี เด็กลาวมาติดคุกใหม่ ไม่มีญาติ และน่าสงสาร เลยเลือกเด็ก คนนี้ ที่สำคัญไม่สูบบุหรี่ อยู่ยาวจนออก และห้องขังที่อยู่เป็น แบบวีไอพี มีเสื่อ หมอน ผ้าห่ม ซึ่งทางเรือนจำจัดให้ และอยู่ ห้องนี้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าจนออก แต่ผ้าไม่เคยใช้ห่ม เอามาปูรองนอน เพราะห้องมันเล็กไม่มีหน้าต่าง แถมร้อนมาก ห้องที่อยู่เป็นอาคารสองชั้น อยู่ห้องหมายเลข 15 ซึ่งแต่ละตึกจะมีเพียง 4 ห้องเล็กเท่านั้น
“ห้องนี้ไม่ใช่ใครก็อยู่ได้ ต้องเสียเงินและแพงมาก และนักโทษทุกคนต้องเสียค่าน้ำไฟเองเหมือนเช่าคอนโด ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีสิทธิใช้ไฟและน้ำ ซึ่งก็เคยมีมาเก็บ แต่ไม่จ่าย และบอกตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปว่าหากอยากเก็บเงินให้ไปเก็บกับนายฮุนเซน เพราะเอามาอยู่ที่นี่ แต่นั่นก็ไม่มีใครกล้ามาอีก”
นอกจากจะอยู่กันสองคนแล้ว ห้องนี้ยังกลายเป็นสวนสัตว์ให้กับสิ่งมีชีวิตอื่นในเรือนจำด้วย เพราะถือศีล ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ฉีดยาฆ่าแมลง ไม่ตบ ไม่ตี พวกนี้ก็หนีจากห้องอื่นและมาอยู่ห้องนี้แบบปลอดภัย โดยเฉพาะตุ๊กแกมีเยอะมาก ตามด้วยจิ้งจก แมลงสาบ หนู มด ยุง ตัวเลือด ตัวไร ในห้องน้ำก็มีพยาธิเส้นด้าย คือต้องใส่รองเท้าเข้าห้องน้ำ
ส่วนวิธีแก้คือนอนในมุ้ง ค่ำมากินข้าวเสร็จ สวดมนต์อยู่ในมุ้งไม่ออกมา (หัวเราะ) แผ่เมตตา มีแค่ยุงกัดมดกัดบ้าง แต่ไม่เคยมีแมลงสาบ หนู มาแทะหัวหรือเท้า แต่ตอนหลังหนูหายหมดเพราะเริ่มมีแมว ซึ่งไม่รู้ใครเอามาเลี้ยงแล้วออกลูกออกหลาน
วีระยังได้เล่าประสบการณ์สุดระทึก คือ เห็นนักโทษกิน แมวย่าง นอกจากนี้ก็มีหนู ซึ่งถือเป็นอาหารอันโอชะของนักโทษจนๆ เพราะต้องเข้าใจว่าอะไรที่กินได้ตั้งแต่จิ้งจก ตุ๊กแก นักโทษจนๆ จับกินหมด กระทั่งงูก็ไม่มี เพราะก็เป็นอาหารอันโอชะเหมือนกัน หมาไม่ต้องพูดถึงหลงเข้ามาเรียบหมด
สำหรับวิธีการกินแมวของนักโทษ วีระอธิบายว่า จะจับแมวมาแล้วกระตุกหางแรงๆ เพราะเป็นจุดอ่อนโดนแล้วเป็นอัมพาตทันที ก่อนจับเชือดคอถลกหนัง หนูก็เช่นกันทุบหัวแล้วจับถลกหนังเนื้อขาวจั๊วะ คือ เห็นกรรมวิธีทำทั้งหมด นักโทษบางคนเอาหนูที่จับมาได้จำนวนมากๆ หิ้วแบบเป็นพวงขายให้นักโทษที่ไม่ได้ออกมาจากห้องขัง ตัวหนึ่ง 2530 บาท ตามขนาด
ขณะที่เรื่องของความสะอาดนั้น วีระบอกว่า เรือนจำที่นี่ถือว่าสกปรกสุดๆ กระทั่งน้ำ เพิ่งมีน้ำสะอาดใช้เมื่อต้นปีมานี้ ซึ่ง 3 ปีเต็มๆ ต้องทนใช้น้ำสกปรกที่ถูกสูบมาจากสระน้ำรวม แล้วสระนี้มีทั้งอุจจาระ ปัสสาวะ เพราะเรือนจำไม่มีบ่อพัก ทำธุระอะไรลงท่อต่อตรงไหลไปลงสระ เนื่องจากมีนักโทษเป็นพันคน หากทำส้วมซึม ไม่กี่วันก็ต้องดูดออก
“ความสกปรกมันเชื่อมโยงกัน เวลาจะใช้น้ำก็ไปสูบตรง บ่อมาใช้ทั้งกินทั้งอาบ ผมเคยเผลอไปครั้งหนึ่ง ช่วงแรกๆ ไม่มีไฟ หาน้ำสะอาดไม่ได้ แต่เรือนจำมีเตรียมไว้ให้ ควักขันตักกินท่ามกลางความมืด ตื่นเช้ามาเห็น คิดในใจ ตายห่า กูกินน้ำนี้เข้าไปได้ยังไง อาบก็คันทันที” วีระ กล่าวก่อนหัวเราะ
วีระบอกว่า จากนั้นเลยยอมเสียเงินซื้อน้ำไว้ใช้ทั้งอาบและกินรวมถึงซักผ้า โดยจะซื้อผ่านนักโทษ เพราะเรือนจำจะจ้างให้นักโทษขาย โดยมีผู้คุมเป็นนายทุน โดยคิดต่อถัง 1,000 เรียล ประมาณ 10 บาท จะใช้กี่ถังก็สั่งไป แต่ส่วนตัวซื้อได้วันละ 4 ถังเท่านั้น จำเป็นต้องใช้อย่างประหยัด ส่วนการทำกับข้าว ก็ลงมือในห้องขัง ซึ่งเรือนจำจะมีแก๊สสนามสำหรับเดินป่ามาให้ใช้ ซึ่งห้องข้างเคียงกันได้เคยเกิดระเบิด เพราะสภาพกระป๋องแก๊สเก่ามาก ทุกวันต้องไปซื้อแก๊สที่ตลาดกระป๋องละ 15 บาท และการทำงานในเรือนจำ ถ้าเป็นคนต่างชาติไม่ต้องทำ แต่ก็ไม่มีสิทธิเรียนหนังสือ อาทิ ภาษา ให้เพียงคนกัมพูชาเท่านั้น ซึ่งตลอด 3 ปี ใช้ชีวิตจำเจ จนรู้ว่านาทีนี้ต้องทำอะไร
สำหรับการคุกคามในคุกนั้น วีระบอกว่า ช่วงแรกก็หวั่นเกรง เพราะตอนนั้นรู้กันอยู่ว่าเรื่องดินแดนแรงมาก ก็หวั่นๆ แต่พอไปอยู่มันไม่มีอะไร มีตึงๆ กันบ้างใหม่ๆ แต่อยู่สักพักนักโทษกัมพูชาซึ่งคอยทำหน้าที่เป็นล่ามให้ เพราะเคยอยู่ไทยมา 10 ปี เขาจะเรียก “ป๊ะ” แปลว่า “พ่อ” ก็บอกว่าไม่มีอะไร ไม่เห็นดุเหมือนที่เคยเห็นในทีวี
“เพราะภาพผมทะเลาะกับผู้พิพากษากัมพูชาออกในทีวี เคยทะเลาะกับตำรวจตบโต๊ะตั้งแต่วันแรกเพราะพยายามยัดข้อหาว่าเราเข้าประเทศกัมพูชา เถียงไปเถียงมา ก็ขึ้นเสียงกันมีมึงกู ภาพมันก็เลยออกมาแบบนี้ แล้วสื่อที่ติดตามก็นำเสนอ คือไม่ยอมอย่างเดียว จะบอกเป็นพื้นที่กัมพูชา เราไม่ยอม ให้เราเซ็นรับทราบ ก็บอกไปสู้กันที่ศาล อยู่ที่ประเทศนั้นก็ด่าฮุนเซน ไม่กลัว ภาพแรง ใครๆ ก็กลัวว่าอยู่นี่มีเรื่องกันแน่ แต่เข้าไปจริงๆ เข้าใจ”
หลังได้มานั่งทบทวนตัวเอง ที่ผ่านมาใช้อารมณ์เกินไป ด้วยความเครียด รู้สึกกดดัน รัฐบาลก็ไม่ช่วย แถมแกล้งให้ถูกยัดเยียดข้อกล่าวหา และเริ่มเข้าใจว่าไม่มีอะไร ไม่มองใครเป็นศัตรู เพราะศัตรูจริงๆ มีไม่กี่คน นอกนั้นเพื่อนมนุษย์ ใครเดือดร้อนอะไรก็มา เช่น ขอยา คนไหนจนก็มาขอเงิน บางคนเดินสูบบุหรี่มาแบบกวนๆ แล้วขอเงิน ก็บอกไปว่าถ้าเอ็งสูบ ลุงไม่ให้เงิน เลิกก่อนถึงให้ มีข้อแลกเปลี่ยน พอทิ้งก็ให้จริงๆ ไม่พูดเล่น ส่วนใหญ่ก็สอนว่าบุหรี่ไม่ดี ก็ถามบุหรี่ซองเท่าไหร่ บอกซองละ 35 บาท ถ้าเอาเงินซื้อบุหรี่มาซื้อมาม่าได้กี่ซอง เพราะมาม่าที่นั่นซองละ 7 บาท บุหรี่ซองนึงซื้อมาม่าได้หลายมื้อ ลุงให้เงินเอ็งจากซื้อบุหรี่เปลี่ยนเป็นมาม่าอิ่มนะ มีประโยชน์ ก็รู้สึกว่าคนนี้มีน้ำใจไม่ใช่ให้เงิน แต่มีน้ำใจให้เขาสุขภาพดี ก็คงเป็นปากต่อปาก







