
"ฝ่ายค้าน"อัดรบ.ใช้งบ54 บนซากศพปชช.
"สุรพงษ์" ตอกรัฐบาลใช้งบ54 บนซากศพปชช. อัด เร่งรีบเสนอสภาฯจนผิดปกติ เชื่อ พรรคร่วมฯกอดคอหวังรอแบ่งเค้ก จวก ประเคนงบกลาโหมสูงเพื่อซื้ออาวุธสังหารคน
"สุรพงษ์" ตอกรัฐบาลใช้งบ54 บนซากศพปชช. อัด เร่งรีบเสนอสภาฯจนผิดปกติ เชื่อ พรรคร่วมฯกอดคอหวังรอแบ่งเค้ก จวก ประเคนงบกลาโหมสูงเพื่อซื้ออาวุธสังหารคน
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2554 ภายหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงในภาพรวมถึงความจำเป็นในการจัดทำงบประมาณถึง 2.07 ล้านล้านบาท จากนั้นนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณเป็นคนแรกของฝ่ายค้าน
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มีการเสนอให้สภาฯพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณเร็วกว่าปกติ เพราะทุกรัฐบาลที่ผ่านมาจะเสนอต่อสภาฯในช่วงเดือนมิ.ย.ไม่ใช่เดือนพ.ค.ทำให้มีสงสัยว่าทำไมรัฐบาลชุดนี้ถึงต้องเร่งรัดในการเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีด้วย นอกจากนี้ เป็นที่น่าเสียใจเพราะแทนที่รัฐบาลจะเดินหน้าเยียวยาผู้สูญเสียก่อนที่จะพิจารณางบประมาณแต่กลับกล่าวหาผู้มาชุมนุมว่าเป็นผู้ก่อการร้าย มาถึงวันนี้มีผู้เสียชีวิตไปเกือบ 100 ศพแต่ยังมีหน้าอ่านงบประมาณรายจ่ายหน้าตา เฉยไร้ความรู้สึก แทนที่จะใช้งบประมาณปี 2553 ที่เก็บได้เกินเป้าไปช่วยเหลือคนเหล่านั้น
“รัฐบาลน่าจะใจกว้างให้สิ่งที่ผ่านไปผ่านพ้นไปให้มันแล้วกันไป แล้วมาเดินหน้ากันใหม่ แต่ก็กลับกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ไม่รู้จักความเสียสละ และการขยายเวลาการใช้เคอร์ฟิวก็สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมากเพราะคนที่ทำมาค้าขายในตอนกลางคืนไม่สามารถทำงานมีรายได้มากนักเพราะนายกฯและนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังไม่เคยค้าขายมาก่อนจึงไม่เข้าใจ” นายสุรพงษ์ กล่าว
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลมีเงินเหลือจากงบไทยเข้มแข็ง 1.5แสนล้านบาทเหลือจากพพ.ร.ก.กู้เงิน ยอดที่สองเหลืออีก 1.7แสนล้านบาทเหลือจากการเก็บรายได้ที่คาดว่าจะเกินเป้า บวกเงินยึดทรัพย์ของทักษิณ 46,000 ล้านบาทและเงินที่เหลือจากส่วนต่างๆทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือในปี 2553 ถึงจำนวน 7.8 แสนล้านบาท หากเอาส่วนที่เหลือนี้ไปบวกงบลงทุนในปี 2554 จะทำให้รัฐบาลมีเงินถึง 1.1 ล้านล้านบาทที่จะนำไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลจึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เพราะงบประมาณเยอะ งบไทยเข้มแข็งจึงเกิดทุจริตเพราะไม่จำเป็นต้องเสนอรายละเอียดผ่านสภา
“ขณะเดียวกันการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลยังไม่มีความจัดลำดับความสำคัญ อย่างกระทรวงกลาโหม ได้รับจัดสรรถึง 8.2% หากเทียบกับงบการท่องเที่ยว 0.8% กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับ 3.7% เท่านั้น และงบกระทรวงอุตสากรรมน้อยนิด จึงทำให้ประเทศไทยล้มเหลวดังช่นทุกวันนี้ จัดงบให้กระทรวงกลาโหมซื้ออาวุธมาทำร้ายประชาชน ไม่มุ่งเน้นเรื่องเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาปากท้องประชาชน ส่งผลให้หนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 ม.ค. 53 จำนวน 3.4 ล้านล้านบาท ทำให้คนไทยมีหนี้ต่อหัว 4.5หมื่นบาท” นายสุรพงษ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขอความกรุณาแยกแยะตนย้ำว่ารัฐบาลไม่เคยกล่าวหาผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธว่าเป็นผู้ก่อการร้าย รัฐบาลเข้าใจถึงข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่มาอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่ 2 เดือนที่ผ่านมามีคนใช้อาวุธเพื่อเข้ามาสร้างสถานการณ์และก่อการร้าย รัฐบาลจึงต้องใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ
ส่วนการที่บอกว่ารัฐบาลเร่งรีบเสนอพ.ร.บ.งบประมาณนั้นขอยืนยันว่าตามรัฐธรรมนนูญต้องให้เวลาฝ่ายนิติบัญญัติในการพิจารณาแบ่งเป็น 105 วันสำหรับขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎร และ 20 วันสำหรับวุฒิสภา ซึ่งการนับวันดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่วันที่มีการส่งเอกสารให้ โดยถ้าเราพิจารณาเร็วมากเท่าไหรคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ของทั้งสองสภาจะมีเวลาพิจารณามากขึ้นเท่านั้น และถึงที่สุดแล้วร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะไปประกาศใช้ในวันที่ 1 ต.ค.ไม่ได้ประกาศใช้เร็วขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นประโยชน์ของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ใช่ของฝ่ายบริหาร
“ในส่วนของการระบุว่าควรเร่งไปช่วยประชาชนที่ประสบกับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ล่าช้า รัฐบาลได้มีการอนุมัติหลักการและงบประมาณเอาไว้เรียบร้อยแล้วเพื่อให้ประชาชนมีสถานที่ในการค้าขาย จัดมาตรการเพื่อช่วยลูกจ้างที่ตกลง เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบมาตรการเหล่านี้เดินหน้าเต็มที่ การประกาศเคอร์ฟิวรัฐบาลก็ได้มีการปรับลดลงมาแต่ต้องมีการเฝ้าระวังเอาไว้เพราะมีผู้ที่อาจจะสร้างความไม่สงบขึ้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณแต่ละกระทรวงนั้นต้องดูทิศทางที่ดีขึ้นมากกว่าไปดูที่ตัวเลขงบประมาณเพราะหากเทียบตามรายกระทรวงจะเห็นได้ว่ากระทรวงกลาโหมได้เพิ่มขึ้นเพียง 10.6% ขณะที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เพิ่มขึ้น 42 % กระทรวงพาณิชย์ 16.9% กระทรวงอุตสาหกรรม 20.5% ขณะเดียวกันรัฐบาลชุดนี้ได้พิสูจน์ถึงมาตรการในการแก้ไขปัญหาเศรษฐให้เห็นแล้วว่าวันนี้เศรษฐกิจมีการขยายตัวมากขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มประมาณ 4% ตรงข้ามกับต่างประเทศในบางประเทศเพิ่มขึ้นถึง 100%
“เงินที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ รัฐบาลไม่ได้มีการนำไปใช้จ่ายเพื่อการบริหารงานของรัฐบาล แต่ได้ส่งเข้าคลังเพื่อค้ำจุนฐานะทางการเงินของประเทศให้มั่นคงเท่านั้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว







